วิเคราะห์หุ้น

ฟื้นเล็กๆ ก่อนปิดสงกรานต์

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   ป่วนกันทุกตลาด ไม่ว่าตลาดทุน ตลาดเงิน หรือตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์   สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกมีความกังวลจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศึกการค้ากับจีนรอบใหม่   โดยล่าสุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พิจารณารายการสินค้านำเข้าจากจีนที่สหรัฐอาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยขอให้ระบุรายการสินค้าที่จะเรียกเก็บภาษีดังกล่าวให้ชัดเจน   ปธน.ทรัมป์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพราะจีนได้ตอบโต้อย่างไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ โดยประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ วงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากตัวเลขจ้างงานที่น่าผิดหวัง โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนมี.ค. โดยเพิ่มขึ้นเพียง 103,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 193,000 ตำแหน่ง หลังจากที่พุ่งขึ้น 326,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ.   ขณะที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองชิคาโกว่า เฟดควรเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อประเมินจากทิศทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมทิศทางเงินเฟ้อ   "ตราบเท่าที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเดินหน้าในทิศทางที่กำลังเกิดขึ้นนี้ต่อไปในภาพรวม การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะรองรับเป้าหมายเหล่านี้ได้ดีที่สุด"   ประธานเฟดคนล่าสุด มีมุมมองที่ดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเขาชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐค่อนข้างอยู่ในภาวะที่มีการจ้างงานเต็มที่ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่เฟดมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่า เงินเฟ้อจะขยายตัวสู่ 2% ตามเป้าหมาย   อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี และเป็นการทรงตัวที่ระดับดังกล่าวเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ทั้งยังต่ำกว่าตัวเลขประมาณการของเจ้าหน้าที่เฟดด้วย   ส่วนดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.พ. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน   สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วงลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,739.92 จุด ลดลง 2.05% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันขยับขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.70% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 64,211.43 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 475.56จุด ลดลง 3.08%   บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยสำหรับสัปดาห์วันที่9-12 เม.ย. โดยมองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,725 จุดและ 1,710 จุด    ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,750 จุดและ 1,760 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ประเด็นต่อเนื่องของมาตรการทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการปรับพอร์ตของนักลงทุนก่อนช่วงวันหยุดยาวของตลาดในประเทศ   ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมี.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. ของยูโรโซน และอัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค.ของจีน บล.โนมูระพัฒนสิน มองตลาดหุ้นเดือน เม.ย.กลุ่มในประเทศจะเป็นกลุ่มที่นำตลาด      โดยหากเป็นหุ้นค้าปลีกมอง TOA - ROBINS - CPALL -GLOBAL  หุ้นรับเหมาก่อสร้าง STEC -CK หุ้นบันเทิง MONO-BEC -MAJOR ผสมด้วยกลุ่มปิโตรเคมี  IVL-IRPC แลัะหุ้น High Dividend  คือหุ้น TISCO -GLOW- AP- NYT    ขณะที่กลุ่ม Mid-Small Cap ที่กำไรฟื้นตัว และมีปัจจัยหนุนน่าจะเริ่มขยับขึ้น เช่น หุ้น BLAND -SNC-PYLON  ส่วนหุ้น "ม้ามืด" จับตา หุ้น SCC- BEC -NYT- SNC -BLAND   สำหรับปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นในเดือนนี้ โนมูระฯ มองว่า มาจากการลงทุนภาครัฐ โดย รมว.คมนาคมจะนำโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เข้า ครม.ภายในเดือนนี้ และคาดว่าโครงการรถไฟทางคู่อีก 8 เส้นทาง ที่เหลือจะทยอยเสนอ ครม.ได้หมดภายในปีนี้   และหากมองจากฝั่งข้อมูลสถิติ พบว่า ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าน พบว่า เดือนเม.ย.นี้กระแสเงินทุนมักจะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย ด้วยมูลค่าเฉลี่ยราว 2,271ล้านบาท โดยโอกาสที่ต่างชาติจะเป็นยอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 60%   ทั้งนี้  ความผันผวนและดัชนีที่ลดลงในสัปดาห์ที่่ผ่านมา ทำให้คาดว่า ตลาดน่าจะตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้ว และหากมองเชิงพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ดีขึ้นแบบกระจายตัว โดยมาตรการภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง และภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่โดดเด่น  ทำให้หลายหน่วยงานออกมาขยับคาดการณ์เป้าจีดีพีปีนี้ขึ้น เป็นโต 4-4.5% จากเดิม 3.8-4.5%   ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับขึ้น คาดการณ์ EPS ตลาดหุ้นไทยขึ้นสู่ กำไร 111.12บาทต่อหุ้น ในปีนี้ และ 122.08บาทต่อหุ้นในปีหน้า   อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้เป็นภาพของการฟื้นตัวขึ้นได้ แต่เนื่องจากเข้าสู่วันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์  ปริมาณการซื้อขายจะเบาบางลง อาจทำให้ตลาดซึงลงบ้าง   โดยสัปดาห์ที่ 9-12 เม.ย.นี้ กลยุทธ์ลงทุนยังคงให้น้ำหนักหุ้น 70% ในกลุ่มข้างต้น แลพมีหุ้นแนะนำเพิ่มเติม เช่น  BH- AOT- ERW AMATA  ส่วนหุ้น  Mid-Small Cap ที่มีปัจจัยหยุยฟื้นตัวตาม ตามการลงทุนและการบริโภค มีแนะนำเพิ่มตัว FN- MM- XO- MAJOR !!   ส่วนค่าเงินบาท สัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างจำกัด โดยแม้เงินบาทจะมีปัจจัยกดดันระหว่างสัปดาห์จากทิศทางที่อ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาคท่ามกลางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน แต่กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทก็ยังคงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากยังได้รับแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ   ขณะที่ ทิศทางภาพรวมของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เองก็ยังคงถูกถ่วงด้วยความกังวลเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยวันพฤหัสบดีที่ 5 เม.ย.ที่ผ่นมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ31.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (30 มี.ค.)   ส่วนค่าเงินบาทในวันที่ 9-12 เม.ย.ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.05-31.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   โดยต้องจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาในประเด็นทางการค้าของสหรัฐฯ และจีน รวมถึงรายงานนโยบายอตัราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีการเปิดเผยออกมาด้วยเช่นกัน    ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่  ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชีนีราคาส่งออกนำเข้าเดือนมี.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย. (เบื้องต้น)    นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมี.ค. ของจีน รวมถึงรายงานการประชุมเฟดเมื่อเดือนมี.ค. และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดเพื่อประเมินสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ  หลังจากที่ประธานเฟด มองว่า ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป   ส่งท้ายด้วย สถานการณ์ของ “เงินดิจิทัล” อย่างบิทคอยน์  “แคปิตัล อีโคโนมิคส์” ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยการลงทุน ออกรายงานระบุว่า บิทคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่า และจะปรับตัวย่ำแย่กว่าหุ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เนื่องจากบิทคอยน์ไม่มีมูลค่าพื้นฐาน   รายงานระบุว่า การปรับตัวของบิทคอยน์มีความสัมพันธ์กับดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่ที่บิตคอยน์เริ่มดิ่งลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในปลายปีที่แล้ว   แตกต่างกันที่ การปรับตัวลงของบิตคอยน์เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่คุมเข้มการซื้อขาย ขณะที่บริษัทหลายแห่งยุติการโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ และธนาคารบางแห่งสั่งห้ามลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อบิตคอยน์ ขณะที่การปรับตัวลงของตลาดหุ้นเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย   "ปัจจัยที่ฉุดบิตคอยน์ลงมีความแตกต่างจากปัจจัยที่กดดันราคาสินทรัพย์อื่น ส่งผลให้บิตคอยน์มีแนวโน้มทรุดตัวลงมากกว่าหุ้นในปีนี้" รายงานระบุ   ทั้งนี้ บิตคอยน์ทะยานขึ้นเหนือระดับ 19,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ได้ดิ่งลงอย่างมากหลังจากนั้น และล่าสุดปรับตัวอยู่ใกล้ระดับ 6,700 ดอลลาร์ในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม