ข่าวเด่นเกาะกระแส

ลุ้นคดีรับจำนำข้าว-ค่าบาท

  สำรวจมุมมองของตลาดหุ้นไทย...และปัจจัยที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”   ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แม้ถูกขายทำกำไรบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ โดยดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดที่ระดับ 1,581.06 จุด เพิ่มขึ้น 0.48% จากสัปดาห์ก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นประมาณ 4.75% จากสัปดาห์ก่อน  โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 40,186.35 ล้านบาท    ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 558.48 จุด ลดลง 0.50% จากสัปดาห์ก่อน   ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ช่วยประคองตลาด โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสาร และหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ได้รับปัจจัยบวกจากราคาน ้ามันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นภายหลังจากการประชุม   กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปกและนอกโอเปก    อย่างไรก็ดี แรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาวและแรงถ่วงของหุ้นในกลุ่มส่งออกท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ   ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ก็ทำให้กรอบการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทยเริ่มจำกัดลงในช่วงปลายสัปดาห์   สำหรับสัปดาห์วันที่ 31 ก.ค.-4 ส.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่1,570 จุดและ 1,555 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,590 จุดและ 1,600 จุด ตามลำดับ    โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ตัวเลขงบการเงินไตรมาส 2/2560 ของบริษัทจดทะเบียน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญ ได้แก่ รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ เดือน ก.ค.    ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ อาทิ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2560 (เบื้องต้น) ของยูโรโซน ดัชนี PMI ของประเทศในแถบยุโรปและเอเชีย และผลการประชุมนโยบายการเงินของออสเตรเลีย   ด้านฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองว่า ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนกรอบแคบ หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รอบล่าสุดไม่สร้างความกังวลมากนัก   ขณะที่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ยังไม่เห็นเงินทุนเข้าตลาดหุ้นอย่างชัดเจน แต่การแข็งค่าของเงินบาทมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ส่วนประเด็นการปรับลดงบดุลของเฟด เชื่อว่าตลาดจะค่อยๆ ตอบรับประเด็นนี้ จนกว่าเฟดจะเริ่มต้นการปรับลดงบดุล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในเดือน ก.ย. หรือ ธ.ค. ที่จะถึงนี้   สำหรับสัปดาห์ 31ก.ค.-4 ส.ค.นั้น คาดหุ้นไทยจะยังคงแกว่งตัวกรอบแคบ แต่ให้ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยในวันที่ 1 ส.ค. จะมีแถลงข่าวจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินในวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งเชื่อว่าประเด็นการเมืองจะกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง    ด้านกลยุทธ์ ตราบใดที่ดัชนีฯ ยังไม่หลุด 1,560 จุด ยังสามารถเก็งกำไรได้ แต่หากดัชนีฯ มีจังหวะขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,590 จุด เน้นขายทำกำไรก่อน ส่วนแนวรับ 1,570 จุด   “สำหรับข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์นี้” ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐขั้นสุดท้ายของเดือนก.ค.ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 93.4 จากระดับ 95.1 ในเดือนมิ.ย.แต่ขยับขึ้นจากตัวเลขขั้นต้นที่ระดับ 93.1   ดัชนีคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจปรับตัวลงสู่ระดับ 80.5 จากระดับ 83.9 ในเดือนก่อนหน้า แต่ขยับขึ้นจากระดับ 80.2 ในรายงานขั้นต้น   มหาวิทยาลัยมิชิแกน ยังระบุถึง ดัชนีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 113.4 ในเดือนก.ค. จากระดับ 112.5 ในเดือนมิ.ย. และจากระดับ 113.2 ในรายงานขั้นต้น โดยดัชนีย่อยดังกล่าวเป็นตัวชี้วัดมุมมองของชาวอเมริกันที่มีต่อสถานะการเงินส่วนตัวของตนเอง   ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ของการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ปี 2560 ว่าอยู่ที่ระดับ 2.6%   วันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส ระบุถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2560 เช่นกัน โดยระบุว่าขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์   ย่างไรก็ตาม หากเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาส 2/2560 ขยายตัว 1.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่ระดับ 1.1% โดย GDP ไตรมาส 2/2560 ขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2544 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.6%   มาอีกฝั่งของมหาอำนาจ จีนยังคงพยายามแก้ไขความเสี่ยงของระบบการเงินท้องถิ่น    นายหลิว เหว่ย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จีนจะใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2560 นี้ พร้อมกับให้คำมั่นที่จะป้องกันและลดความเสี่ยงจากหนี้รัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงปราบปรามการออกพันธบัตรอย่างผิดกฎหมาย   นโยบายของจีนจะมุ่งเน้นไปที่การผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างฝั่งอุปทาน เพื่อรับประกันว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง ขณะที่ความเสี่ยงจากหนี้รัฐบาลท้องถิ่นของจีนนั้นโดยทั่วไปแล้วยังควบคุมได้ และจีนจะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการออกตราสารหนี้และกิจกรรมทางการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น   ขณะที่ “พี่ยุ่น” ญี่ปุ่นเผยอัตราว่างงานเดือนมิ.ย.ลดลงแตะ 2.8% การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2.3% แต่ดัชนี ราคาผู้บริโภค หรือCPI เดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้นเพียง 0.4%   ข่าวนี้สำหรับคนใช้ทวิตเตอร์  ราคาหุ้นของบริษัททวิตเตอร์ อิงค์ทรุดตัวลง 13% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังบริษัทเปิดเผยตัวเลขผู้ใช้บริการในไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ แม้มีกำไรและรายได้สูงกว่าคาด   สุดท้าย เป็นเสียงเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ใากถึงทรัมป์ว่า การใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐ   โดยไอเอ็มเอฟ ระบุว่า การใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ส่งผลดีในวัฏจักรเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะขณะนี้เศรษฐกิจกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะการจ้างงานเต็มศักยภาพ    ดังนั้นเราจึงไม่แนะนำให้มีการใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลัง ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขหนี้ต่อจีดีพีมีความไม่ยั่งยืนมากขึ้น    การใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ จะทำให้ดอลลาร์มีมูลค่ามากกว่าความเป็นจริง และจะเกิดภาวะไม่สมดุลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์เสนอที่จะทำการปรับลดอัตราภาษี และใช้จ่ายงบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ   มาที่ตลาดการเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าทดสอบระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็ นระดับที่แข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2558 หรือ ประมาณ 2 ปี 3 เดือน    อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)สะท้อนว่า ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แม้ว่า เฟดจะส่งสัญญาณเตรียมปรับลดงบดุลในระยะใกล้ๆนี้ก็ตาม นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์อีกด้วย   ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราปิดตลาดในวันพฤหัสบดี (27 ก.ค.) ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   เทียบกับ 33.67 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (21ก.ค.)   สำหรับสัปดาห์สิ้นเดือน 31 ก.ค.-4 ส.ค. ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทว่าอาจจะแข็งค่าต่อเนื่องที่ 33.20-33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ทีถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ สถานการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯ และรายงานดัชนี PMI ของจีนยูโรโซน และสหรัฐฯ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำำคัญอื่นๆ ประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ยอดท าสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE)   ขณะที่นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กรอบเงินบาทวันจันทร์ที่ 31 ก.ค.จะอยู่ระหว่าง 33.20 - 33.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนกรอบทั้งสัปดาห์จะอยู่ระหว่าง 33.10 - 33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ   โดยปิดตลาดในคืนวันศุกร์ที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่ขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจในภูมิภาค   โดยเวลาประมาณ 21.40 น.ตามเวลาไทย เงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้น 0.3% สู่ระดับ 1.1709 ดอลลาร์สหรัฐฯ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.2% สู่ระดับ 1.3087 ดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยนปรับตัวขึ้นไม่ถึง 0.1% แตะที่ 111.22 เยน/ดอลลาร์

อ่านเพิ่มเติม