วิเคราะห์หุ้น

จับตาเฟดส่งท้ายปี..ดอกเบี้ยจะขึ้นจริงหรือ!!

  สำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ และปิดที่ระดับ 1,706.52 จุด เพิ่มขึ้น 0.40% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงประมาณ 2.27% ที่ 52,137.24 ล้านบาท   ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 538.86จุด ลดลง 1.07% จากสัปดาห์ก่อน   ดัชนีตลาดหุ้นไทยพบกัยแรงกดดันจากการขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์   อย่างไรก็ดี ดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีแรงหนุนจากเงินลงทุนที่ไหลเข้าใน LTF/RMF รวมทั้ง ในช่วงปลายสัปดาห์ ยังได้รับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน ้ามัน   ขณะที่ในสัปดาห์ วันที่ 11-15 ธ.ค.จะเหลือวันทำการเพียง 4 วัน คือ 12-15 ธ.ค.เนื่องจากวันที่ 11 ธ.ค.เป็นวันหยุดชดเชยวันรัฐธรรมนูญ โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มอง ดัชนีหุ้นไทยว่า จะมีแนวรับที่1,695 จุดและ 1,685 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,720 จุดและ 1,730 จุด ตามลำดับ   โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 12-13 ธ.ค.รวมทั้ง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ รวมถึงดัชนีราคาผูบ้ ริโภคเดือนพ.ย. ของประเทศแถบยุโรป   ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มองว่า ปัจจัยที่สำคัญ คือ การรอดูร่างกฏหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันก็ยังดูดี และราคาทองปรับตัวลง แสดงให้เห็นว่าไม่มีปัจจัยลบในช่วงสั้นสำหรับปัจจัยในประเทศ เราได้เห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไืยอย่างชัดเจน    ตลาดหุ้นไทย ยังคงได้แรงหนุนจากเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และช่วงนี้ก็มีหุ้น IPO เข้ามาเทรดอย่างต่อเนื่องทำให้ตลาดฯมีความคึกคักขึ้น  อย่างไรก็ดีมองว่าคงจะเป็นลักษณะของการเล่นรอบกันไปก่อน โดยรอบนี้หุ้นในกลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี และกลุ่มแบงก์ น่าจะนำตลาดฯ ได้   แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์วันที่ 12-15 ธ.ค. ตลาดฯมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้อีก โดยมีแนวรับ 1,705-1,700 จุด ส่วนแนวต้าน 1,720-1,730 จุด   โดยให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีน ทั้ง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ และต้องติดตามราคาน้ำมันด้วยเพราะในช่วงปลายปีราคาน้ำมันมักจะค่อนข้างดี    รวมไปถึงติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งตลาดฯคาดการณ์ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ต้องรอดูเป็นการส่งสัญญาณการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง   อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองว่า  ดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวผันผวน   จากความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ ทั้งการเมืองภายในสหรัฐฯ และปัญหาเยรูซาเล็ม   ส่วนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงกลางสัปดาห์ หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดจริง ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรมากนัก เพราะตลาดตอบรับล่วงหน้าไปมากแล้ว แต่สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาคือ มุมมองในปีหน้า ว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยกี่ครั้ง โดยคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง   กลยุทธ์ แนะเล่นรอบเก็งกำไรแบบขึ้นขาย-ลงซื้อ อาทิ SPALI-AAV-ECL พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,680 จุด แนวต้าน 1,720 จุด   ฝั่งตลาดเงินบาททรงตัวสัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ที่ระดับประมาณ 32.60 บาทต่อ   ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนจะทยอยอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ ผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ตลอดจนความหวังต่อมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่สภาคองเกรสสามารถผ่านร่างกฎหมายต่ออายุการจัดสรรเงินทุนเป็นการชั่วคราวให้แก่หน่วยงานรัฐบาล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการปิดหน่วยงานราชการของสหรัฐฯ จนถึงวันที่ 22 ธ.ค.นี้   โดยในวันศุกร์ที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ 32.66 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (1 ธ.ค.)   สัปดาห์วันที่ 12-15 ธ.ค. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.50-32.80 บาทต่อดอลล่าสหรัฐฯ โดยคงต้องติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยและเศรษฐกิจปี หน้าของเฟด (12-13 ธ.ค.) ตลอดจนสัญญาณเกี่ยวกับการผลักดันแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ    ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ข้อมูลการผลิต   ภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ย. และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ ข้อมูลเงินทุนระหว่างประเทศเดือน ต.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนพ.ย.ของจีน ตลอดจนดัชนี PMI ขั้นต้นประจำเดือนธ.ค. ของประเทศชั้นนำหลายๆประเทศด้วยเช่นกัน   ขณะที่ นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สัปดาห์ที่ผ่านมา   "เงินบาทไม่ค่อยไปไหนไกลทั้งที่ยูโรลงเยอะ คาดว่าจะแกว่งแคบในกรอบเดิมไปก่อนจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่เข้ามา ส่วนบ้านเราจะหยุดทำการในวันจันทร์และเปิดมาวันอังคารตลาดก็น่าจะรับข่าวตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯไปแล้ว โดยคาดว่าเงินบาทยังน่าจะแกว่งแคบไปในทางอ่อนค่า"   โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทระหว่าง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   ส่วนธนาคาร ซี ไอเอ็มบี ไทย คาดว่าเงินบาทในสัปดาห์วันที่ 11 -15 ธ.ค.เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.40-32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ    โดยในคืนวันศุกร์ที่ 8 ธ.ค.จะมีการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือน พ.ย.60 ก่อนที่ในวันที่ 12-13 ธ.ค. จะมีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย และต้องจับตาดูรายงานหลังการประชุมที่จะชี้ถึงมุมมองของกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯต่อแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า   อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องจับตามากที่สุดยังคงเป็นเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ และการเมืองในสหรัฐฯทั้งการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐฯและการต่อรองของรัฐสภาสหรัฐฯในเรื่องกฎหมายภาษีเพื่อให้สามารถผ่านออกมาได้ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องการ   ส่งท้ายเหมือนเดิมด้วย ข่าวที่จับตากันในช่วง Long Weekend ที่ผ่านมา    เริ่มจากความวุ่นวายในสหรัฐฯ  เรื่องแรกคือ งบประมาณ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 22 ธ.ค.   โดยการลงนามรับรองร่างกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯมีมติด้วยคะแนนเสียง 235-193 ให้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐฯ ก่อนที่จะส่งต่อให้วุฒิสภาสหรัฐฯพิจารณา โดยผลปรากฏว่า วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 81-14 ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน   และการลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตายในช่วงเที่ยงคืนวันที่ 8 ธ.ค.ตามเวลาสหรัฐ   ทั้งนี้ การผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐมีงบใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 22 ธ.ค. และจะช่วยให้สมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐมีเวลามากขึ้นในการเจรจาในประเด็นงบประมาณ โดยทันทีที่สมาชิกสภาคองเกรสสามารถตกลงกันได้ในประเด็นงบประมาณแล้ว ก็จะมีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีงบใช้จ่ายไปจนตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะสิ้นสุด ณ วันที่ 30 ก.ย. 2561   ตามมาด้วย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า ทำเนียบขาวจะเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในปีหน้า โดยคาดว่ารัฐบาลจะมีการใช้จ่ายวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายมากถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ในรัฐต่างๆ รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่น และภาคเอกชน   เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า จะมีการเปิดเผยรายละเอียดของการใช้จ่ายในโครงการดังกล่าว ก่อนที่ปธน.ทรัมป์จะขึ้นแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อรัฐสภาสหรัฐ ในวันที่ 30 มกราคม 2561 ซึ่งจะเป็นการกล่าวแถลงนโยบายประจำปีเป็นครั้งแรกของปธน.ทรัมป์ นับตั้งแต่ที่เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา   ส่งท้ายด้วย ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนพ.ย. โดยปรับตัวขึ้น 228,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่ง ขณะอัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี   ข้ามไปที่มหาอำนาจอื่นๆ กันบ้าง สนง.สถิติจีนเผยดัชนี CPI เดือนพ.ย.ขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากเดือนต.ค.   โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ขยายตัว 1.7% เมื่อเทียบรายปี ในเดือนพ.ย.  ซึ่งลดลงจากการขยายตัว 1.9% ในเดือนต.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.8% และจุดที่น่าสนใจคือ ดัชนี CPI ขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 2% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10   และการชะลอตัวเกิดขึ้นในฝั่งยุโรปเช่นกัน สำนักงานสถิติเผยภาคก่อสร้างสหราชอาณาจักรหดตัวเดือนที่ 6 ในต.ค.   สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) รายงานว่า ภาคก่อสร้างของสหราชอาณาจักรหดตัวเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือนต.ค. โดยปรับตัวลง 1.4% อย่างไรก็ตาม ONS ยังรายงานว่า คำสั่งซื้อใหม่ในภาคที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวในไตรมาส 3   ข่าวสุดท้าย ถือเป็นการจ่อกระตุ้นการใช้จ่ายในอนาคจ แอปเปิลเตรียมเปิดตัว iPhone ใหม่ 3 รุ่นปีหน้า พร้อมแบตเตอรีใหญ่ขึ้น หวังเพิ่มอายุการใช้งาน   นายโก๊ะ หมิง เฉอ ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ เปิดเผยว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์จะเปิดตัว iPhone ใหม่อีก 3 รุ่นในปีหน้า โดยมีแบตเตอรีที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะให้อายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าในปัจจุบัน   โดย iPhone รุ่นท็อปของแอปเปิลในปีหน้าจะใช้จอแบบ OLED โดยมีหน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมกับแบตเตอรีขนาด 3,300-3,400mAh ซึ่งใหญ่กว่าแบตเตอรีขนาด 2,716mAh ใน iPhone X   ขณะเดียวกัน แอปเปิลจะเปิดตัว iPhone ซึ่งมีหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับ iPhone X พร้อมกับแบตเตอรีขนาด 2,900-3,000mAh  นอกจากนี้ แอปเปิลจะเปิดตัว iPhone ซึ่งมีหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว แต่ใช้จอแบบ LCD ซึ่งจะทำให้มีราคาถูกลง เนื่องจากมีราคาต้นทุนไม่สูงเหมือนหน้าจอแบบ OLED

อ่านเพิ่มเติม