ดูดี...กว่าสัปดาห์ก่อน
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2561 เวลา 17:18 น.

 

สำรวจมุมมองตลาดหุ้น และตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์


ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยไปกับ “ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดสัปดาหที่ผ่านมา โดยดัชนีปิ ดที่ ระดับ 1,775.37 จุด ลดลง 2.02% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงประมาณ 4.18% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 73,139.86 ล้านบาท 

 

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 483.87 จุด ลดลง 2.75% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดสัปดาห์ จากแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ ประกอบกับมีแรงกดดันเพิ่มเติมช่วงปลายสัปดาห์ ในหุ้นกลุ่มพลังงานตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันโลก ขณะที่ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติก็ยังคงมีสถานะขายสุทธิหุ้น ไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นกดดันจากการปรับเพิ่มภาษีนำเข้า เหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ 

 

ขณะที่ตลอดสัปดาห์ช่วงวันที่ 12-16 มี.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า  ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่1,760 จุด และ 1,745 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,790 และ 1,800 จุด 


โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ประเด็นต่อเนื่องในเรื่องภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน เดือน ก.พ. และดัชนีการผลิตของเฟดฟิลาเดลเฟีย เดือนมี.ค. 

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีผลผลิตภาคอตุ สาหกรรมของยูโรโซน เดือนม.ค. และการลงทุนในสินทรัพย์ ถาวรของจีน เดือนก.พ.

 

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์วันที่ 12-16 มี.ค. คาดตลาดปรับตัวในทิศทางที่ีดีขึ้นรับกับการเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่างกฏหมายพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ทําให้กําหนดการเลือกตั้งเดือนกพ.ปี62 เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้

 

ขณะที่ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการปี 60 ของ 566 บริษัท รายงานกําไรสุทธิรวมที่ 9.9 แสน ล้านบาท เติบโต +8.9% บ่งชี้ ทิศทางในประเทศเป็นเชิงบวก

 

นอกจากนี้ ประเด็นทางฝั่งของสหรัฐฯที่เป็นตัวถ่วงตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลกในช่วงก่อนหน้าได้ผ่อนคลายลง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามมาตรการเรียกเก็บภาษีนําเข้าเหล็กและอลูมิเนียม แต่ยกเว้นให้แคนาดาและเม็กซิโก พร้อมส่งสัญญาณเปิดทางให้ประเทศอื่นๆสามารถเจรจากับสหรัฐฯเพื่อขอการยกเว้นภาษีดังกล่าวได้ คลายกังวลต่อความเสี่่ยงสงครามการค้า

 

ขณะเดียวกัน ตัวเลขขาดดุลการค้าสหรัฐฯเดือนมค.เพิ่มขึ้น  5.0% สู่ 56, 600 ล้านดอลลารร์สหรัฐฯ ทําจุดสูงสุดในรอบ 9 ปี เป็นตัวกดดันให้ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่าต่อเนื่องได้ในระยะกลาง-ยาว หนุนค่าเงินบาทแข็งค่า เพิ่ม Sentiment บวกต่อการลงทุนในไทย

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงคําแนะนําให้ถือหุ้น 65% ต่อเนื่อง โดยแนะนําให้ระมัดระวังหุ้นกลุ่มที่ปรับฐานแรงหลังขึ้นแรงก่อนหน้านี้ และ Valuation ตรึงตัว (กลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่มนิคม + กลุ่มนํ้ามัน ที่ให้ขายทํากําไรเล่นรอบ) ยังไม่แนะนําซื้อกลับเชิงกลยุทธ์ ยกเว้นAMATA ที่ราคาพักฐานและลุ้น Rebound กลับ

 

สําหรับกลยุทธ์ ให้เน้นหุ้นกลุ่มในประเทศ ที่อิงการลงทุนรอบใหม่และการบริโภคจากความชัดเจนในการเลือกตั้ง ค้าปลีก(CPALL, M, JUBILE, HMPRO, TOA, MONO) กลุ่ม Defensive (BH, BDMS) Bottom play (AMATA STEC BANPU) Seasonal (SNC) และกลุ่มปิ โตรเคมี (IVL- IRPC + เก็งกําไร PTL- AJ) และกลุ่มที่ FTSE นําเข้าใหม่(SCC, M)


