เศรษฐกิจจานร้อน

บาทอ่อน-หุ้นวิ่ง

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินของไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดตลาดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,681 จุด เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 14.29 จุด (+0.86%) มูลค่าการซื้อขาย 60,886.66 ล้านบาท   ดัชนี SET100 ปิดที่ 2,461.43 จุด เพิ่มขึ้น 22.26 จุดจากวันก่อนหน้า หรือ 0.91%   ดัชนี SET50 ปิดที่ 1,109.70 จุด เพิ่มขึ้น 10.07 จุดจากวันก่อนหน้า หรือ 0.92%   และดัชนีตลาด mai ปิดที่ 425.62 จุด เพิ่มขึ้น 2.80 จุดจากวันก่อนหน้า หรือ 0.66%   โดยเม่ื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 3.25% ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 13.65% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 48,160.85 ล้านบาท   ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ ตามทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังในประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังมีรายงานข่าวว่าการหารือระหว่างประธานาธิบดีของทั้ง 2 ประเทศเป็นไปด้วยดี และมีกำหนดพบปะกันนอกรอบการประชุมจี 20 ในเดือนนี้    นอกจากนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันตลอดสัปดาห์ แม้ว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติจะยังคงขายสุทธิก็ตาม   ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองว่าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีห้นไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่ทวีตข้อความว่าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งการหารือดังกล่าวเป็นไปด้วยดี   แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ว่าจะออกมาในทิศทางได ซึ่งหากออกมาตามที่โพลประเมินพรรคเดโมแครตจะชนะในสภาล่าง (ส.ส.) แต่พรรครีพับลิกันจะชนะในสภาบน (ส.ว.) ก็อาจมีผลต่อการทำนโยบายแบบสุดโต่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ดำเนินมาตลอดในช่วงที่ผ่านมาได้   แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์วันที่ 5-9 พ.ย. บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย)  คาดว่ายังจะเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทาง Sideway up อยู่ โดยยังได้รับปัจจัยบวกจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ผ่อนคลายลง    พร้อมให้แนวต้าน 1,700 จุด แนวรับ 1,645 จุด   ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 5-9 พ.ย. มีแนวรับที่ 1,665 จุดและ 1,650 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,700 จุดและ 1,710 จุด ตามลำดับ    โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่7-8 พ.ย.นี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการ และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง   ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ดัชนี PMI Composite เดือนต.ค.ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคเดือนต.ค.ของจีน   ฝั่งตลาดเงิน นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ  ระบุว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดสุดสัปดาห์ที่่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 32.81/84 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.92/94 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   โดยเงินบาทที่แข็งค่าเป็นผลสอดคล้องกับเงินยูโรและเงินปอนด์ที่ต่างแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่สามารถบรรลุข้อตกลงในการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) กดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เงินบาทจึงกลับมาแข็งค่าในช่วงนี้   โดยในสัปดาห์วันที่ 5-9 พ.ย. ธนาคารกรุงเทพ ประเมินว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.75-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ค่าเงินบาทในสักแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯในช่วงแรกของสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามทิศทางเงินเอเชียและเงินหยวน หลังมีข่าวว่า สหรัฐฯ เตรียมวางแผนเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่    นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแรงหนุนเพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดี โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนี Core PCE Price Index    อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์   ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่เกินดุลเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ย. ขณะที่ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาเผชิญแรงกดดัน สวนทางภาพการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความหวังต่อผลการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ-จีน    ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.60-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (6 พ.ย.) ผลการประชุม FOMC (7-8 พ.ย.) รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด    ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนี PMI ภาคบริการ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.    นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนข้อมูลการส่งออก-นำเข้า อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของจีน     ทั้งนี้ คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ตลาดไทยปิดตลาดไปแล้ว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับเงินเยน ญี่ปุ่น ฟรังก์สวิส ดอลลาร์แคนาดา และค่าเงินยูโร โดยการแข็งค่าของเงินของดอลลาร์สหรัฐฯ มาจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น   โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด และตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงพุ่งขึ้นทะลุ 3% ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่สหรัฐเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่   ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนต.ค. โดยเพิ่มขึ้น 250,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 190,000 ตำแหน่ง   ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2512 หรือต่ำสุดในรอบ 49 ปี ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้   ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 5 เซนต์ หรือ 0.2% ในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย.   เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 3.1% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงพุ่งขึ้นทะลุ 3% นับตั้งแต่ที่สหรัฐเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ โดยตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ   ข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาสดใสนี้ถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงของความเข้มแข็งของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจจะสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค. หลังจากที่ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามมาแล้วในปีนี้เมื่อเดือนก.ย.   รวมทั้ง การจ้างงานที่ขยายตัวและการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจนำไปสู่การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯต่อเนื่อง เนื่องจากมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐ ทำให้สกุลเงินดอลลาร์มีมูลค่ามากขึ้นในตลาดโลก     สำหรับข่าวคราวที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวดีเกี่ยวกับ ศึกที่อาจจะสงบชั่วคราว สำหรับ “สงครามการค้า”ระหว่างจีนและสหรัฐฯ   เริ่มจากข่าวที่ รมช.พาณิชย์จีน ออกมาแสดงมั่นใจคลี่คลายสงครามการค้ากับสหรัฐได้   นายหวาง ผิงหนาน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ของจีนได้แสดงความมั่นใจในเรื่องการผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ พร้อมระบุว่า จะคลี่คลายความเห็นที่แตกต่างกันกับสหรัฐผ่านการเจรจาต่อรองที่ยุติธรรมและจริงใจ   โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายหวางกล่าวในการแถลงข่าวที่เซี่ยงไฮ้ว่า สาระสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐก็คือ ความร่วมมือกัน เราต้องการที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ   ขณะที่ “ทรัมป์” เชื่อเช่นกันว่า สหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนได้   ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า สหรัฐจะบรรลุข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรมกับจีนได้ ระบุจีนต้องการอย่างมากที่จะทำข้อตกลงกับสหรัฐ   "เรากำลังใกล้มากแล้วที่จะได้ทำบางสิ่ง พวกเขาต้องการอย่างมากที่จะทำข้อตกลง" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว หนึ่งวันหลังจากที่เขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน   ทรัมป์เผยว่า เขามีแผนที่จะพบปะและรับประทานอาหารค่ำร่วมกับผู้นำจีน นอกรอบการประชุมสุดยอด G20 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค. ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา   "ผมคิดว่าเราจะทำข้อตกลงกับจีนได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นข้อตกลงที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย และจะเป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา" ทรัมป์กล่าว   ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐได้ขู่ที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าทุกรายการจากจีน หากมีพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งได้เรียกร้องให้จีนปรับปรุงการเข้าถึงตลาดและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับบริษัทอเมริกัน ยกเลิกการอุดหนุนอุตสาหกรรมของตนเอง และลดยอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐ   อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง   โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.3% สู่ระดับ 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน และเป็นการขาดดุลเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.36 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากแตะระดับ 5.33 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค.   และหากปรับค่าตามเงินเฟ้อ สหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 8.70 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  จากระดับ 8.63 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค.   