ไอเอสเอ็น

เปิดโลกฟินเทค : การเงินยุคใหม่เป็นยังไง...หนอ

  ถึงวันนี้  “ฟินเทค” หรือ การให้บริการธุรกรรมทางการเงิน โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (Financial Technology) กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่มาแรงสำหรับโลกการเงินของประเทศไทย   ซึ่งคนในแวดวงการเงิน มองกันว่า เทรนด์ใหม่มาแรงนี้ จะเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทย รวมถึงสถาบันการเงินไทยในอนาคต   ทำให้การใช้จ่ายเงินของ “คนไทย” ในอนาคตอันใกล้นี้ กลายเป็นเรื่องสะดวกสบาย เช่นเดียวกับการอนุมัติสินเชื่อที่จะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าในปัจจุบัน   อย่างไรก็ตาม ในระบบการเงินไทยที่เรายังใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีทางการเงินในระดับง่ายๆ เทคโนโลยีทางการเงินที่แพร่หลายและรู้จักกันดีที่สุดของคนไทยในวันนี้ น่าจะเป็นแค่ตู้เอทีเอ็ม เครื่องฝากเงินอัตโนมัติ รวมทั้งเครื่องอัพสมุดบัญชี เมื่อพูดถึง “ฟินเทค” หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออก   สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น”  ฟินเทคเองก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีการเงินล้ำยุค ที่ต้องพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจเช่นกัน เพื่อไม่ให้ตกยุคตกสมัย และมองภาพระบบการเงินไทยในอนาคตให้ถ่องแท้ได้มากขึ้น   โดยเราได้พยายามรวบรวม เทคโนโลยีของ “ฟินเทค” ที่เริ่มเข้ามาบุกประเทศไทย และสนใจเข้ามาขออนุญาตแบงก์ชาติเพื่อทดลองการให้บริการในเมืองไทยเพื่อมาเล่าสู่กันฟัง  แต่จะมีประเภทไหนบ้างที่เริ่มจะเข้ามาในระบบการเงินไทย และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการทำธุรกรรมทางการเงิน และการใช้จ่ายของคนไทยในอนาคตไปอย่างไรบ้าง   วันนี้เรามาเปิดโลก “ฟินเทค” ไปด้วยกัน !!!   ทั้งนี้ สายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ของแบงก์ชาติ เล่าให้ฟังว่า ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ได้มีผู้ประกอบการฟินเทค สนใจเข้ามาพูดคุย และแสดงความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่เข้ามา “เปิดให้บริการทางการเงิน” ในเมืองไทยจำนวนมากถึง 25 ราย   โดยมีทั้งผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทในเครือของสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการ “ฟินเทค” หรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นจากการร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ประกอบการฟินเทคทั้งในไทย และฟินเทคต่างประเทศ และผู้ประกอบการ “ฟินเทค” อย่างเดียว   แต่กระนั้น “แบงก์ชาติ” เองก็ยอมรับว่า การให้ใบอนุญาตผู้ประกอบการให้เปิดบริการทางการเงินใหม่ๆ โดยใช้ฟินเทคยังไม่ใช่เรื่องง่าย และยังต้องใช้เวลาอีกระยะ    เพราะทุกเทคโนโลยีการเงินนั้น แม้จะได้รับการการันตี หรือการทดลองใช้ หรือใช้จริงในต่างประเทศแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความได้ว่า “เทคโนโลยีการเงิน” ดังกล่าว “เหมาะสม” กับเศรษฐกิจการเงินของไทยเรา   ดังนั้น ก่อนที่ให้เปิดบริการ “ฟินเทค” แบงก์ชาติ จึงเปิดโครงการให้ผู้สนใจเข้ามา “ทดลองให้บริการ”ในระบบปิดก่อน ถ้าเทคโนโลยีไหนเหมาะสมที่ใช้ในประเทศไทยก็จะอนุญาตให้เปิดใช้บริการ   ส่วนจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างนั้น และจะเข้ามาให้บริการอย่างไร และจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยในการใช้เงินไปในทางไหนนั้น   ประเภทแรกที่น่าสนใจมาก คือ การให้บริการสินเชื่อระหว่างบุคคล กับบุคคลที่มีผู้ประกอบการ “ฟินเทค”เป็นตัวกลาง ซึ่งกรณีนี้จะช่วยให้ความสะดวก และทางเลือกมากขึ้น ทั้งกับผู้ที่มีเงินออมเหลืออยากจะนำเงินไปลงทุน และได้รับผลตอบแทนสูงกว่าฝากธนาคาร ผู้กู้เงินที่ต้องการอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า   โดย “ฟินเทค” ดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหาคู่ที่เหมาะสม ระหว่างคนที่มีสตางค์เหลือใช้ และอยากนำเงินนั้นมาลงทุนด้วยการปล่อยกู้ แทนที่จะไปลงทุนอย่างอื่นเช่น ฝากเงินไว้กับธนาคารเฉยๆ ซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำ หรือไปลงทุนหุ้น หรือตราสารหนี้ที่มีความซับซ้อนยุ่งยากมากกว่า เมื่อมีคนให้กู้  “ฟินเทค” เหล่านี้ ก็จะหาคนมากู้ โดยพิจารณาคุณสมบัติ ประวัติการชำระหนี้ และระยะเวลาในการกู้ ที่เหมาะสมกัน โดยอัตราดอกเบี้ยให้กู้นั้น จะมี 2 แบบ คือ ในอัตราค่ากลางที่ฟินเทคกำหนด หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันระหว่างผู้ลงทุนกับผู้กู้ ซึ่งไม่เกินกรอบของกฎหมาย หรือเกณฑ์ของแบงก์ชาติที่กำหนดไว้ ขณะที่สิ่งที่ “ฟินเทค”จะได้รับคือ ความบริหารจัดการเงินกู้ดังกล่าว   แต่ถึงแม้จะมองว่าเป็นหนทางที่ดีสำหรับทั้งผู้กู้ และผู้ลงทุน แต่ในกรณีีนี้นั้นยังต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่ทีเดียว เพราะแบงก์ชาติ มองว่า การวางเกณฑ์ในการกำกับดูแลจะต้องมีความรัดกุม    ทั้งในส่วนของการดูแลคนให้กู้ ตัวเงินลงทุน ซึ่งช่องทางนี้จะต้องไม่กลายเป็นช่องทางของการฟอกเงิน หรือ มีช่องโหว่ให้เกิดการกระทำที่ผิดดฎฆมาย รวมทั้งการคัดสรรคุณสมบัติของคนให้กู้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ว่าจะต้องไม่เบี้ยวหนี้ กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ปล่อยกู้   โดยขณะนี้แบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง กำลังอยู่ระหว่างหาเงื่อนไขแนวทางที่เหมาะสมอยู่ แต่เชื่อว่าคงไม่นานเกินรอ ฟินเทคประเภทนี้คงได้ออกมาเป็นทางเลือกใหม่ของคนไทยอย่างแน่นอน   ขณะที่ประเภทที่ 2 ก็เริ่มเห็นความคืบหน้าแล้วเช้นกัน คือ ฟินเทคที่สนใจกนำเทคโนโลยี QR code “คิวอาร์โค้ด” มาใช้ในการชำระเงิน ทั้งการจ่ายผ่านบิล จ่ายค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต จ่ายผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง หรือ การจ่ายด้วยการตัดบัญชี     ในอนาคตเราอาจจะสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดที่ร้านอาหาร สแกนจากบิลที่ส่งมา  หรือคิวอาร์โค้ดที่ติดไว้ตามร้านค้าตามร้านค้า เพื่อตัดเงินจากกระเป๋าสตางค์อิเลคทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือจ่ายเงินผ่านโมบาย แบงกกิ้งได้ โดยไม่ต้องยื่นบัตรให้กับร้านค้าให้วุ่นวาย ซึ่งจะสร้างความสะดวกสบาย และปลอดภัยมากขึ้นด้วย    ซึ่งล่าสุด เราได้เห็นความร่วมมือในเรื่องการสแกนคิวอาร์โค้ดนี้แล้วระหว่าง 3 บริษัทการเงินชั้นนำของโลก คือ มาสเตอร์การ์ด ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล และวีซ่า ประกาศเปิดตัว “คิวอาร์โค้ด” มาตรฐาน ซึ่งร้านค้าที่ขอคิวอาร์โต้ดนี้ จะสามารถตัดเงินค่าสินค้าและบริการจากลูกค้าผ่านบัตรเครดิต ที่ใช้บริการชำระเงินผ่านทั้ง 3 เครือข่ายนี้ได้ ซึ่งทำให้ร้านค้าเล็กใหญ่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่าเท่าเทียมกัน ขณะที่ง่ายต่อลูกค้ามากขึ้นเช่นกัน   สำหรับฟินเทค ประเภทที่ 3 ที่เริ่มเข้ามาทดลองใช้ในประเทศไทยแล้ว คือ การใช้เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ Blcokchains and Distributed Ledger ในการให้บริการสนับสนุนในการให้บริการทางการเงินประเภทต่างๆ ซึ่งคล้ายๆ กับการสร้างเครดิตบูโรเล็กๆ ของแต่ละเรื่องขึ้นมา   โดยศูนย์ข้อมูลดังกล่าว จะมีการเข้ารหัส และกำหนดชั้นความลับ ซึ่งจะมีเพียงบางคนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงชั้นความลับในระดับต่างๆ ได้ ซึ่งกรณีนี้ แบงก์ชาติ เพิ่งจะอนุมัติ บริษัท เคบีทีจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกสิกรไทย ทำการทดลองในการใช้ Blcokchains ในการสร้างศูนย์ข้อมูลหนังสือค้ำประกัน เพื่อเป็นฐานการบริการการให้บริการออกหนังสือค้ำประกันให้กับลูกค้าธนาคารพาณิชย์ ซึ่งการรวมศุนย์ข้อมูลดังกล่าวจะลดความซ้ำซ้อนของการตรวจสอบ และรับส่งข้อมูลหนังสือค้ำประกันของลูกค้า   โดยจากเดิมต้องใช้เวลาการออกหนังสือค้ำประกัน 1-3 วันจะสามารถออกได้ทันที โดยกรณีจะใช้เวลาทดลองในเฟสแรก 3 เดือน หากได้ผลดี แบงก์ชาติจะให้ใบอนุญาตเพื่อดำเนินการจริง และนอกจากกรณีนี้เท่าที่ทราบมามี ฟินเทคอื่นที่กำลังขยัับขอทดลองการให้บริการ Blcokchains เพื่อสนับสนุนการให้บริการการเงินประเภทอื่นๆ อีกด้วย   ฟินเทคประเภทที่ 4 อันนี้ก็น่าสนใจมาก  และเริ่มมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาคุยกับแบงก์ชาติ เพื่อเปิดดำเนินการในประเทศไทยแล้วเช่นกัน คือ การยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการทางการเงิน หรือการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่นการเปิดบัญชี การใช้บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดิต โดยใช้ลักษณะทางชีวภาพแต่ละบุคคล (Biometric) เช่น การใช้ลายนิ้วมือ เสียง การสแกนม่านตาและใบหน้า เป็นต้น    โดยต่อจากนี้ เราอาจจะไม่ต้องพกบัตรประชาชน หรือบัตรแสดงตัวตนให้ยุ่งยาก สแกนม่านตาปุ๊ป ถอนเงินได้ปั๊ป และอีกข้อดี คือ ความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินที่จะมีเพิ่มมากขึ้นด้วย   ต่อมาที่ ประเภทที่ 5 คือ การใช้เทคโนโลยีในการการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกในการทำงานให้ฉลาดมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยี Machine Learn และ Artificial Intelligence (AI) สอนให้โรบอท หรือเครื่องจักร ทำพฤติกรรมในการใช้บริการทางการเงินของลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงินที่ซ้ำๆ กัน เช่นการ โอนเงินไป บัญชีใดบัญชีหนึ่งซ้ำทุกเดือน ครั้งหน้าเมื่อเรากดเลขต้นของบัญชีที่โอนไป เครื่องอาจจะขึ้นเบอร์บัญชีดังกล่าวให้เลยโดยไม่ต้องกดซ้ำอีก สร้างความง่ายในการโอนเงินที่มากขึ้น    นอกจากนั้น เทคโนโลยีนี้ ยังรวมถึง การนำเครื่องจักร หรือโรบอท หรือหุ่นยนต์ มาให้บริการทางการเงินทดแทนพนักงานมากขึ้น หรือเราจะได้เห็นสาขาธนาคารพาณิชย์ที่ไม่มีคนแม้แต่คนเดียวในอนาคตก็เป็นได้   ผ่านมาถึงประเภทที่ 6 Big Data and Data Analytics ซึ่งสอดคล้องกับทุกข้อที่ผ่านมา เพราะเมื่อเรามีเทคโนโลยีที่ฉลาดล้ำมากขึ้น มีฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นและละเอียดมากขึ้น เราสามารถที่นำฐานข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมทางการเงินของคนไทย ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินสามารถที่จะเสนอบริการทางการเงิน และผลตอบแทนทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคคลได้มากขึ้น   ขณะที่ในส่วนของภาพรวมข้อมูลดังกล่าวยังจะช่วยให้เกิดระบบการกำกับดูแลที่ดีที่รู้เท่าทัน เกิดระบบในการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้นทั้งของลูกค้า และสถาบันการเงิน รวมทั้ง ในระดับนโยบายสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์พฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อกำหนดนโยบายหลักๆ ของประเทศได้ด้วย   มาถึงบริการฟินเทค ประเภทที่ 7. ประเภทสุดท้ายที่เข้ามาในเมืองไทยในขณะนี้ คือ Open APIs (Application Programming Interface) หรือกลไกในการเชื่อมโยงข้อมูล และการให้บริการจากระบบหนึ่งไปสู่อื่นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้    เหมือนการสร้างเต้าเสียบปลั๊กที่เหมือนกันทุกแห่งในประเทศ ซึ่งจะช่วยเป็นฐานการสนับสนุนให้ฟินเทคอื่นๆ รวมทั้งนวัตกรรมใหม่ทางการเงินทำให้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เขียนมาถึงตรงนี้ คงทำให้เห็นภาพรวมของแนวคิดหลักของ “ฟินเทค” ที่จะเดินทัพเข้าสู่ประเทศไทย และระบบการเงินไทยได้บ้าง บางเรื่องอาจจะเรื่องที่ดูเป็นรูปธรรมแล้ว บางเรื่องเริ่มมองเห็นภาพ และบางเรื่องยังเลือนลาง แต่ถาเราเปิดในรับเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามา และใช้อย่างมีสติ    นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ นี้ น่าจะช่วยสร้างความสะดวกสบายและพลิกโฉมการใช้จ่ายของคนไทยได้ในระดับหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม