เศรษฐกิจ

แกว่งตัวขึ้นเล็กๆ : รับทั้งข่าวดี-ข่าวร้าย

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1,800 จุดได้อีกครั้ง โดยปิดที่ระดับ 1,801.28 จุด เพิ่มขึ้น 1.93% จากสัปดาห์ก่อน โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ปรับเพิ่มขึ้น 20.27% จากสัปดาห์ก่อนมาที่ 65,242.52 ล้านบาท    ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 487.86จุด   ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติแต่กลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีปัจจัยหนุนจากแแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ ในหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน ้ามันโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศก็เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลง โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและปิดเหนือระดับ 1,800 จุดได้อีกครั้งในสุดสัปดาห์   สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเม.ย.เดือนที่ร้อนระอุที่สุดในประเทศไทย บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดตลาดหุ้นไทยอาจจะร้อนแรงได้ตามอากาศ โดยคาดว่าจะแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น   ปัจจัยหลัก คือ การประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB) วันที่  26 เมย.ที่จะถึงนี้  ซึ่งโนมูระ คาดว่าจะอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อมาตรการทางการเงินโดยประเมินว่า ECB ในเดือน ก.ย.นี้ ECB จะปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่องลงด้วยการซื้อพันธบัตร ลงเหลือ 30,000 ล้านยูโร และลดลงเหลือ 15,000 ยูโรในเดือน ต.ค. และสิ้นสุดในเดือน พ.ย.    นอกจากนั้น คาดว่าจะมีการปรับเพิ่ม deposit facility rate จํานวน 0.15% ในเดือน มี.ค.2019 จากเดิมคาดขึ้น  ในเดือน ธ.ค.18 ในอัตรา 0.1% บ่งชี้ว่า ECB จะขยายเวลาที่จะใช้มาตรการผ่อนคลายต่อไปให้นานขึ้น ถือเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง   ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาสแรกของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 11 แห่ง ที่มีกําไรสุทธิ 52,500 ล้านบาท ดีกว่าคาดที่ 5.4% ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย แต่มองว่าผลประกอบการของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อาจไม่ดีอย่างที่คิด    ขณะที่ 111 บริษัทใหญ่ที่มีการคาดการณ์ว่าจะรายงานกําไรสุทธิที่ 167,000 ล้านบาทลดลง  4.8% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน  แต่เพิ่มขึ้น 0.5%จากไตรมาสก่อนหน้า  ส่งผลให้มองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวในกรอบแคบๆ    แนะกลยุทธ์การลงทุน ถือหุ้น 70% ต่อ โดยยังเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic ที่จะฟื้นตัวจากภายใน นำโดยหุ้น CPALL, GLOBAL, ROBINS, TOA, SCC,BH, AOT, ERW, MONO, STEC, AMATA, PYLON กลุ่มปิโตร(IVL, IRPC)   สำหรับบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองดัชนีหุ้นในสัปดาห์วันที่ 23-27เม.ย.ว่าดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,780 จุดและ 1,770 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่1,810 จุดและ 1,825 จุด    โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การทยอยประกาศผลการเงินดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนของไทยในงวดไตรมาส 1/2561   ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ รายงานจีดีพีไตรมาส 1/2561 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองเดือนมี.ค. และดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนเม.ย.    ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคาร   กลางยุโรป และดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) ของประเทศในแถบยุโรป   ด้านค่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯได้รับแรงหนุนกลับมาบางส่วนจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ    หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระดับสูงมองว่า เงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะขยับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับเป้าหมายของเฟดภายในปีนี้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาท ยังสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน   วันศุกร์ที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 31.22 บาทต่ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (12 เม.ย.)   ส่วนสัปดาห์ วันที่ 23-27 เม.ย. ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.10-31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศ น่าจะอยู่ที่ข้อมูลการส่งออกของไทยในเดือน มี.ค. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ ได้แก่ ความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ และจีน    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวเลขดัชนี PMI เดือนเม.ย. ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนมี.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนก.พ. และตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 1/2561 (advancedreport)    นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูล PMI .