ภท.สวิงสวายรอตีตั๋วรถไฟรัฐบาล
วันที่เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ.2561 เวลา 09:58 น.

 

กติการัฐธรรมนูญ 60 เอื้ออำนวยพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก ตีปีกกันพั่บๆ แนวโน้มไม่มีเล็กลง มีแต่ขยายขนาดเพิ่มขึ้นๆ 

 

พรรคภูมิใจไทย ตามศักยภาพจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถือเป็นพรรคขนาดกลางค่อนใหญ่ เป็นพรรคลำดับ 3 รองจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ มีปริมาณ ส.ส.ในมืออยู่ 30-40 คน 

 

เป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญสุดๆ ในอนาคต และมีแนวโน้มสูงจะได้ที่นั่งส.ส.มากกว่าเดิม

 

ขณะเดียวกัน ยังเป็นพรรคที่มี “กระสุนดินดำ” พร้อมพรั่งชุกชุมด้วยนักการเมืองประเภทเหลี่ยมคูจัดจ้าน ถ้าได้มาเป็นกำลังสำคัญจะสามารถต่อกรเสือ สิงห์ กระทิง แรด ในรัฐสภาได้ระดับหนึ่งทีเดียว!!

 

ช่วงนี้เงียบๆ อึมครึมไป ทิศทางก้าวเดินจะไปทางไหน ตกลงปลงใจกับ “ท็อปบูต” จริงอย่างที่หลายคนเข้าใจหรือไม่ ยังไม่แจ่มชัดนัก 

 

ระยะหลัง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์แปลกแปร่ง พร่ำพูดถึงประชาธิปไตย เหน็บแนมติติงทหาร สอดคล้องกับท่าทีพรรคเพื่อไทยอยู่บ่อยๆ

 

แต่กระนั้น “เสี่ยเน” เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมีของพรรค ที่ว่ากันว่ายังเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง หลบฉากการเมืองอยู่สนามฟุตบอล ทำหน้าที่ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แสดงท่าทีชัดเจนหลายครั้งหลายครา ว่าสนับสนุน คสช.เต็มที่ไม่มีเหนียม 

 

ระดับ “หัว” สูงสุดภายในพรรค เล่นดนตรีคนละคีย์ ร้องคนละเพลง “ภูมิใจไทย” จะเอาไงแน่?

 

ล้วงควักเข้าไปภายในร่องรอยความขัดแย้งในพรรคมีอยู่จริง “เสี่ยหนู-เสี่ยเน” เห็นไม่ตรงกันหลายเรื่อง “เนวิน” ยังแสดงความเป็นเจ้าของพรรคอยู่ตลอดเวลา มอง “เสี่ยหนู” เป็นแค่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ ในฐานะนายทุนเงินถุงเงินถัง เอาพรรคไปฝากผีฝากไข้เท่านั้น ไม่ใช่ยกพรรคให้รับสัมปทานเอาไปทำนู่นทำนี่ตามอำเภอใจทั้งหมด 

 

หลายกรรมหลายวาระช่วงก่อนยุบสภา ที่ “เจ้าพ่อซิโนไทย” ในฐานะหัวหน้าพรรคตามนิตินัย สั่งให้ลูกพรรคโหวตตามมติที่ประชุม แต่สุดท้ายพลิกออกมาอีกแบบ ตามเกมที่ “เนวิน” หัวหน้าพรรคตามพฤตินัย ส่งสัญญาณไปอีกแบบในภายหลัง

 

บ่อยครั้งที่ “เสี่ยหนู” และ “เนวิน” ขุ่นข้องหมองใจกัน “เสี่ยหนู” ไปเออออห่อหมกโดยพลการหลายเรื่อง สร้างความเดือดดาลให้ “คนโตบุรีรัมย์” ไม่น้อย เลยมีคิว “เจาะยาง” สั่งสอนกันเองให้เห็นบ่อยๆ 

 

สำหรับ “เนวิน” ภูมิใจไทยคือ พรรคที่ตัวเองก่อตั้งมากับมือ ย่อมไม่พอใจหากถูกมองเป็นแค่หัวหลักหัวตอ 

 

แต่ความคิดคนอย่าง “เสี่ยหนู” เป็นอีกแบบ ในเมื่อให้ตัวเองดูแล แถมเป็น “ทุนใหญ่” ก็ควรจะต้องมีอำนาจเต็ม

 

ครั้งหนึ่ง “เสี่ยหนู” ถึงกับร่ำไห้ ในวันคล้ายวันเกิดเมื่อปี 59 ตัดพ้อว่า “ตัวเองใช้ทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อทำให้พรรคเจริญก้าวหน้า จะไม่มีใครมาแอบอ้างเป็นเจ้าของพรรคได้แล้ว หรือจะยอมเป็นนอมินีให้ใคร จะเป็นตัวของตัวเองเพื่อส่วนร่วม”

 

จังหวะทิ้งทุ่นระเบิดดอกนั้น กระทบชิ่งใครอื่นไม่ได้นอกจาก “เนวิน” 

 

แต่สุดท้ายตราบใดที่น้ำยังต้องพึ่งเรือ เสือยังพึ่งป่า “เนวิน” กับ “เสี่ยหนู” ก็ไม่มีทางจะแตกกัน!!

 

“เสี่ยหนู” มีเงินถุงเงินถัง ส.ส.มาอี๋อ๋อไถเงินกันเบิกบาน แต่เรื่องบารมีสั่งการนักการเมืองในค่ายยังต้องเป็นยี่ห้อ “เสี่ยห้อย”

 

กระนั้นประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็เลือกที่เบี่ยงตัวเองออกไป พึ่งทรัพยากรจาก “เจ้าพ่อซิโนทัย” ในการขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้ามากกว่า ไม่อยากเปลืองตังค์ ควักกันกางเกงขาด 

 

อาการขบเหลี่ยมเฉือนคมที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียงลักษณะ “พ่อแง่แม่งอน” ฝ่ายหนึ่งยังต้องการกุมสภาพพรรค ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการอิสระอย่างเบ็ดเสร็จในฐานะหัวหน้าตามกฎหมาย

 

“เนวิน” เองไม่ทิ้งพรรคแน่ แม้จะไม่ลงเลือกตั้ง แต่ก็ส่งน้องชายสุดที่รักอย่าง “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาเป็นเลขาธิการพรรค เพื่อถ่วงดุลอำนาจ และดูแลสมาชิก ไม่ได้ตัดขาดทิ้งร้างไปทั้งหมด

 

ด้าน “เสี่ยวิชัย” ทุนยักษ์ใหญ่อีกแห่งของพรรค แม้จะสนิทชิดเชื้อกับทั้งคู่ แต่ถ้าให้เลือกสุดท้ายอย่างไรก็ต้องอยู่กับ “เนวิน” เพียงแต่มันยังไม่มีอะไรถึงขั้นแตกหัก 

 

ฟาก “อ๊อดไซด์ไลน์” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผบ.ตร. ก็ยังไม่รู้จะเอายังไง หลังโดนประเด็นยืมเงิน 300 ล้านเข้าไปจนจุกถึงลำไส้ ออกตัวไว้ก่อน “ภูมิใจไทย” ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เป็นสไตล์นักการเมืองที่เข้าได้กับทุกฝ่ายเหมือนกัน ถึงเวลาฝ่ายไหนมีอำนาจ มีประโยชน์ก็โดดร่วมแจม 

 

“ภูมิใจไทย” วันนี้เป็นพรรคการเมืองที่เล่น “สองหน้า” ทางหนึ่ง “เนวิน” ดีลกับฝั่งทหาร ขณะที่อีกทาง “เสี่ยหนู” ไม่หักหาญน้ำใจพรรคเพื่อไทย ไม่เสี่ยงเลือกข้างแทงเต็งกับอนาคตที่ยังไม่แน่นอน 

 

ชั่วโมงนี้ พรรคนี้คือ“ธนกิจการเมือง”  ต้องทำธุรกิจ ต้องการรักษา “คอนเนกชั่น” เป็นเรื่องใหญ่สำคัญที่สุด 

 

ดังนั้นจำเป็นต้องเลือกจับขั้วกับฝ่ายมีอำนาจเท่านั้น!!!