เศรษฐกิจจานร้อน

ลุ้นขึ้นต่อ (แบบเบาๆ)

  ลุ้นขึ้นต่อ (แบบเบาๆ)   กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดตลาดในสัปดาห์แรกของปี 62 สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนได้ โดยดัชนีปิดที่ระดับที่ 1,575.13 จุด เพิ่มขึ้น 0.72% จากสัปดาห์ก่อนหน้า  โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 14.38% อยู่ที่เฉลี่ยวันละ 40,954.92 ล้านบาท    ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.19% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 357.11 จุด   เปิดรับปีใหม่วันทำการแรกของปี ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ ก่อนจะลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา ท่ามกลางความกังวลว่าอาจจะมีการเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งในประเทศ รวมทั้งทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศมีการปรับตัวลง ตามความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน   อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังในเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 ม.ค.นี้   ขณะที่สำหรับสัปดาห์วันที่ 7-11 ม.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ให้แนวรับดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,565 จุดและ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,585 จุดและ 1,600 จุด ตามลำดับ    ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ยังคงเป็นประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 7-8 ม.ค.นี้ รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)     ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค.    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของจีน   ส่วนแนวโน้มหุ้นไทยตลอดปีใหม่นี้ แม้ยังไม่สดใสมากอย่างที่คาดหวัง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหมดหวังกันเลยทีเดียว!   ทั้งนี้ จากการสำรวจมุมมองความเห็นของกูรูนักวิเคราะห์จากสำนักวิจัยต่างๆ ตลาดหุ้นไทยปีนี้ สรุปได้ในเบื้องต้นในขณะนี้่ว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนรุนแรง โดยปัจจัยต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักของการขึ้นลง ทั้งกดดดันในเชิงลบ ขณะที่หากประเทศอุตสาหกรรมมีปัญหา  ก็อาจจะเกิดผลดีต่อตลาดเกิดใหม่ ทำให้กระแสเงินไหลกลับมาได้   ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ หากมีการเลือกตั้งที่เรียบร้อย ก็จะทำให้มีเงินสะพัด ขณะที่รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนและฟื้นตัว   โดย บล.ไทยพาณิชย์ ประเมินภาพดัชนีหุ้นไทยปีนี้ว่าจะแตะที่ 2,000 จุด สูงกว่าทุกโบรกเกอร์ ส่วนโบรกฯอื่นๆ  ให้เป้าหมายดัชนีลดหลั่นกันลงมา โดย บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะไปได้ถึง 1,850 จุด เท่ากันกับ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ที่ให้เป้าที่1,850 จุดเช่นกัน   บล.บัวหลวง ประเมินดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,817 จุด ขณะที่บล.แอพเพิล เวลธ์ มองที่ 1,810 จุด บล.เอเซีย พลัสให้ตัวเลขที่ระดับ 1,795 จุด ใกล้เคียงกับ บล.กสิกรไทยที่ให้ 1,766 จุด  และบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้เป้าหมายไว้ที่ 1,743จุด ขณะที่  บล.ภัทร ชี้เป้าดัชนีปีนี้ไว้ต่ำสุดคือ1,680จุด   ขณะที่หุ้นที่น่าลงทุนปีนี้ คือหุ้นกลุ่มแบงก์และหุ้น non-bank รวมทั้ง หุ้นค้าปลีก และหุ้นรับเหมาก่อสร้าง!!!   ด้านค่าเงินบาทในในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมาแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 7 เดือนที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากความกังวลต่อประเด็นชัตดาวน์ของสหรัฐฯ    ประกอบดับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด เพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ และทำให้การคาดการณ์เกี่ยวกับจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีความไม่แน่นอนมากขึ้น   อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงแข็งค่าเล็กน้อยก่อนปิดตลาดปลายสัปดาห์ ตามทิศทางการอ่อนค่าของเงินหยวน หลังธนาคารกลางจีนปรับลดสัดส่วนการกันสำรอง RRR ลง 1% เพื่อหนุนเศรษฐกิจจีน    โดยในวันศุกร์ (4 ม.ค.62) เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (28 ธ.ค.61)   ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาท ในสัปดาห์วันที่ 7-11 ม.ค. ที่ 31.80-32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ    โดยตลาดรอติดตามประเด็นความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และสถานการณ์ชัตดาวน์ของสหรัฐฯ   ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนี ISM ภาคบริการ และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค.61 จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตลอดจนบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค.61 ขณะที่ข้อมูลสหรัฐฯ ที่ประกาศโดย US Census Bureau ยังคงเลื่อนกำหนดการประกาศออกไป   ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มองความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์วันที่ 7-11 ม.ค.