ย. (เบื้องต้น) ของอีกหลายๆ ประเทศด้วยเช่นกัน    มาที่ข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ เริ่มต้นที่ “ตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจ”ที่น่าสนใจของประเทศอุตสาหกรรมหลัก และมหาอำนาจของโลก   เริ่มจาก ญี่ปุ่น พี่เบิ้มอมตะนิรันดร์กาลของเอเชีย กระทรวงสื่อสารและกิจการภายในประเทศของญี่ปุ่น เปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดซึ่งมีความผันผวนนั้น ปรับตัวขึ้น 0.9% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15   สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยได้ปัจจัยหนุนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งกำหนดไว้ที่ระดับ 2%   ส่วนตัวเลขคนว่างงานของสหรัฐฯ ยังคงลดลง โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 232,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 230,000 ราย   ฟิทช์ชี้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ Brexit เป็นปัจจัยกระทบเครดิตสหราชอาณาจักร   นายเจมส์ แมคคอร์แมค หัวหน้านักวิเคราะห์ระดับโลกของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) จะเป็นปัจจัยกระทบอันดับความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักรต่อไป ขณะที่มีแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือในเชิงลบ   อย่างไรก็ดี นายแมคคอร์แมคกล่าวว่า ฟิทช์อาจปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักร หลังจากที่ตัวเลขการก่อหนี้ของรัฐบาลได้ลดลงสู่ระดับก่อนปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงเกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย ทั้งนี้ เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรไม่ได้ปรับตัวย่ำแย่ดังที่คาดไว้ และปัจจัยประเมินของฟิทช์ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Brexit ทั้งหมด   ตามมาด้วยข่าวคราว คอมเม้นท์ถึงความเป็นห่วงถึง “สงครามการค้าที่กำลังประทุขึ้น”   นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันช่วงสุดสัปดาห์นี้เช่นกันว่า ญี่ปุ่นจะยังคงรักษาจุดยืนของการมีมุมมองที่ว่า นโยบายกีดกันทางการค้าถือเป็นภัยคุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจ    "เศรษฐกิจโลกมีการขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการค้าเสรี ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่ว่า นโยบายกีดกันการค้าอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก"   เช่นเดียวกับ นายทาโร่ อาโสะ รัฐมนตรีกระทรวงคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ไม่มีประเทศใดๆได้รับประโยชน์จากนโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า   ด้านนายโรแบร์โต อาเซเวโด ประธานองค์การการค้าโลก (WTO) ได้เรียกร้องให้เหล่าผู้กำหนดนโยบายการเงินทั่วโลกหันมายกระดับความร่วมมือผ่านทาง WTO เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าในประเทศกลุ่มเศรษฐกิจรายใหญ่   “เมื่อความสัมพันธ์ทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจรายใหญ่ถึงจุดแตกหักแล้ว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นทุกวันนี้อาจต้องชะงักตัว โดยในเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกัน ผลกระทบก็น่าจะส่งอิทธิพลไปทั่วโลก นอกเหนือจากประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง สำหรับกรณีนี้ ประเทศยากจนน่าจะเสียหายมากที่สุด"   ขณะที่นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกีดกันการค้า ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้ารายสำคัญของจีน   โดยนายชุย เถียนไค เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐเปิดเผยว่า จีนพร้อมใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ หากสหรัฐยังคงยืนยันที่จะทำสงครามการค้าต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จีน (MOC) ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ทางการจีนจะเดินหน้าเรียกเก็บภาษีนำเข้าเยื่อเซลลูโลสจากสหรัฐ แคนาดา และบราซิล เพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดของประเทศเหล่านี้   เช่นเดียวกับฮีธ ทาร์เบิร์ต จากสำนักงานวิเทศสัมพันธ์ สังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกระทรวงกำลังพิจารณาช่องทางใช้กฎหมายฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการลงทุนของบริษัทจีนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีบางส่วนที่มีความอ่อนไหว   อย่างไรก็ตาม ข่าวดีก็คือ จีนกับสหรัฐฯ อาจจะมีเจรจาการค้ากันในเร็วๆนี้ โดยทางการจีน เผยว่าได้รับข้อมูลแผนเดินทางเยือนของรมว.คลังสหรัฐ หวังถกประเด็นเศรษฐกิจการค้า   กระทรวงพาณิชย์จีน (MOC) ได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้ว่า ทางการจีนได้รับข้อมูลที่ระบุว่า นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ มีความประสงค์ที่จะเดินทางเยือนจีน เพื่อหารือในประเด็นเศรษฐกิจและการค้า   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แถลงการณ์ดังกล่าวได้อ้างถ้อยแถลงของโฆษกประจำกระทรวงพาณิชย์รายหนึ่งว่า ทางการจีนมีความยินดีต่อข้อมูลดังกล่าว   ส่งท้ายด้วย ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังก่อตัวต่อเนื่อง   โดยเมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสสั่งอพยพผู้คนที่วิหารมงแซ็งมีแชล หลังถูกขู่โจมตี ซึ่งสถานีโทรทัศน์ BFMTV ของฝรั่งเศสรายงานว่า ทางการฝรั่งเศสได้สั่งอพยพผู้คนที่วิหารมงแซ็งมีแชล ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของฝรั่งเศส ในช่วงเช้าตามเวลาฝรั่งเศส หลังมีบุคคลรายหนึ่งได้ขู่โจมตีฝ่ายรักษาความปลอดภัย   ขณะที่อิหร่านเตือนเกาหลีเหนืออย่าไว้ใจสหรัฐ ชี้ดูข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเป็นตัวอย่าง   นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาเตือนเมื่อวานนี้ว่า นานาชาติไม่ควรไว้ใจสหรัฐเมื่อต้องมีการเจรจาข้อตกลง เพราะสหรัฐนั้นไว้ใจไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้ได้ปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วจากการที่สหรัฐได้พยายามขู่ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เคยทำไว้กับอิหร่าน   ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นขณะที่ผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือเตรียมเจรจาเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยถ้อยแถลงของรัฐมนตรีอิหร่านครั้งนี้คาดว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงเกาหลีเหนือ ซึ่งกรณีนี้ข้อตกลงที่แท้จริงระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

อ่านเพิ่มเติม