ซึมๆ ขึ้นต่อไม่แรง
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2561 เวลา 18:31 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า

 

โดยดัชนีปิดที่ระดับ  1,703.82 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.82% ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 24.55% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 41,177.33 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 433.16จุด ลดลง 0.34% 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนในช่วงต้น สัปดาห์จากตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยไตรมาส 2/2561 ที่ออกมาดีกว่าคาด 

 

ประกอบกับ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันตลาดโลก ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและตลาด ในภาพรวม อย่างไรก็ดี กรอบการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทย เริ่มจำกัดลงในช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาทางการค้าที่ปราศจากข้อสรุประหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทย

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 27-31 ส.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,685 จุด และ 1,675 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,710 จุด และ 1,725 จุด 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สัญญาณการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการปรับน ้าหนัก ในดัชนี MSCI ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2561 รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนก.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่ ส าคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนส.ค. ของจีน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามา โดยแนวโน้มการลงทนในวันที่ 27-31 ส.ค.นี้ ตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งไซด์เวย์ 

 

โดยในช่วงปลายสัปดาห์จะมีงานไทยแลนด์โฟกัส ซึ่งน่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มากขึ้น

 

ส่วนบล.ทิสโก้ ยังคงมองว่าตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ว่าจะยังคงไม่สามารถกลับสู่ขาขึ้นได้ เนื่องจากขาดปัจจัยบวกสำคัญ

 

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น คงไม่ลงไปต่ำกว่าแนวรับที่ 1,685จุด จากแรงช้อนซื้อเก็งกำไร เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและโอกาสในการเลือกตั้งปีหน้า จะเป็นปัจจัยบวกทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงปลายปี

 

นอกจากนั้น ยังมีคาดหวังเชิงบวกจากการจัดงานไทยแลนด์โฟกัสวันที่  29- 31 ส.ค. ซึ่งตามปกติหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกโดยปรับขึ้นเฉลี่ยเกือบ 2% ในช่วงสองสัปดาห์หลังจัดงาน

 

ขณะเดียวกัน ให้ระมัดระวัง ผลกระทบ จากการ MSCI Rebalancing และให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของแบงก์ชาติในวันที่31ส.ค. ด้านเทคนิคประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีกรอบแนวรับที่ 1,685จุด และแนวต้านที่ 1,700จุด 

 

สำหรับฝั่งตลาดการเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์ก ในช่วงปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ส่งสัญญาณว่าเฟดจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นมาเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1625 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1536 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับค่าเงินปอนด์ อังกฤษ ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2847 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2814 ดอลลาร์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.20 เยน จากระดับ 111.29 เยน ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.55% แตะที่ระดับ 95.1468 เมื่อคืนนี้

 

สำหรับค่าเงินบาทของไทย เงินบาทปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 32.74/76 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากเช้า ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวันนี้ปริมาณเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรค่อนข้างมากถึงระดับหมื่นล้าน

 

ขณะที่นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ มองว่า ในสัปดาห์วันที่ 27-31 ส.ค.นี้ เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.60 - 32.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย ประเมินความเคลื่อนไหวของเงินบาท ในช่วงสัปดาห์วันที่ 27-31 ส.ค.นี้ส่า อยู่ที่ 32.60-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ท่ีรายงานเศรษฐกิจการเงินของไทยในเดือน ก.ค. โดยธนาคารแห่งประเทศๆไทย (ธปท.) สถานการณ์ค่าเงินหยวน และสัญญาณความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง สหรัฐและประเทศคู่ค้า 

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ในระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ยอดขายบ้านที่รอปิดการขาย รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่คำนวณจาก PCE/Core PCE Price Indices เดือนก.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนมิ.ย. และตัวเลขการขยายตัวของจีดีพี ประจำไตรมาส 2/61 

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลข PMI เดือนส.ค. ของจีน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมเศรษฐกิจประจำปีของเฟด ในเมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เขาคาดว่าเฟดจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เฟดมองหาจุดสมดุลในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป

 