โดยคาดค่าเงินบาทจะยังคงผันผวน    โดยมองว่า จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ   ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ได้ประเมินภาพปรับขึ้น “อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทั่วไป” ของธนาคารพาณิชย์ ว่า ยังจะไม่มีผลต่อการแข่งขันการช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดเงินฝาก โดยคาดผลกระทบดอกเบี้ยจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนฝั่งดอกเบี้ยเงินกู้ยังรออีกระยะ เพราะมีอีกหลายเงื่อนไขที่จะปรับขึ้น    ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพียงขาเดียว ในขณะที่สภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูงนั้น เป็นการสะท้อนถึงบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการตอบรับต่อสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  และหากธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ ทยอยขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามมาในลักษณะเดียวกัน ก็น่าจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดเงินฝากไม่ปรับเปลี่ยนไปจากภาพเดิมมากนัก    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมินถึงสัดส่วนเงินฝากประจำสำหรับบุคคลธรรมดาที่มียอดไม่เกิน 5 ล้านบาทว่า มียอดคงค้างอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท  ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะทยอยรับรู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้   โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน ที่มีสัดส่วนประมาณ 20%   โดยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.55% ของภาพรวมกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศในปีนี้ ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นการทั่วไปคงยังไม่เกิดขึ้นทันที แต่คงจะรอปรับขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงมุมมองเดิมว่า จังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยขาเงินกู้เป็นการทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ในช่วงหลังจากนี้นั้น คงจะตั้งอยู่บนเงื่อนไขของแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ความต้องการสินเชื่อ ความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และการประเมินผลกระทบที่ปรากฏขึ้นจริงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในรอบนี้ และมีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะขยับขึ้นในอนาคต คงจะน้อยกว่าขนาดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับขึ้น จึงไม่น่ากระทบกับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม   ขณะที่ข่าวต่างประเทศที่น่าติดตามยังเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาชัตดาวน์ได้   โดยการประชุมระหว่างคณะทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีกับสมาชิกสภาคองเกรสในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะยุติภาวะที่หน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราว หรือชัตดาวน์ ยังไม่ได้ข้อสรุป แม้การประชุมจะมีแนวโน้มที่ดี    และทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะประชุมกันใหม่อีกครั้ง ในคืนวันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค.ตามเวลาประเทศไทย   ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธที่จะลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณที่ไม่รวมงบประมาณในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกวงเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   นายเพนซ์กล่าวในแถลงการหลังการประชุมว่า ได้ย้ำจุดยืนของปธน.ทรัมป์ว่างบประมาณการสร้างกำแพงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่มีการพูดคุยรายละเอียดถึงจำนวนเงิน พร้อมเสริมว่าได้ร้องขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเป็นลายลักษณ์อักษร   การที่ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันจุดยืนของตัวเองทำให้หนึ่งในสี่ของหน่วยงานรัฐบาลต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และพนักงาน 800,000 คนไม่ได้รับค่าจ้าง   ขณะเดียวกัน นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่า ข้อเสนอกำแพงของทรัมป์นั้นผิดศีลธรรมและเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์   ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้กล่าวย้ำความต้องการของตัวเองในทวีตเมื่อวานนี้ว่า พรรคเดโมแครตสามารถแก้ปัญหาชัตดาวน์ได้อย่างง่ายๆ แค่อนุมัติงบสร้างกำแพงจริงๆ ก็พอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เว้นแต่กลุ่มค้ายา ค้ามนุษย์ และเหล่าอาชญากร   โดยระบุว่า เขาอาจใช้อำนาจฉุกเฉินในการสร้างกำแพง โดยไม่รอการอนุมัติจากสภาคองเกรส และยังกล่าวด้วยว่า เขาพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ชัตดาวน์ที่อาจยืดเยื้อเป็นเวลานานหลายเดือนหรืออาจจะหลายปี จนกว่าพรรคเดโมแครตจะยอมอนุมัติงบประมาณสร้างกำแพง   ขณะที่มีหลายฝ่ายกำลังจับตา แอปเปิล อิงค์ ประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้ประจำไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2562 ของ แอปเปิล อิงค์ ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่าจะกระทบภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือไม่   โดย แอปเปิล อิงค์ ได้ลดการคาดการณ์รายได้จากเดิมที่คาดไว้ในช่วง 8.9-9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงเหลือ 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 9.15 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก   ขณะที่นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ได้ออกมาเตือนว่า แอปเปิลมีแนวโน้มที่จะประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้ของทั้งปีงบการเงิน 2562 นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ยังได้ปรับลดคาดการณ์ราคาหุ้นแอปเปิลในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สู่ระดับ 140 ดอลลาร์ จากเดิมที่ 182 ดอลลาร์ และปรับลดคาดการณ์รายได้ของทั้งปีงบการเงิน 2562 ลง 6% สู่ระดับ 2.53 แสนล้านดอลลาร์ รวมทั้งปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้นลง 10% สู่ระดับ 11.66 ดอลลาร์   อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อกรณีที่บริษัทแอปเปิล อิงค์ ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน   โดยระบุว่า เขาไม่รู้สึกกังวลว่าการร่วงลงอย่างหนักของราคาหุ้นแอปเปิลจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะส่วนใหญ่แล้วแอปเปิลผลิตสินค้าในประเทศจีน พร้อมระบุว่า จีนได้รับผลประโยชน์จากแอปเปิลมากกว่าสหรัฐ   นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาได้บอกให้นายทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล หันมาสร้างโรงงานในสหรัฐ และผลิตสินค้าในสหรัฐมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม