เศรษฐกิจ

จับกระแสควบรวมกิจการ: เปิด 5 ด้านแบงก์ไทยที่ชนะใสแบงก์นอก

  กลายเป็นกระแสฮือฮา เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติ ตามคำเสนอแนะของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ยกเว้นหลายพิกัดภาษีของไทย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการควบรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์ไทย    โดยมีวัตถุประสงค์ เพิ่มขนาดและศักยภาพของธนาคารพาณิชย์ไทย ให้สามารถที่จะแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จากต่างประเทศที่จะเข้ามาขยายฐานลูกค้าในประเทศไทยในอนาคต   เมื่อมติดังกล่าวผ่านการอนุมัติของที่ประชุม ครม.มีหลายคนแสดงความสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น!!   ฐานะของธนาคารพาณิชย์ไทยเริ่มมีปัญหาหรือ!!   หรือเป็นเพียงต้องการช่วยธนาคารพาณิชย์ไทยบางแห่งที่ประสบปัญหาฐานะ และต้องการพันธมิตรใหม่เข้ามาช่วยปรับปรุงฐานะของธนาคาร   หรือรัฐบาลกำลังพยายามจับคู่อุ้มสมแบงก์พาณิชย์แห่งไหน และแห่งไหนให้ควบรวมกิจการกัน   ทำให้เกิดการคาดเดาถึง การจับคู่ของธนาคารพาณิชย์รัฐ 2 แห่ง ซึ่งแห่งหนึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ โดยผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และมีฐานะการดำเนินการในขั้นที่ดีอย่าง “ธนาคารกรุงไทย”   และอีกหนึ่งคือ “ธนาคารทหารไทย” ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นด้วยตัวเอง และอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการยาวนานมา หลายปี   ทั้งนี้ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า ธนาคารทหารไทยกำลังมองหาพันธมิตรใหม่  และเท่าที่ทราบไม่ใช่แค่มีธนาคารทหารไทยเท่านั้น ที่สนใจเรื่องการควบรวมกิจการ แต่ยังมีธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อีกหลายแห่งที่ต้องการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดของสินทรัพย์และรองรับการแข่งขันในอนาคต    แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ฟันธงว่า จะมีการจับคู่ตุนางันกับธนาคารกรุงไทย   ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่า “จะไม่มีการมบังคับให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐควบรวมกิจการ แต่เป็นมาตรการที่เอื้ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนหากจะเกิดการควบรวมกิจการกันของธนาคารพาณิชย์ไทย   และหากสังเกตุ จะพบว่าการควบรวมของธนาคารในประเทศไทยจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้ง ในช่วงปกติ หากธนาคารพาณิชย์ยังทำกำไรได้ ยังรู้สึกปลอดภัย และไม่มีแนวทางขยายธุรกิจ การควบรวมกิจการก็อาจจะไม่เกิดขึ้น”   อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์ควบรวมกิจการได้ตั้งแต่ปีนี้ จนถึงปี2565 หรือมีระยะเวลาในการดำเนินการถึง 5 ปี   ส่วนจะให้จับกระแสว่า โอกาสที่ธนาคารทหารไทยจะไปควบรวมกิจการกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นนั้น จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ...คำตอบน่าจะอยู่ที่ความเห็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมอย่างธนาคารไอเอ็นจี ธนาคารสัญชาติอังกฤษ   โดยสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญของธนาคารทหารไทยวันนี้ กระทรวงการคลัง และธนาคารไอเอ็นจี ถือในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก โโยกระทรวงการคลังถือหุ้นในสัดส่วน 25.92 % และไอเอ็นจี แบงก์ 25.02 %    และช่วงที่ผ่านมา ธนาคารไอเอ็นจีแบงก์ติดต่อของซื้อหุ้นธนาคารทหารไทยเพิ่มเติม ในสัดส่วนของกระทรวงการคลังหลายรอบเพื่อเป็นผู้ถือใหญ่ แต่กระทรวงการคลังตั้งราคาขายสูงกว่าราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มาก ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้   ขณะเดียวกัน ในส่วนของธนาคารกรุงไทยเอง ผู้บริหาร รวมทั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ของธปท.