"ตามที่รายงานการประชุมของเฟดระบุไว้ ถ้าหากว่ารายได้และการจ้างงานยังคงมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง การปรับขึ้นเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยของเฟดอย่างค่อยเป็นค่อยไปถือว่ามีความเหมาะสม" นายพาวเวลระบุ

 

นอกจากนี้ ประธานเฟดยังได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และคาดว่าเฟดจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อ โดยระบุว่า เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด ขณะที่การจ้างงานอยู่ในระดับสูง

 

นายพาวเวล ยังคาดการณ์ว่า การใช้จ่ายที่แข็งแกร่งของภาคครัวเรือน, ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ, การสร้างงานในระดับสูง, รายได้ที่เพิ่มขึ้น และการที่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวที่สดใสต่อไป

 

ด้านประธานเฟดคลีฟแลนด์ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้เป็น 2.75-3%

 

นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ โดยมองว่า นโยบายการคลังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในแง่ของการเพิ่มอุปสงค์" 

 

นอกจากนี้ นางเมสเตอร์ยังระบุว่า แผนการของเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นสิ่งที่มีความเหมาะสม

 

ขณะที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า เขาไม่ต้องการให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้

 

ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษกิจสหรัฐที่ออกมาดี ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โวทันทีว่า เศรษฐกิจสหรัฐในยุคของเขาดีกว่าที่ผ่านมา

 

โดยนายทรัมป์ ได้ทวีตข้อความ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงความยินดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ นับตั้งแต่ที่เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2559

 

"เศรษฐกิจของเรากำลังทำสถิติใหม่ในแทบทุกด้าน โดยอาจเป็นสถิติดีที่สุดเท่าที่ประเทศของเราเคยทำมา โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจได้พุ่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่การเลือกตั้ง ซึ่งโลกกำลังให้ความเคารพเราอีกครั้ง และบริษัทต่างๆกำลังโยกย้ายกลับมายังสหรัฐ" ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2559 ดัชนี S&P 500 ได้พุ่งขึ้นมากกว่า 33% ขณะที่ภาวะกระทิงได้ดำเนินต่อไป หลังจากเริ่มขึ้นในปี 2552 ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2512 และเศรษฐกิจมีการขยายตัว 4.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “เขาไม่ปลื้มต่อการที่นายพาวเวลปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเขาจะวิพากษ์วิจารณ์เฟดต่อไป หากเฟดยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”

 

ส่วนข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่สหรัฐมีข่าวดี การค้าโลกของเรายังไม่ ! เพราะผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สุดท้ายกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู 

 

โดยทำเนียบขาว ระบุว่า การเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนเป็นเวลา 2 วันได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยไม่มีความคืบหน้าที่สำคัญใดๆ

 

"เราได้เสร็จสิ้นการหารือ 2 วันกับเจ้าหน้าที่จีน โดยมีการแลกเปลี่ยนมุมมองในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีความเป็นธรรม, สมดุล และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน" นางลินเซย์ วอลเตอร์ส โฆษกทำเนียบขาว กล่าว

 

นางวอลเตอร์สกล่าวเสริมว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือกันเกี่ยวกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายถ่ายโอนเทคโนโลยี

 

ขณะที่ในด้านราคาน้ำมันโลก  ไทยออยล์ คาดสัปดาห์วันที่ 27-31 ส.ค.นี้ราคาน้ำมันดิบ WTI แกว่งในกรอบ 65-70 ส่วน Brent แกว่ง 72-77 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

 

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ (TOP) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส  (WTI) เคลื่อนไหวในกรอบ 65-70 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์  (Brent) เคลื่อนไหวในกรอบ 72-77 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

 

ปัจจัยที่น่าจับตามอง ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดิบจากอิหร่าน และเรียกร้องให้ทุกประเทศหยุดการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน นับตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.นี้เป็นต้นไป

 

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯคาดว่าจะปรับลดลง หลังโรงกลั่นคงอัตราการกลั่นในระดับสูงต่อเนื่อง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สำหรับสิ้นสุดวันที่ 17 ส.ค.ปรับตัวลดลงราว 5.8 ล้านบาร์เรล

 

ความต้องการใช้น้ำมันโลกคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก หลังสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง