วิเคราะห์หุ้น

หุ้น-บาทยังไปไหนไม่ไกล...

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาทรงตัวที่ระดับใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยปิดที่ระดับ 1,756.41 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 0.02% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 30.45% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ อยู่ที่เฉลี่ย 51,154.36 ล้านบาท    ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 456.38 จุด เพิ่มขึ้น 1.21%    สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังจากทั้งสองฝ่ายได้เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ประกอบกับจีนยกเลิกการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ    อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน เข้ามาช่วยประคองตลาดในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ซึ่งเป็นภาพที่สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีแรงซื้อเข้ามาจากนัก   ลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในช่วงท้ายสัปดาห์   บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จ ำกัด มองแนวโน้มสัปดาห์วันที่ 1-5 ต.ค.นี้ว่ามีโอกาสที่ดีขึ้น โดยดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,745 จุดและ 1,735 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,765 จุดและ 1,775 จุด ตามลำดับ   โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ   (เฟด) รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป   ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือน ก.ย. และข้อมูการค้าระหว่างประเทศ เดือ นส.ค.    ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI เดือนก.ย.ของประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และจีน    ขณะที่ บล.ทิสโก้ประเมินหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 1-5 ต.ค. จะยังทรงๆตัว ในลักษณะของการเล่นเวียนกลุ่มลงทุนไปเรื่อยๆ โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,770 จุด และแนวรับที่ 1,730-1,740 จุด    โดยปัจจัยกดดันจากกระแสเงินทุนต่างประเทศที่อาจจะกลับมาไหลออก และการขึ้นดอกเบี้ยในหลายประเทศ   ด้าน บลจ.ไทยพาณิชย์ มองว่าภาวะหุ้นไทยในขณะนี้ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกรอบ โดยความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งทำให้หุ้นไทยตอบสนองเชิงบวกประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนออมาดีกว่าที่คาด ทำให้ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปแตะ 1,750-1,800 ได้     ดังนั้น ช่วงนี้เป็นจังหวะที่สามารถทยอยเข้าลงทุนกองทุน LTF ได้แล้ว ไม่ควรไปเร่งซื้อแบบกระจุกตัว ในช่วงปลายเดือนธ.ค. ซึ่งทำให้เสียโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่นเดียวกับ บลจ.กสิกรไทย แนะนำช่วงนี้ให้ซื้อสะสมกองทุน LTF  โดยประเมินตลาดหุ้นไทยปลายปีมีโอกาสขึ้นไปทดสอบ1,800 จุดอีกครั้ง     ส่วน บลจ.กรุงศรี ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นปีหน้ามีโอกาสปรับขึ้นที่ 1,800-1,850 จุดเช่นกัน เพราะมองว่าในระยะกลางถึงยาวตลาดหุ้นไทย  ยังได้ปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมทั้งผลการดำเนินงาน บจ.ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ฝั่งตลาดการเงิน ค่าเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังไม่ไปไหนไกล ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ตลอดสัปดาห์    โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ท่ามกลางภาวะตึงเครียดเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน    หลังมีรายงานข่าวระบุว่า จีนยกเลิกแผนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯก่อนเส้นตายของมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะเริ่มมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อปรับโพสิชันก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ด้วยเช่นกัน    อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์สอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ   โดยวันศุกร์ที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 32.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 ก.ย.)   ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย ประเมินความเคลื่อนไหวของตลาดเงินในสัปดาห์วันที่ 1-5 ต.ค.ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ    โดยปัจจัยในประเทศที่สสำคัญ ได้แก่ การประกาศข้อมูลตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนก.ย.    ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ค่าจ้าง ผลสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ  ตัวเลข PMI)ในภาคการผลิต และภาคบริการในเดือน ก.ย.   นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามสถาการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถ้อยแถลงของประธานเฟด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ตลอดจนตัวเลข PMI ของประเทศในยุโรปและจีนด้วย    ขณะที่นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะมาจากมีเงินไหลเข้ามาในพันธบัตรรัฐบาลไทย ส่วนรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของ ธปท.ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ไม่มากนัก   โดยประเมินกรอบค่าเงินบาทวันที่ 1-5 ต.ค. ไว้ระหว่าง 32.25-32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยติดตามรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และตัวเลขเงินเฟ้อของไทย และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ   สำหรับข่าวคราวในรอบสุดสัปดาห์ ยังคงให้ความสนใจปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านโดยสหรัฐฯและการเมืองในอิตาลี   ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านโดยสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 พ.ย.นี้แม้ว่า ประเทศสมาชิกกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) บางรายจะพยายามที่จะเพิ่มการผลิตน้ำมันก็ตาม   ขณะที่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ออกมากดดันโอเปกให้เพิ่มการผลิตน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้   อย่างไรก็ตาม นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ยืนยันว่า อินเดียจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่าน และเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศต่อไป   โดยนายซารีฟยังเสริมว่า อิหร่านมีความร่วมมืออย่างครอบคลุมกับอินเดีย ซึ่งรวมถึงด้านพลังงานด้วย พร้อมระบุว่า อิหร่านเป็นแหล่งพลังงานที่พึ่งพาได้สำหรับอินเดียเสมอมา   ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้หารือทางโทรศัพท์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด กษัตริย์แห่งซาอุดิอาระเบีย ในเรื่องของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก   โดยสำนักข่าวซาอุดิ เพรส รายงานว่า ผู้นำทั้งสองได้พูดคุยเกี่ยวกับความพยายามในการรักษาอุปทานน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรับประกันเสถียรภาพของตลาดน้ำมันและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยอุปทานและราคาน้ำมันคือสิ่งที่สหรัฐและซาอุดิอาระเบียให้ความสำคัญ   ทั้งนี้ มีรายงานว่าซาอุดิอาระเบียจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อรับมือกับการที่อิหร่านผลิตน้ำมันน้อยลงเนื่องจากถูกสหรัฐคว่ำบาตร จากนั้นในปีหน้า ซาอุดิอาระเบียอาจจำกัดการผลิตน้ำมันเพื่อให้เกิดสมดุล หลังจากที่สหรัฐผลิตน้ำมันดิบได้มากขึ้นแล้ว   ขณะที่ฝั่งเมืองมักโรนี ในที่สุดรัฐบาลอิตาลี สามารถกำหนดเป้าหมายขาดดุลงบประมาณปีหน้าได้แล้วที่ 2.4% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP   รัฐบาลอิตาลีภายใต้การนำของพรรคไฟว์ สตาร์ และพรรคเดอะ ลีก เห็นพ้องให้มีการกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปีหน้าไว้ที่ 2.4% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรัฐบาลชุดก่อนถึง 3 เท่า และคาดว่าจะทำให้สหภาพยุโรป (EU) แสดงความไม่เห็นด้วย   ทั้งนี้ รัฐบาลอิตาลีได้ขยายเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2562 เพื่อหนุนนโยบายจากแคมเปญการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับ EU   อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวได้ช่วยลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะยังคงแสดงจุดยืนคัดค้าน EU ที่ต้องการให้อิตาลีควบคุมหนี้สินหรือไม่ ซึ่งทางอิตาลีมองว่าเป็นการจำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ โดยรัฐบาลอาจใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ   ขณะที่เงินเฟ้อยูโรโซน เดือนก.ย.เพิ่มขึ้นแตะ 2.1% ซึ่งสูงกว่าที่คาดหมาย   สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนปรับตัวขึ้นแตะระดับ 2.1% ในเดือนก.ย. จากระดับ 2% ในเดือนส.ค. เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น   รายงานเงินเฟ้อเบื้องต้นระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพลังงานปรับตัวขึ้น 9.5% ในเดือนก.ย. จาก 9.2% ในเดือนส.ค. โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอัตราเงินเฟ้อพลังงานที่สูงขึ้นในเยอรมนี   เงินเฟ้อเดือนก.ย.ของยูโรโซนออกมาสูงกว่าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อให้ "อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%”   อย่างไรก็ตาม เคลาส์ วิสเทอเซน หัวหน้าเศรษฐกรของแพนเธออน แมคโครอีโคโนมิกส์ ยังคงเชื่อว่าเงินเฟ้อจะลดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันจะบรรเทาเบาบางลง   ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ เจสสิก้า ไฮนด์ นักเศรษฐศาสตร์ของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ที่คาดว่า อัตราเงินเฟ้อพลังงานจะลดลงอย่างมากในช่วง 12 เดือน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงต่ำกว่า 1% ภายในช่วงกลางปีหน้า   ขณะเดียวกัน ยูโรสแตทรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ลดลงแตะ 0.9% จาก 1.0% ในเดือนส.ค.   เจสสิก้า ไฮนด์ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ลดลงในเดือนก.ย.นั้น น่าผิดหวังเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ ECB ยังคงต้องระมัดระวังในการปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ เช่นนั้นแล้ว ECB จึงยังไม่น่าจะเปลี่ยนแผนที่จะยุติการซื้อสินทรัพย์ในปีนี้   ส่งท้ายด้วย ข่าวคราวของไอออนแมน ในชีวตจริง “อีลอน มัสก์” ที่กำลังเผชิญมรสุมจากการกล่าวหาจาก ก.ล.ต.สหรัฐฯว่า ตั้งใจฉ้อโกง โดยเตรียมลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารเทสลา เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีปั่นหุ้น   คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) เปิดเผยว่า นายอีลอน มัสก์ เตรียมลงจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทเทสลาภายในเวลา 45 วัน ขณะเดียวกัน ตัวเขาเองและบริษัทต้องจ่ายค่าปรับ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โทษฐานปั่นราคาหุ้น   ขณะที่ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อย่างไรก็ดี นายมัสก์จะดำรงตำแหน่งซีอีโอของเทสลาต่อไป   โดยก่อนหน้านี้ SEC ได้ยื่นฟ้องนายมัสก์ ฐานจงใจหลอกลวงนักลงทุน ด้วยการทวีตข้อความเกี่ยวกับการนำเทสลาออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด   นายมัสก์ได้ทวีตข้อความในวันที่ 7 ส.ค.ว่า เขามีแผนที่จะนำบริษัทเทสลาออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด โดยเขามีแหล่งเงินทุนที่จะเข้าซื้อหุ้นในราคา 420 ดอลลาร์ ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นเทสลาพุ่งขึ้นแตะ 387.46 ดอลลาร์ในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์   โดย SEC ระบุในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางนิวยอร์กว่า นายมัสก์ไม่สามารถรับประกันหรือยืนยันถึงแหล่งที่มาของเงินทุนตามที่ระบุไว้ในทวิตเตอร์ได้ ซึ่งถือเป็นการเจตนาให้ข้อมูลเท็จแก่นักลงทุน

อ่านเพิ่มเติม