อย่างไรก็ตาม การส่งออกเพิ่มขึ้น 1.5% สู่ระดับ 2.126 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.5% สู่ระดับ 2.666 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์   รายงานระบุว่า สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนเพิ่มขึ้น 4.3% สู่ระดับ 4.02 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนคิดเป็นวงเงิน 3.014 แสนล้านดอลลาร์   ตรงกันข้ามกับฝั่งยุโรป ที่ยังมีข่าวดีน้อยกว่าข่าวร้าย..   เริ่มจาก Brexit  ของอังกฤษที่ยังไม่มีข้อตกลงที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที โดยผู้บริหารภาคธุรกิจในอังกฤษเรียกร้องให้จัดลงคะแนนเสียงข้อตกลง Brexit   บรรดาผู้บริหารภาคธุรกิจกว่า 70 รายได้ลงนามในจดหมายถึงซันเดย์ ไทม์ส เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการลงคะแนนเสียงเรื่องข้อตกลงในการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ของอังกฤษ (Brexit)   ข้อเรียกร้องดังกล่าวต้องการให้มีการจัดลงคะแนนเสียงว่า จะยอมรับในเงื่อนไขต่างๆของการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า Business for a People's Vote   ประธานบริษัทวอเตอร์สโตนส์ กล่าวว่า การถอนตัวอย่างแข็งกร้าวมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของอังกฤษ   ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของอังกฤษกล่าวว่า สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปใกล้บรรลุข้อตกลงในภาคบริการทางการเงินแล้ว ซึ่งจะทำให้กรุงลอนดอนสามารถเข้าถึงตลาดการเงินใน EU หลังจากที่สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจาก EU   ทั้งนี้ กรุงลอนดอน ถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีการบริหารสินทรัพย์ทางการเงินของ EU คิดเป็นสัดส่วนราว 37% มูลค่า 6 ล้านล้านยูโร (6.82 ล้านล้านดอลลาร์) หรือเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับกรุงปารีสของฝรั่งเศส   นอกจากนี้ มาร์กิต ยังเผยว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตยูโรโซนขยายตัวต่ำสุดรอบกว่า 2 ปีในเดือนต.ค.   ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 สู่ระดับ 52.0 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 26 เดือน และต่ำกว่าระดับ 53.2 ในเดือนก.ย.   ดัชนี PMI ยังคงถูกกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน ขณะที่การส่งออกลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีครึ่ง ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2555   อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคการผลิตของยูโรโซนยังคงมีการขยายตัว โดยดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 เป็นเวลา 64 เดือนติดต่อกัน   ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ออสเตรีย และกรีซ เป็นกลุ่มประเทศที่มีภาคการผลิตที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจหลักอย่าง อิตาลี ฝรั่งเศสและเยอรมนี กลับทรุดตัวลง   อย่างไรก็ตาม ในภาคการเงิน ยุโรปยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง โดยผลทดสอบชี้ธนาคารขนาดใหญ่ของยุโรปทั้ง 48 แห่งต่างสอบผ่านภาวะวิกฤต ขณะที่อีซีบี มีแนวโน้มจะปล่อยสภาพคล่องเพิ่ม   โดยสำนักงานการธนาคารแห่งยุโรป (EBA) เปิดเผยใว่า ธนาคารขนาดใหญ่ของสหภาพยุโรปทั้ง 48 แห่งต่างก็สามารถผ่านการทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB)   ทั้งนี้ การทดสอบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดความแข็งแกร่งของระบบธนาคารยุโรป ขณะที่พบว่าธนาคารบาร์เคลย์สของอังกฤษ ได้คะแนนต่ำที่สุด และธนาคารลอยด์ก็ได้คะแนนต่ำเช่นกัน ส่วนธนาคารดอยซ์แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้คะแนนดีกว่าที่คาดไว้   ECB ระบุว่า ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าธนาคารในยุโรปสามารถรับมือได้มากขึ้นกับเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน   ทั้งนี้ มีข่าวออกมาด้วยว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังพิจารณาที่จะปล่อยกู้ระยะยาวรอบใหม่ให้กับธนาคารต่างๆ เพื่อสนับสนุนภาคธนาคารยุโรป โดยการจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว (LTRO) ของ ECB ในครั้งนี้จะเป็นรอบที่สอง หลังจากที่ได้ดำเนินการรอบแรกไปเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปเผชิญวิกฤตหนี้สาธารณะ   ส่วนข่าวสุดท้าย เป็นข่าวจากญี่ปุ่น โดยจากการสำรวจชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นชอบกฎหมายใหม่ที่เปิดทางชาวต่างชาติทำงานในประเทศมากขึ้น รองรับสังคมผู้สูงอายุ   ผลการสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยสำนักข่าวเกียวโดนิวส์ชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการใช้กฎหมายเพื่อโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในภาคธุรกิจต่างๆมากขึ้น เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน   จากการสำรวจความคิดเห็นทางโทรศัพท์ช่วงวันหยุดพบว่า มีผู้สนับสนุนกฎหมายที่ได้รับการอนุมัติจากครม.ญี่ปุ่นในสัดส่วน 51.3% ขณะที่อีก 39.5% ไม่เห็นด้วย   ทั้งนี้ ผลการสำรวจยังพบด้วยว่า ชาวญี่ปุ่นไม่ได้กังวลเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวมากเท่ากับพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกพรรครัฐบาลบางส่วนได้คาดการณ์ไว้   กฎหมายฉบับนี้จะอนุญาตให้มีการเปิดประเภทวีซ่าเดินทางใหม่สำหรับชาวต่างชาติที่มีทักษะในการทำงานในภาคธุรกิจที่ขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่ญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทั้งในภาคการก่อสร้าง การเกษตร และการดูแลรักษาพยาบาล

อ่านเพิ่มเติม