อาจจะไม่เห็นด้วยที่จะต้องเข้าไปอุ้มฐานะของธนาคารทหารไทย ในช่วงที่ธนาคารกรุงไทยเอง ยังต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการปรับปรุงระบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านของตัวเอง เพื่อรองรับการเข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัล และสังคมไร้เงินสดในระยะต่อไป   ส่วนโอกาสในการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารอื่นๆ นั้น อาจจะมีโอกาสที่ธนาคารขนาดเล็กจะพยายามรวมกัน ขณะที่แบงก์อิสลาม เป็นอีกแบงก์รัฐหนึ่งที่ฐานะการเงินย่ำแย่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ และมีความเป็นไปได้มากกว่าที่รัฐบาลจะพยายามหาพันธมิตรใหม่มากควบรวมกิจการเพื่อพยุงฐานะให้อยู่รอดต่อไปได้   จบไปสำหรับกระแสการควบรวมกิจการ มาถึงคำถามที่ควบคู่กันมา คือ แบงก์นอกขนาดใหญ่จะเข้ามารุกตลาดไทยได้มากน้อยแค่ไหน และเป็นไปได้หรือไม่ว่า แบงก์ไทยจะพ่ายแพ้แบงก์นอกราบคาบ   สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น” แล้ว การขยายตัวของแบงก์นอกในประเทศไทย อาจจะไม่สวยงามเช่นในหลายๆ ประเทศ ที่แบงก์นอกใช้ต้นทุนที่ถูกกว่า และกำลังเงินที่มากกว่าเข้าเขมือบตลาดการเงินในไทย    เหมือนๆกับช่วงระบบคอมมิวนิสต์เคยที่จะชนะมาแล้วทั่วโลกเขมือบประเทศจำนวนมากให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ แต่สุดท้ายมาหยุดสะดุดที่ประเทศไทย ไปต่อไม่ได้   ลองมาฟัง 5 เหตุผลที่ รวบรวม เราสำรวจมากจากแวดวงการเงินไทย ที่แบงก์ไทยยังชนะใสๆ แบงก์นอก   1.ระบบเครือข่ายของแบงก์ไทยดีกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแบงก์ไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ มีสาขามากกว่าแบงก์นอกจำนวนมาก สามารถซอกซอนเข้าไปให้บริการทั้งในห้าง และในอำเภอห่างไกล ขณะที่แบงก์นอกนั้น ตามกฎของธปท.สามารถมีสาขา และเอทีเอ็มรวมกันได้ไม่เกิน 20 แห่งเท่านั้น ทำให้การให้บริการของแบงก์นอกยังจำกัดอยู่ในคนบางกลุ่มเท่านั้นและที่สำคัญ รัฐบาลเองก็ยังไม่มีแนวทางที่จะอนุมัติการขยายเครือข่ายให้กับแบงก์นอกเพิ่มขึ้นจากนี้   2.การให้บริการถูกใจคนไทยมากกว่า แม้หลายคนจะบ่นว่า พนักงานแบงก์หน้าหงิกหน้างอ แต่เมื่อเทียบกับแบงก์ฝรั่งแล้ว เชื่อเถอะว่า ยังกับฟ้ากับเหวยังไวก็ตามการให้บริการของคนไทยก็ดีกว่าชาติไหนในโลกและถ้าแบงก์ไทยเน้นการบริการที่ดี และยิ้มแย้มแจ่มใส เชื่อเหอะว่า แบงก์นอกคงทำอะไรได้ยาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่คงยังไม่ค่อยสะดวกใจที่พูดกับเครื่องหรือหุ่นยนต์มากกว่าคุยกับคนหรอกนะ   3.คนไทยเป็นคนมีความจงรักภักดีสูง ความจงรักภักดี หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Royalty หมายถึง ถ้าเคยใช้บริการกับใคร หรือแบงก์ไหนมาแล้ว จะให้คนไทยจะเปลี่ยนไปใช้ธนาคารพาณิชย์จะทำได้ยาก หรือไม่ค่อยทำกัน ถ่าไม่เจอเรื่องแย่ๆจริงๆ เราก็จะยังตะบี้ตะบันใช้แบงก์เดิมกันไปจนตาย แล้วแบงก์นอกที่ไหนจะมาแย่งลูกค้าไทยไปได้   4. “อุปถัมภ์ ช่วยเหลือ ซิกแซก” คนไทยเท่านั้นที่เข้าใจคนไทย จะเปิดบัญชีแล้วลืมเอาบัตรประชาชนมา ขอสินเชื่อแล้วเอกสารไม่ครบ มีแต่แบงก์ในไทยเท่านั้น ที่ยอมอะลุ้มอะล่วยให้เอาให้วันหลังหรือ แฟกซ์มาให้ได้ ถ้าเป็นแบงก์นอก คุณต้องกลับไปเอาใหม่ให้ครบจึงจะสามารถใช้บริการได้ นอกจากนั้น มีเพียงแบงก์ไทยเท่านั้น ที่พนักงานค่อยบอกวิธีของสินเชื่อ ว่าต้องใช้อะไรค้ำเพิ่ม ทำอย่างไรถึงจะได้รรับอนุมัติ แล้วคุณจะอยากไปใช้บริการแบงก์นอกอีกหรือ!!   ข้อ 5.ข้อสุดท้ายนี้เด็ดสุดในการใช้บริการแบงก์ไทย เพราะรับประกันซ่อมฟรีว่าแบงก์ไทยไม่มีล้ม  เพราะรัฐบาลไหนๆ ก็ไม่มีทางปล่อยให้แบงก์ไทยล้มละลาย โดยไม่เข้ามาอุ้มอย่างแน่นอน ไม่เหมือนกับต่างประเทศที่ยอมให้แบงก์เขาล้มได้ เพราะถือว่าเป็นการแข่งขันเสรี   แต่ส่งท้าย ถ้าจะให้ดีขึ้น ให้คนไทยสบายใจมากกว่านี้ คือ แบงก์ไทยควรดูแลผลประโยชน์ของคนไทยให้มากขึ้น ไม่เอาเปรียบ ไม่หลอกลวง ไม่รบกวน  ลดค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยให้บ้าง เอาที่ทุกคนอยู่กันได้อย่างสบายใจ เพราะถ้าสุดท้ายลูกค้าอยู่ไม่ได้ แบงก์เองก็เตรียมตัวไปด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม