วิเคราะห์หุ้น

ทยอยเก็บ...รับข่าวร้าย

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาเขียวขจีอีกครั้ง โดบเคลื่อนไหวในแดนบวกเกือบตลอดสัปดาห์ และมาปิดปลายสัปดาห์ที่ระดับที่ 1,721.58 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.04% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 9.51% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 45,092.56 ล้านบาท    ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 439.01 จุด เพิ่มขึ้น 1.35% จากสัปดาห์ก่อน   ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ตามทิศทางของตลาดต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากการตีความของตลาดว่า การแถลงรายงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น หมายความว่า เฟดจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ประกอบกับสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงทวิภาคีกับเม็กซิโกทำให้ตลาดคลายกังวลสงครามการค้าฝั่งอเมริกาใต้    อย่างไรก็ดี กรอบการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทย เริ่มจำกัดลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเปราะบางของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ รวมถึงสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนรอบใหม่ที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น   สำหรับสัปดาห์วันที่ 3-7 ก.ย.นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยจะมีแนวรับที่ 1,710 จุดและ 1,700 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,730 และ 1,750 จุด ตามลำดับ    โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูล PMI เดือนส.ค. ของญี่ปุ่นและจีน   ขณะที่ ภาวะตลาดในเดือน ก.ย. ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต มองกรอบดัชนีเดือนกันยายนไว้ที่ แนวรับ 1,680 - 1,700 จุด และแนวต้านที่ 1,740 - 1,770 จุด ยังมีทิศทางในเชิงบวก    โดยแม้จะมีปัจจัยลบจากต่างประเทศเข้ามากดดันเป็นระยะ ทั้งปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงตลาดอาจกลับมากังวลประเด็นอิตาลีเตรียมยื่นงบประมาณให้กับสภาเพื่อส่งให้สหภาพยุโรป(EU) พิจารณา ซึ่งคาดจะมียอดใช้จ่ายสูง    แต่ปัจจัยในประเทศยังดี โดยเฉพาะตลาดที่ตอบรับเชิงบวกกับทิศทางหุ้นไทยในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนอยู่  ดังนั้น หุ้นไทยยังแกว่งตัวขึ้นได้แต่อาจไม่ราบรื่นนัก โดยภาพรวมของตลาดหุ้นเมื่อได้รับปัจจจัยลบจะลดลง แต่ก็ค่อยๆขึ้นได้จากปัจจัยบวกภายใน    แนะนำว่าเป็นจังหวะที่นักลงทุนควรซื้อแบบค่อยๆ เก็บ   ส่วนปัจจัยที่ยังต้องติดตามกันต่อ คือ รัฐบาลสหรัฐ จะเอาจริงกับเก็บภาษี 2 แสนล้านเหรียญกับจีนหรือไม่    ซึ่งจะรู้ผลกันในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแีกแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือถ้อยแถลงถึงทิศทางดอกเบี้ยในรอบถัดไป ซึ่งหากชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในรอบถัดไปมองว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย   ขณะที่ด้านวิกฤติค่าเงินเปโซและเงินเฟ้อในอาร์เจนตินาที่กลับมาอีกครั้ง อาจสร้างผลกระทบต่อกระแสเงินทุรร แต่อย่างไรก็ตามยังคงมองไทยมีสถานะเศรษฐกิจและการเงินที่แข็งแกร่งเกือบมากที่สุดในกลุ่มน่าจะได้รับผลกระทบจากกระแสเงินไหลออกจำกัด   สำหรับตลาดเงินยังมีความผันผวนต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนครั้งใหม่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ    ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงแรก สอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับมีแรงขายเงินดอลลาร์ฯ รับรายงานข่าวที่สหรัฐฯ และเม็กซิโกสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน    อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวออกมาดีกว่าที่คาด นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ และสัญญาณจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สะท้อนว่ามีการติดตามและเข้าดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน   โดยปิดตลาดในวันศุกร์ที่31 ส.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดที่ระดับ 32.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 ส.ค.)   ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสำหรับสัปดาห์วันที่ 3-7 ก.ย.ขยับตัวไม่มาก โดนเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ     โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่สัญญาณความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ และประเทศคู่ค้า ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)    ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลตลาดแรงงาน ประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ค่าจ้าง และตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการเดือนส.ค. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน รายจ่ายเพื่อการก่อสร้างเดือนก.ค.    ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ของยุโรป จีน และญี่ปุ่นในเดือนส.ค.   ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์ก ในช่ตลาดวงปิดคืนวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่นักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้ารายใหญ่   ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 1.1604 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1664 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2961 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3012 ดอลลาร์ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7184 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7256 ดอลลาร์สหรัฐ   ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.01 เยน จากระดับ 111.04 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9693 ฟรังก์ จากระดับ 0.9694 ฟรังก์   ทั้งนี้ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร, ปอนด์ และออสเตรเลีย หลังจากที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นแตะระดับ 96.2 ในเดือนส.ค. และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 95.5   ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้ในอนาคต และมองว่าตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ   ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล   อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้ารายใหญ่ โดยตัวแทนเจรจาการค้าของแคนาดาได้ออกมายอมรับว่ายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ฉบับใหม่กับสหรัฐ   ขณะที่ตลาดทองคำได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนหันมาซื้อสัญญาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้ารายใหญ่ โดยนอกเหนือจากการที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ฉบับใหม่แล่ว   นักลงทุนก็ยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ หลังจากสื่อต่างประเทศหลายแห่งซึ่งรวมถึงสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ปธน.ทรัมป์ต้องการเดินหน้าตามแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าของจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ ทันทีที่มาตรการดังกล่าวได้ข้อสรุปจากการทำประชาพิจารณ์จากภาคส่วนต่างๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้   มาถึงข่าวคราวในรอบสุดสัปดาห์ ข่าวแรกใครว่าเศรษฐกิจจีนไม่ดี !!   บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีนส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ   บริษัท วินด์ อินโฟ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูล เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีนจำนวน 3,539 แห่งได้เปิดเผยรายงานทางการเงินประจำครึ่งปีแรก โดย 65.6% มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น และกว่า 54% เผยว่ามีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกิน 10% เมื่อเทียบรายปี   นอกจากนี้ บริษัท 76.7% เผยว่ามีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก โดย 57.2% มีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเกิน 10% เมื่อเทียบรายปี   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 6.8% ในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจตลอดปีนี้ไว้ที่ 6.5%   ขณะที่อินเดียก็มีข่าวดีเช่นกัน รัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวสูงถึง 8.2% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา   นายฮัสมุค แอดเฮีย รมว.คลังอินเดีย กล่าวว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นการแสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปทางโครงสร้าง เช่น การปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ ได้เริ่มส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ   แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณไม่ดีเกิดขึ้นในเอเซียเช่นกัน “ฟิลิปปินส์”ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งกำลังประสบปัญหาความผันผวนจากเงินทุนไหลออก เผยหนี้พุ่งทะลุ 1.32 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนก.ค.   กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า หนี้ค้างชำระของฟิลิปปินส์อยู่ที่ระดับ 7.04 ล้านล้านเปโซ (ราว 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ สิ้นเดือนก.ค. 2561 อันเป็นผลมาจากการกู้ยืมทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ   ตัวเลขหนี้สินดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2.740 หมื่นล้านเปโซ (ราว 504 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือ 0.4% จากระดับ 7.02 ล้านล้านเปโซ (ราว 1.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ สิ้นเดือนมิ.ย.   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จากหนี้สินทั้งหมดนั้น 34.68% เป็นการกู้ยืมจากต่างประเทศ และ 65.32% เป็นการกู้ยืมภายในประเทศ   หนี้จากการกู้ยืมในประเทศอยู่ที่ระดับ 4.6 ล้านล้านเปโซ (ราว 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ สิ้นเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นเดือนมิ.ย.ส่วนหนี้จากการกู้ยืมจากต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 2.443 ล้านล้านเปโซ (ราว 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ สิ้นเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นเดือนมิ.ย.   