เศรษฐกิจจานร้อน

เลือกตั้ง..สิ้นมนต์ขลัง

     กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   ขอเริ่มต้น “มองตลาดหุ้น..ลุ้นดัชนี” ครั้งนี้ด้วยข่าวนี้   นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนล็อตใหม่ ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เพราะถือว่าเป็นข่าวร้ายที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้น และตลาดเงิน สัปดาห์นี้อย่างชัดเจน   โดยรายงานจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอนัล ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ จะประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนล็อตใหม่ที่วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ที่ 17 ก.ย.นี้ แต่ยังมีข่าวดีในข่าวร้ายที่ระบุว่า การเก็บภาษีครั้งนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 10% ซึ่งต่ำกว่าการประกาศครั้งแรกที่ระบุว่าจะเก็บภาษีที่ระดับ 25%   นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังขู่ว่า สหรัฐอาจใช้มาตรการอื่นๆ มากกว่านี้ เพื่อกดดันให้จีนยุติการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี   ข่าววงในข่าวนี้ ถือว่าทำให้นักลงทุนเกิดความสัยสนไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในขณะที่คณะทำงานของนายทรัมป์เตรียมที่จะเปิดการเจรจาระดับสูงกับเจ้าหน้าที่จากจีน เพื่อลดความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก และคงมีผลต่อการตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนในอนาคต   ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดในวันศุกร์ สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,722.21 จุด เพิ่มขึ้น 4.25 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 58,890.39 ล้านบาท   ตลาดหุ้นไทยปรับทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในแดนบวก โดยรับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นการเลือกตั้งที่มีมากขึ้นหลังมีความคืบหน้าที่ชัดเจนขึ้น  และศาลปกครองกลางก็ให้คุ้มครองผู้ใช้บริการคลื่น 850 MHz ชั่วคราวถึง 15 ธ.ค.61   บล.เอเซียพลัส  มองตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 17-21 ก.ย.นี้ มีโอกาสย่อตัวจากแรงขายทำกำไร หลังดัชนีดีดตัวตอบรับข่าวดีทางการเมืองแรงเกินไป จึงน่าจะเริ่มเห็นแรงขายทำกำไร ขณะที่ประเด็นสงครามการค้ายังเป็นความเสี่ยงที่ยังต้องระมัดระวัง เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง    นอกจากนั้น ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ที่มองว่า ในการประชุมครั้งนี้ กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม   โดยประเมินแนวรับ 1,700 จุด และแนวต้าน 1,730 จุด   ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 17-21 ก.ย. มีแนวรับที่ 1,710 จุดและ 1,700 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,730 จุดและ 1,750 จุด    โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.),  การเจรจาทางการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนสถานการณ์ของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่   ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดฟิลาเดลเฟียเดือนก.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น และดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนก.ย. ของประเทศในแถบยุโรป   ส่วนบล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ยังมองในแง่ดีว่า โดยแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์ที่ 17-21 ก.ย. ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง แต่อาจะจะไม่แรงอย่างสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะกลับไปผันผวนไปตามกระแสข่าวต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบ   ให้แนวรับ 1,701-1,710 จุด ส่วนแนวต้าน 1,740-1,750 จุด   ขณะที่ฝั่งตลาดเงิน ค่าเงินบาทปิดตลาดวันศุกร์ที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมาในที่ระดับ 32.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มขึ้น    ขณะที่สัปดาห์วันที่ 17-21 ก.ย.ตลาดเงินจะมีแนวโน้มผันผวน โดยนักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวเงินบาทระหว่าง 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์วันที่ 17-21 ก.ย.ที่ 32.30-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ    โดยจุดสนใจของตลาดการเงินไทย น่าจะอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า ความเคลื่อนไหวของสกุลเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น   ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย และเฟดสาขานิวยอร์กเดือนก.ย. ยอดขายบ้านมือสอง ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้าง เดือนส.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ค.   ทั้งนี้ คืนวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์ก หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ และบางรายการออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภค   โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ค.   ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 100.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในปีนี้ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 96.6 หลังจากแตะระดับ 96.2 ในเดือนส.ค. โดยผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้และการจ้างงานในอนาคต   ส่วนกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยเช่นกันว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจพุ่งขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังจากที่ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนมิ.ย.   ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่การลดลงของสต็อกสินค้าคงคลัง บ่งชี้ถึงความไม่เชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อยอดขายในอนาคต   ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นที่น่าสนใจในตลาดเงิน คือ เงินรูเบิลที่แข็งค่าขึ้น หลังแบงก์ชาติรัสเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี    โดยธนาคารกลางรัสเซียประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 7.50% ในวันศุกร์ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 7.25%   ค่าเงินรูเบิล ดีดตัวแตะระดับ 67.88 เทียบดอลลาร์ จากระดับ 68.41 ก่อนหน้านี้   ทั้งนี้ ธนาคารกลางรัสเซีย ระบุด้วยว่า จะยังคงพิจารณาความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยจะจับตาเงินเฟ้อ และปัจจัยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และปฏิกริยาจากตลาดการเงิน   ขณะที่ความเคลื่อนไหวของข่าวอื่นๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ ยังคงเป็นความวิตกกังวลของ สงครามการค้า โดย” จิม เฮกมานน์ สเนบ” ประธานซีเมนส์” ได้ออกโรงเตือนว่า จะไม่มีผู้ชนะในการทำสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้   นายจิม เฮกมานน์ สเนบ ประธานคณะกรรมการบริษัทซีเมนส์ ซึ่งเป็นบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของยุโรป กล่าวว่า ไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ หากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนลุกลามออกไปจนกลายเป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบ   "เป็นเรื่องที่น่ากังวลที่เห็นความตึงเครียดขยายตัวออกไป ซึ่งแม้ยังไม่มีผลกระทบมากนักในขณะนี้ แต่ถ้าหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา... และประสบการณ์ที่เราเห็นจากวิกฤตการเงินเมื่อ 10 ปีก่อนก็คือเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนจะไม่จำกัดอยู่แต่ใน 2 ประเทศ แต่จะส่งผลกระทบในวงกว้าง”   นายสเนปกล่าวว่า เขาหวังว่าการเก็บภาษีครั้งใหม่จะเป็นแค่คำเตือน และไม่ลุกลามออกไป เนื่องจากจะไม่มีผู้ใดได้รับชัยชนะในการทำสงครามการค้า   อย่างไรก็ตาม แม้ว่า จะมีข่าวว่า คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การเจรจายังคงเกิดขึ้นต่อไป   โดยนายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนยินดีตอบรับคำเชิญของสหรัฐสำหรับการเจรจาการค้ารอบใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันเกี่ยวกับรายละเอียดของการจัดการประชุมดังกล่าว   เช่นเดีนายแลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ที่ได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ได้ส่งจดหมายไปยังเจ้าหน้าที่ของจีน เพื่อเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาการค้าครั้งใหม่   ท่ามกลางความวุ่นวาย เศรษฐกิจยุโรป ยังไม่มีข่าวน่าประทับใจมากนัก โดยแบงก์ชาติฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือขยายตัว 1.6% จาก 1.8%   ธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่า เศรษฐกิจของฝรั่งเศสจะขยายตัวปีละ 1.6% ไปจนถึงปี 2563 ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการก่อนหน้าซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.8% ในปี 2561 และ 1.7% ในปี 2562   โดยให้เหตุผลในการปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจว่า เนื่องจากเศรษฐกิจของฝรั่งเศสในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีการเติบโตน้อยกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้   ธนาคารกลางฝรั่งเศสระบุว่า อัตราว่างงานในประเทศมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากระดับ 9.1% ของไตรมาส 2/2561 จนไปอยู่ที่ 8.3% ภายในสิ้นปี 2563 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2551 ก่อนที่วิกฤติการณ์การเงินทั่วโลกจะเริ่มปะทุรุนแรงขึ้น   ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 2.1% จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ก่อนจะลดลงสู่ระดับ 1.7% ในปี 2562 และ 1.8% ในปี 2563   ขณะเดียวกัน นายฌอง-คล็อด ทริเชต์ อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกมาเตือนถึง ภาวะหนี้ที่พุ่งขึ้นทั่วโลกว่า จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หากไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว   นายทริเชต์กล่าวว่า เขามองเห็นเหตุผลหลายประการที่จะต้องวิตกต่ออนาคตของเศรษฐกิจและการเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า รวมทั้งอนาคตของเศรษฐกิจทั่วโลก   "หากประเทศทั่วโลกไม่มีการปรับนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน เราก็จะตกอยู่ในวิกฤตการณ์อีกครั้งหนึ่ง"   นายทริเชต์ แสดงความกังวลว่าหนี้ทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตการเงินในปี 2551 และหากปล่อยให้วิกฤตการณ์ครั้งใหม่เกิดขึ้น รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกจะแทบไม่มีช่องทางในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากได้ใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และนโยบายผ่อนคลายทางการเงินไปแล้ว   และการออกมาเตือนของอดีตประธานอีซีบี ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะในช่วงเดียวกัน เลขาธิการ OECD ก็ได้แนะปรับปรุงระบบคาดการณ์เศรษฐกิจของโลกเช่นกัน ป้องกันซ้ำรอยวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส   นายโฮเซ่ อังเกล กูร์เรีย เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวว่า ระบบการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจจะต้องมีการปรับปรุง หลังจากที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วประสบความล้มเหลวในการคาดการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 หลังเกิดเหตุการณ์ล้มละลายของวาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส   "ในช่วงสิ้นสุดปีแรกของการดำรงตำแหน่งของผมในเดือนมิ.ย.2007 มีการระบุว่าเศรษฐกิจ OECD มีแนวโน้มดีกว่าที่เราเคยเห็นมาในรอบหลายปี" นายกูร์เรียกล่าว   นายกูร์เรียยังระบุว่า การขาดการตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงได้ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยไม่สนใจเสียงเตือนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ   โดยเลห์แมน บราเธอร์สได้ล้มละลายในสัปดาห์นี้ของเดือนก.ย.2008 ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930   ดังนั้น นอกเหนือจากที่เราต้องจับตาความผันผวนระยะสั้นๆ จากทั้งปัจจัยในประเทศ และต่างประเทศที่จะเข้ามากระทบตลาดเงินและตลาดทุนบ้านเราแล้ว อาจจะต้องมองภาพไกลๆ ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ “กูรู”ของโลกทั้งหลายมองถึง “วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่” ว่ามีความเป็นไปได้ในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม