วิเคราะห์หุ้น

ผันผวน...ร่วงหล่น

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาปิดเหนือระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์   โดยดัชนีหุ้นไทย ปิดตลาดที่ระดับที่ 1,614.76 จุด เพิ่มขึ้น 1.20% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้น 7.42% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 57,270.73 ล้านบาท    ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 419.12 จุด เพิ่มขึ้น 0.61% จากสัปดาห์ก่อน   ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และธนาคาร ท่ามกลางแรงหนุนจากการซื้อสุทธิของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน    อย่างไรก็ดี ในระหว่างสัปดาห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงในช่วงสั้นๆ  ตามการปรับตัวลงของราค่น้ำมันในตลาดโลก และความกังวลต่อประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่ดัชนีหุ้นไทยก็กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ ตามแรงหนุนจากปัจจัยทางเทคนิค    สำหรับการคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ วันที่ 9-13 ก.ค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 จุดและ 1,560 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,630 และ 1,650 จุด ตามลำดับ   โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ประเด็นต่อเนื่องของสถานการณ์การตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศ   โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย .  ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดุลการค้าเดือนมิ.ย. ของประเทศจีน   ด้านบล.เอเซียพลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ วันที่ 9-13 ก.ค.นี้ ว่าต้องติดตามทั้งสงครามการค้าว่าจะขยายวงบานปลายไปแค่ไหน รวมทั้งการทยอยแจ้งผลประกอบการไตรมาส2ของบริษัทจดทะเบียน    โดยภาพรวมตลาดยังมีโอกาสผันผวนได้ต่อเนื่องไปอีกสัปดาห์    และใน 11ก.ค. เป็นต้นไป กลุ่มแบงก์จะเริ่มทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 61 นี้เป็นกลุ่มแรก   ซึ่งเอเซียพลัสคาดว่า 10 แบงก์ใหญ่ ที่ฝ่ายวิจัยของเอเชียพลัสนำมาเป็นปัจจัยพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ จะมีกำไรสุทธิรวม 46,600 ล้านบาท ลดลง 11% จากงวดไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกำไรเพิ่มขึ้น  2.8% จากงวดเดียวกันปีก่อน   ผลจากรายได้ค่าธรรมเนียมออนไลน์ ลดลง 10.7% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้นตามการลงทุนด้านไอทีที่เพิ่มมากขึ้น   ขณะที่กลุ่มพลังงานแม้ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันเฉลี่ยงวดไตรมาส2 สูงกว่างวดไตรมาส1 ราว 7-8 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรล แต่ด้วยฐานกำไรงวดไตรมาส1ที่มีการบันทึกรายได้พิเศษเข้ามาเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ฐานกำไรไม่ได้สูงขึ้นจากไตรมาส 1 ปี61   ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆน่าจะได้รับผลกระทบจากการเป็นช่วง Low Season และการมีวันหยุดยาวหลายช่วง เช่นในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ภาพรวมประเมินฐานกำไรอยู่ที่ราว 240,000-250,000 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส1ปี61ที่ 285,000 ล้านบาท   ทั้งนี้ บล.เอเซียพลัส ยังคาดว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาส4ปีนี้    แต่เชื่อว่าผลกระทบจะไม่อยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากมีภาระหนี้สินในระดับต่ำ ขณะที่หนี้ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว   โดยผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย น่าจะมีผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ทั้มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยค่อนข้างสูงเพราะแรงซื้อจากกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร มีอยู่ราว 20-25% แต่ในกลุ่มโครงการแนวราบบ้านเดี่ยว-ทาวเฮ้าส์ไม่น่าได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ   ด้านตลาดเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 8 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ    เงินบาทและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคทยอยอ่อนค่าลงสอดคล้องกับแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง และแม้ธนาคารกลางจีนได้ออกมาส่งสัญญาณเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินแล้ว แต่ทิศทางเงินหยวนยังคงอ่อนค่า ตามความกังวลต่อประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเนื่องจากมาตรการเก็บภาษีน าเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้   ตามกำหนดในวันที่ 6 ก.ค. 2561   อย่างไรก็ดี กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มจำกัดมากขึ้น ในช่วงก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ   โดยในวันศุกร์ที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (29 มิ.ย.)   ขณะที่การคาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาท ในช่วงสัปดาห์วันที่ 9-13 ก.ค.นี้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.80-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่สถานการณ์ค่าเงินหยวนของจีน และประเด็นที่เกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และประเทศคู่ค้าอื่นๆ)รวมถึงรายงานนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เสนอต่อสภาคองเกรส และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดในระหว่างสัปดาห์   ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออกเดือน มิ.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนก.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิ.ย. ของจีนด้วยเช่นกัน   สำหรับข่าวคราวที่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการเริ่มต้นของ “สงครามการค้า” หลังจากที่ ทางการจีน และสหรัฐต่างก็บังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าล็อตแรกในอัตรา 25% วงเงิน 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา    กลุ่มชาวสวนเชอร์รี่สหรัฐวิตกสงครามการค้าจีน-สหรัฐกระทบธุรกิจครั้งรุนแรงที่สุด   มาร์ค พาวเวอร์ส ประธานสมาคมเกษตรกรพืชสวนนอร์ทเวสท์ กล่าวกับเดอะ ซีแอตเติล ไทม์ส ว่า กลุ่มชาวสวนเชอร์รี่ประมาณ 1,400 รายในรัฐวอชิงตัน และทางตะวันตกเฉียงเหนืออีก 1,100 รายจะได้รับผลกระทบจากอุปสรรคทางการค้าล่าสุดกับจีน   ส่งผลให้กลุ่มชาวสวนเชอร์รี่ในพื้นที่ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่มีการเติบโตอย่างมากในปีที่แล้ว   ขณะที่สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บริษัทต่างๆของทั้งสหรัฐและจีนต่างเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ภายหลังจากที่สหรัฐได้เริ่มจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีน 25% มูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   และจีนเองก็ได้ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าบางรายการจากสหรัฐด้วยมูลค่าที่เท่าเทียมกันเพื่อเป็นการตอบโต้ ซึ่งครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ทางทะเล    อย่างไรก็ตาม แม้เรายังไม่แน่ใจว่า มาตรการกีดกันทางการค้าลอตแรกจะเป็นอย่างไร แต่มีข่าวออกมาว่าสหรัฐฯเล็งเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนล็อตที่ 2 ในเดือนส.ค.นี้   สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนล็อตที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนส.ค.นี้ โดยการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สหรัฐและจีนต่างก็บังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าล็อตแรก   เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า สำนักงานตัวแทนการค้าสหรัฐ (USTR) จะออกมาตรการเรียบเก็บภาษีนำเข้าจากจีนล็อตที่ 2 หลังจากการจัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้นำภาคธุรกิจในวันที่ 24 ก.ค.นี้ และจากนั้นจะจัดทำประชามติเพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนในวันที่ 31 ก.ค.นี้   ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าอีก 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ "ในช่วง 2 สัปดาห์นี้" นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงินสูงกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเกือบเท่ากับมูลค่าสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปีที่แล้ว   ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา USTR ได้ประกาศรายการสินค้าจำนวน 1,100 รายการของจีนที่ต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยสินค้าล็อตแรกจำนวน 818 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้ถูกเรียกเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สินค้าล็อตที่ 2 กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา   ในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนก็ได้เปิดเผยรายการสินค้าจำนวน 659 รายการของสหรัฐที่ต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยสินค้าล็อตแรกจำนวน 545 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้ถูกเรียกเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนที่เหลือนั้น จะมีการประกาศหลังจากนั้น   ขณะเดียวกัน รัสเซีย กำลังสนใจที่จะร่วมวงสงครามการค้าครั้งนี้ โดยรัสเซียเล็งเก็บภาษีสินค้าสหรัฐวงเงิน 87.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อตอบโต้สหรัฐเก็บภาษีเหล็ก,อลูมิเนียม   สำนักข่าวสปุตนิคของรัสเซียรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวจากกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ ระบุว่า รัสเซียมีแผนที่จะเรียกเก็บภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐในวงเงิน 87.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ต่อการที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากรัสเซีย   ทั้งนี้ สินค้าจากสหรัฐที่จะได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ, เครื่องมือในภาคการก่อสร้าง และไฟเบอร์ออปติก   มาต่อที่ภาพเศรษฐกิจจริง ซึ่งมีเครื่องชี้เศรษฐกิจทั้งฝั่งสหรัฐฯ และจีน ออกมาในช่วงสุดสัปดาห์นี้   สหรัฐเผยขาดดุลการค้าต่ำสุดรอบ 1 ปีครึ่งในเดือนพ.ค. ขณะส่งออกพุ่งเป็นประวัติการณ์   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่งในเดือนพ.ค. หลังการส่งออกพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 6.6% สู่ระดับ 4.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2559    ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าลดลงสู่ระดับ 4.37 หมื่นล้านดอลลาร์ และลดลงจากระดับ 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย.   อย่างไรก็ดี สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนพุ่งขึ้น 18.7% สู่ระดับ 3.