ฟากฝั่งอังกฤษ การตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรป หรืออียู ยังเป็นปัญหาตามหลอนเศรษฐกิจเมืองผู้ดี นายกฯอังกฤษยืนยันไม่มีการทำประชามติ Brexit รอบสอง   นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ กล่าวในวันเสาร์ว่าจะไม่มีการทำประชามติ Brexit รอบสอง โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการทรยศต่อความเป็นประชาธิปไตยของอังกฤษอย่างรุนแรง   ผู้นำอังกฤษเขียนบทความลงในเว็บไซต์เดลี่เทเลกราฟเมื่อวันเสาร์ว่า "รัฐบาลชุดนี้จะเติมเต็มการตัดสินใจของชาวอังกฤษด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่า อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มี.ค.ปีหน้า เรากำลังสร้างอังกฤษที่แข็งแกร่งขึ้นและประสบความสำเร็จด้วยตนเองเพื่ออนาคต"   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายกฯอังกฤษแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถทำข้อตกลงที่เป็นผลดีต่ออังกฤษได้ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าอังกฤษพร้อมออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง (Brexit with no deal) หากจำเป็น   และอย่างที่กังวลกันทั่วโลก !สงครามการค้ายังดำเนินต่อไป ประธานาธิบดี “ทรัมป์” ของสหรัฐ เผย ไม่มีความจำเป็นทางการเมือง ที่ต้องเก็บแคนาดาไว้ในข้อตกลง NAFTA ฉบับใหม่   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวในวันเสาร์ว่า "ไม่มีความจำเป็นทางการเมือง" ที่ต้องเก็บแคนาดาไว้ในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ฉบับใหม่   "หากไม่ได้ข้อตกลงที่ยุติธรรมสำหรับสหรัฐ หลังจากที่เราถูกเอาเปรียบมาตลอดหลายสิบปี แคนาดาก็ต้องออกไป" ทรัมป์ระบุในทวีต ถือเป็นการขู่ฉีกข้อตกลงการค้าเสรีไตรภาคีที่มีมานาน 24 ปี   "เราเคยดีกว่านี้มากตอนที่ยังไม่มี NAFTA เราไม่ควรทำข้อตกลงตั้งแต่แรก และเราจะทำข้อตกลงฉบับใหม่หรือย้อนกลับไปก่อนที่จะมี NAFTA"   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐและแคนาดาประสบความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลง NAFTA ฉบับใหม่ ตามกำหนดเส้นตายที่ผู้นำสหรัฐระบุไว้ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งกันในการเจรจา โดยสหรัฐพยายามกดดันให้แคนาดายอมรับข้อตกลงเบื้องต้นที่สหรัฐทำกับเม็กซิโกก่อนหน้านี้ แต่แคนาดายืนยันว่าจะลงนามในข้อตกลงที่เป็นผลดีกับประเทศเท่านั้น   ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดา หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ได้   ขณะที่ สหภาพยุโรป EU ขู่ตอบโต้สหรัฐสาสม หากทรัมป์กลับคำสัญญาที่ว่า จะไม่เรียกเก็บภาษีรถยนต์ยุโรป   นายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวว่า สหภาพยุโรป (EU) จะตอบโต้สหรัฐอย่างสาสม ถ้าหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับคำสัญญาของเขาที่ระบุว่าจะไม่เรียกเก็บภาษีรถยนต์จากยุโรป   นายยุงเกอร์กล่าวว่า EU จะไม่ให้ผู้ใดมาบงการนโยบายการค้าของ EU ซึ่งถ้าหากสหรัฐตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษีต่อรถยนต์ยุโรป EU ก็จะตอบโต้สหรัฐเช่นเดียวกัน   ปธน.ทรัมป์ได้ปฏิเสธข้อเสนอจากนางเซซิเลีย มัลม์สตรอม หัวหน้าคณะกรรมาธิการการค้าของ EU ที่ระบุว่า EU พร้อมที่จะยกเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐ ถ้าสหรัฐทำเช่นเดียวกัน   "เราพร้อมลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าทุกประเภทลงจนถึง 0% ถ้าหากสหรัฐทำเช่นเดียวกัน" นางมัลม์สตรอมกล่าวต่อรัฐสภายุโรป ขณะที่ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ดีพอ   นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวว่า นโยบายการค้าของ EU แย่พอๆกับของจีน   ทั้งนี้ ข้อเสนอของนางมัลม์สตรอมถือว่าไปไกลเกินกว่าข้อตกลงในเดือนก.ค.ระหว่างปธน.ทรัมป์ และนายยุงเกอร์ ซึ่งระบุว่า สหรัฐและ EU จะดำเนินการเพื่อให้มีการยกเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่รถยนต์   ขณะนี้ สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถบรรทุกขนาดเบา และรถปิกอัพจากยุโรปในอัตรา 25% และเก็บภาษีรถยนต์ขนาดเล็ก 2.5% ขณะที่ EU เรียกเก็บภาษี 10% ต่อรถยนต์นั่งทุกประเภทจากสหรัฐ   พร้อมๆกับ วิกฤตเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ยังส่อเค้ารุนแรงขึ้น ค่าเงินเปโซอาร์เจนตินาทรุดลง 33.5% ในเดือนส.ค.   ค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินาทรุดตัวลงถึง 33.5% ในเดือนส.ค. โดยมีการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 38 เปโซต่อดอลลาร์ ข้อมูลจากธนาคารกลางอาร์เจนตินาระบุ ขณะที่ร่วงลงไปแล้วกว่า 45% เมื่อเทียบดอลลาร์ในปีนี้ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา และเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น 25.4% ในปีนี้   โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เงินเปโซได้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ส่งผลให้ธนาคารกลางอาร์เจนตินาต้องออกมาประกาศปรับเพิ่มเงินทุนสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ต้องฝากไว้ที่ธนาคารกลางในการคุมเข้มนโยบายการคลัง และพยุงค่าเงิน   นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 15% สู่ระดับ 60% จากเดิมที่ระดับ 45% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และชะลอการดิ่งลงของค่าเงินเปโซอาร์เจนตินา   การอ่อนค่าลงอย่างหนักของสกุลเงินเปโซ ทำให้ประธานาธิบดีเมาริซิโอ มาครี ของอาร์เจนตินาต้องออกมาเรียกร้องให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เร่งการเบิกจ่ายเงินกู้วงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่มีการอนุมัติก่อนหน้านี้ เพื่อรับมือกับวิกฤติการเงินในประเทศ   รับมือข่าวร้ายจากต่างประเทศให้ดี ขอให้ลงทุนให้ดี และได้ผลตอบแทนที่ดีตามมา!!

อ่านเพิ่มเติม