ขณะเดียวกัน จากการรติดตามข่าวสารในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาของ “ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น” 

 

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นปิดที่ระดับเหนือ 25,000 จุด เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ตามเวลาประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา 

 

ขานรับข้อมูลตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า เขาจะยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นสองประเทศคู่ค้าในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA)

 

โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,335.74 จุด เพิ่มขึ้น 440.53 จุด หรือ 1.77% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,560.81 จุด เพิ่มขึ้น 132.86 จุด หรือ1.79% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,786.57 จุด เพิ่มขึ้น 47.60 จุด หรือ1.74%

 

โดยตัวเลขที่มีผลต่อการลงทุน คือ ตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือน ก.พ. โดยพุ่งขึ้น 313,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี

 

ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 4 เซนต์/ชั่วโมง หรือ 0.15% โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.2% สู่ระดับ 26.75 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบรายปี

 

นอกจากนั้น ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า จะยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 25% และอลูมิเนียม 10% จากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นสองประเทศคู่ค้าในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) 

 

นอกจากนั้น ยังส่งสัญญาณยกเว้นภาษีให้กับประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดสงครามการค้า หากประเทศเหล่านี้เจรจาและสามารถตกลงกับสหรัฐได้ว่าสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมของพวกเขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ

 

แต่สำหรับข่าวที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตกลงที่จะพบปะกับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ภายในเดือน พ.ค.นี้ หลังจากที่นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้แสดงเจตจำนงในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในระหว่างการหารือร่วมกับคณะผู้แทนเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่มีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก อาจจะเพราะตลาดยังไม่เชื่อมั่น


ต่อที่ตลาดเงินบาท ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ของสหรัฐฯ 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากนายแกรี่ โคห์นหัวหน้าที่ปรึกษา ฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวประกาศลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 

 

วันศุกร์ที่9 มี.ค.ที่ผ่านมา ปิดตลาดเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับ 31.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จา ระดับ 31.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 มี.ค.)


 
ส่วนสัปดาห์ช่วงวันที่ 12-16 มี.ค. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.30-31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  โดยอาจต้องจับตาทิศทางตลาดต่างประเทศในช่วงต้นสัปดาห์ ว่าตอบรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯอย่างไร

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะรายงานเพิ่มเติมระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ริโภค ดัชันีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีการนำเข้า-ส่งออก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านในเดือน ก.พ. ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีความเชื่อมั่น  ผู้บริโภคเดือนมี.ค. ตลอดจนตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนม.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศ 

 

ทั้งนี้ ข่าวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า สกุลเงินดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจากตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานในเดือนก.พ.ที่เพิ่มขึ้น 4 เซนต์ต่อชั่วโมง หรือ 0.15% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.2% สู่ระดับ 26.75 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวช้าลง ทำให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลหลัก


อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.พ. โดยพุ่งขึ้น 313,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี ซึ่งถือเป็นด้านบวกของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ


สำหรับข่าวคราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดศึกกีดกันทางการค้า 

 

รมว.พาณิยช์จีนเผยไม่ต้องการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ แต่พร้อมทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

 

โดยนายจง ซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวด้วยว่า สงครามการค้าไม่ทำให้ใครเป็นผู้ชนะ ทิ้งไว้แต่ความหายนะสำหรับสองชาติและทั่วโลก

 

ขณะที่ นโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ  ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของทุกประเทศในโล ล่าสุด ประธานเฟดบอสตัน ออกมาหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้

 

นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตัน กล่าวสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยมองว่าการปรับลดภาษี และการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐ รวมทั้ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐต่อไป

 

นายโรเซนเกรนระบุว่า เฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างประจำ และอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดวัฏจักรเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูและซบเซา ขณะที่ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลงทำให้เกิดแรงผลักดันให้เงินเฟ้อและค่าจ้างดีดตัวขึ้น

 

"เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน ผมจึงมองว่าเป็นการเหมาะสมสำหรับเฟดที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจจะมากกว่า 3 ครั้งในปีนี้"