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค. และขาดดุลการค้าต่อเม็กซิโกทะยานขึ้น 18.8%   กระทรวงพาณิชย์ยังเปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 1.9% สู่ระดับ 2.153 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกถั่วเหลือง และเครื่องบินพาณิชย์ ส่วนการนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 0.4% สู่ระดับ 2.584 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค.   ด้านภาพเศรษฐกิจฝั่งจีน นักเศรษฐศาสตร์คาดครึ่งปีแรกของปีนี้เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.7%   สถาบันการเงินและนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.7% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ซึ่งอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับการขยายตัวในช่วงไตรมาสแรก แต่เศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่อง   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานของสถาบันวิจัยการเงินของแบงก์ ออฟ ไชน่าระบุว่า แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะผันผวน แต่เศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวต่อไปได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จังหวะในการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คึกคัก   เหลียน ปิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ คอมมิวนิเคชั่นส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัว 6.7% ด้วยเช่นกัน   โดยในตรมาส 2 นั้น การบริโภคและการลงทุนจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในสัดส่วน 70% และ 35% ตามลำดับ แม้ว่าการส่งออกจะยังไม่สามารถสนับสนุนการขยายตัวได้มากนัก แต่การขยายตัวที่รวดเร็วของการส่งออกจะช่วยผลักดันภาคการผลิตและการลงทุน   ข้ามไปที่ฝั่งอังกฤษ ซึ่งเบร็กซิท ยังเป็นประเด็นที่น่าหนักใจ ครม.อังกฤษหนุนข้อเสนอ ซอฟต์เบร็กซิท ของ เทเรซา เมย์ หวังปูทางอนาคตอังกฤษหลังแยกตัวสหภาพยุโรป EU   คณะรัฐมนตรีอังกฤษได้ลงมติสนับสนุนข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ที่ต้องการให้อังกฤษรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับสภาพยุโรป (EU) หลังจากที่อังกฤษแยกตัวออกจาก EU แล้ว   โดยนายกฯเมย์และคณะรัฐมนตรีอังกฤษได้จัดประชุมร่วมกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยในระหว่างการประชุมนั้น รัฐมนตรีที่สนับสนุนความคิดการแยกตัวออกจาก EU อย่างแข็งกร้าว หรือ ฮาร์ด เบร็กซิต (Hard Brexit) ได้ขู่ว่าจะลาออกหากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี    อย่างไรก็ตาม ในที่สุด คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบต่อข้อเสนอของนายกฯเมย์ เพื่อให้การออกจาก EU เป็นไปอย่างราบรื่น หรือ ซอฟต์ เบร็กซิต (Soft Brexit)   นายกรัฐมนตรีอังกฤษเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้ตกลงที่จะให้อังกฤษยังคงอยู่ใน "สถานะที่มีส่วนร่วม (collective position)" สำหรับการเจรจากับ EU ในอนาคต พร้อมระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นย่างก้าวสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเจรจา Brexit เป็นไปอย่างราบรื่น   "เรากำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ EU และเชื่อมั่นว่าเราจะได้ข้อสรุปในเดือนต.ค.นี้ ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยเราได้มีการหารือแบบลงลึกในรายละเอียด เพื่อให้อนาคตของอังกฤษเป็นไปในทิศทางที่ดี และท้ายที่สุดคณะรัฐมนตรีได้ตกลงที่จะให้อังกฤษอยู่ในสถานะที่มีส่วนร่วม สำหรับการเจรจาระหว่างอังกฤษ และ EU ในอนาคต"   "ข้อเสนอของเราจะช่วยสร้างเขตการค้าเสรีระหว่างอังกฤษ และ EU ซึ่งจะใช้กฎระเบียบเดียวกันสำหรับการซื้อขายสินค้าด้านอุตสาหกรรมและการเกษตร นอกจากนี้ จะช่วยให้การค้าเสรีเหล่านี้อยู่ในมาตรฐานที่สูง และสร้างเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต หากปราศจากการอนุมัติจากรัฐสภาของเรา"   ส่งท้ายด้วยข่าวคราวเพื่อนบ้านในอาเซียนของเรา ที่ทั้งมาเลเซีย และอินโดนิเซียกำลังดิ้นรนหยุดเงินไหลออก เพื่อประคองค่าเงินไม่ให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว มาที่ฟิลิปปินส์ ประเทศที่ว่ากันว่าผู้หญิงสวยสุดในอาเซียน   แบงก์ชาติฟิลิปปินส์เผยทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยน FX ต่ำสุดรอบ 6 ปีในเดือนมิ.ย. เหตุเงินทุนไหลออก   ธนาคารกลางฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศร่วงลงแตะระดับ 7.768 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี เมื่อเทียบกับระดับ 7.92 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพ.ค. และระดับ 8.132 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว   อย่างไรก็ดี นายเนสเตอร์ เอสเพนนิญา ผู้ว่าการธนาคารกลาง กล่าวว่า ปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยเทียบเท่ากับมูลค่าการนำเข้าสินค้า, ค่าใช้จ่ายภาคบริการ และรายได้ขั้นปฐมภูมิรวม 7.5 เดือน และคิดเป็น 6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น   นายเอสเพนนิญาระบุว่า การลดลงของปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเกิดจากการไหลออกของเงินทุน จากการที่ธนาคารกลางเข้าดำเนินการในตลาดปริวรรตเงินตรา, การปรับลดมูลค่าทองในทุนสำรองตามราคาทองในตลาดต่างประเทศ และการชำระหนี้ของรัฐบาลตามพันธบัตรที่ครบกำหนดอายุ

อ่านเพิ่มเติม