มีสิทธิลุ้นระยะยาว
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เวลา 07:53 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปิดต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 

 

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (19-23 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวปลายสัปดาห์ แต่ยังปิดต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน โดยโดยสิ้นสัปดาห์ตลาดหุ้นไทย ปิดเพิ่มขึ้น 17.70 จุด ที่ระดับ 1,622.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.10% มูลค่าการซื้อขาย 37,016.22 ล้านบาท เทียบจากสัปดาห์ก่อน ลดลง 0.79% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.04% มาที่ 37,105.89 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.15% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 399.19 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายเกือบตลอดสัปดาห์ตามทิศทางของตลาดหุ้นในต่างประเทศ และความความกังวลต่อความไม่แน่นอนของการเจราจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยไตรมาส 3 ของปีนี้ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ก็กดดันบรรยากาศของตลาดในภาพรวม 

 

นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก เพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานด้วยเช่นกันอย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ รับข่าวที่สะท้อนถึงประเด็นความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

 

โดยสิ้นสัปดาห์ตลาดหุ้นไทย ปิดเพิ่มขึ้น 17.70 จุด ที่ระดับ 1,622.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.10% มูลค่าการซื้อขาย 37,016.22 ล้านบาท

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 26-30 พ.ย. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองดัชนีหุ้นไทย ว่ามีแนวรับที่ 1,610 จุดและ 1,600 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,635 จุดและ 1,650 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนนอกรอบการประชุมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุด 20 อันดับแรกของโลก ( G20) และถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2561 บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยอดขายบ้านใหม่ รวมถึงรายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค. 

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน พ.ย.ของจีนและญี่ปุ่น และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ บล.ธนชาต มองแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์วันที่ 26-30 พ.ย. ว่า ตลาดหุ้นไทยคงจะยังผันผวน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผลการตกลงของข้อตกลงกรณีการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)  ที่จะออกมา รวมทั้งติดตามการประชุม G20 นอกรอบที่มีประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

 

อย่างไรก็ดี หากมอง Valuation ของตลาดฯก็ถือว่าน่าสนใจลงทุนระยะยาวได้แล้ว โดยให้แนวรับ 1,600 จุด ส่วนแนวต้าน 1,630-1,652 จุด

 

ขณะที่ตลาดเงิน และค่าเงินบาทในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระตุ้นให้ตลาดบางส่วนเริ่มประเมินแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ในปีหน้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต่อมา โดยมีปัจจัยลบจากข้อมูลจีดีพีไตรมาส 3 ของไทยที่เติบโตน้อยกว่าที่คาด ประกอบกับมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม เนื่องจากตลาดยังคงรอความชัดเจนของข้อตกลง BREXIT และประเด็นทางการค้าของสหรัฐฯ และจีน

 

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ระดับ 33.03/07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.97/99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

เนื่องจากระหว่างวันทางฝั่งยุโรปมีการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)ภาคการผลิตและภาคบริการ เดือนพ.ย.ซึ่งออกมาต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี กดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ

 

โดยคาดว่า ต้นสัปดาห์วันที่ 26-30 พ.ย. เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.85 - 33.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสำหรับสัปดาห์วันที่ 26-30 พ.ย) ที่ 32.80-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

โดยตลาดอาจรอติดตามผลการหารือนอกรอบการประชุม G20 ในประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน, ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และผลการประชุมสุดยอดของผู้นำ EU ในประเด็นเรื่องข้อตกลง BREXIT

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย., ยอดขายบ้านใหม่, รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Indices, ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนต.ค., ดัชนีราคาบ้านเดือนก.ย., จีดีพีไตรมาส 3/2561 (Prelim) และบันทึกการประชุมเฟด 

 

ส่วนปัจจัยที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลเงินเฟ้อและจีดีพีของประเทศในฝั่งยุโรป และรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินเดือนต.ค.ของไทย

 

ทั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลของตลาดทุน และตลาดเงินตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สุดสัปดาห์เราได้รับข่าวดีที่ว่า ผู้นำสหภาพยุโรปเห็นพ้องรับข้อตกลง เบร็กซิท แล้ว

 

นายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานสภายุโรปเปิดเผยว่า ผู้นำสหภาพยุโรปหรือ EU ทั้ง 27 ชาติ เห็นพ้องผ่านข้อตกลงถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรหรือเบร็กซิทแล้ว เพียงไม่ถึงชั่วโมงหลังจากที่การประชุมสุดยอดผู้นำอียูเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ก่อนหน้านี้ประธานสหภาพยุโรปส่งสัญญาณว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม หลังจากที่นายกรัฐมนตรีสเปน คลายความเป็นกังวลเกี่ยวกับอนาคตของยิบรอลตาร์ 

 

อย่างไรก็ดีข้อตกลงเบร็กซิทยังต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาสหราชอาณาจักรอีกขั้น แต่สมาชิกสภาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงฉบับนี้

 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังทั้งสองฝ่ายเจรจาหารือกันเป็นเวลากว่า 18 เดือน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่สหราชอาณาจักรเริ่มดำเนินการตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน หลังผลการลงประชามติชี้ว่าประชาชนต้องการให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป เมื่อปี 2559 และตามกำหนดการ สหราชอาณาจักรจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 29 มีนาคม ปี 2562

 

นักลงทุนจับตากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งอาจปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียในเดือนหน้า โดยคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด และความต้องการที่มีแนวโน้มลดลงในขณะนี้

 

นายซูฮาอิล บิน โมฮัมเหม็ด ฟาราจ ฟาริส อัล มาสโรอี ประธานโอเปก และนายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการโอเปก กล่าวว่า สมาชิกโอเปกบรรลุฉันทามติที่จะสนับสนุนให้มีการปรับลดการผลิตน้ำมันในการประชุมวันที่ 6 ธ.ค. เพื่อสร้างความสมดุลต่อตลาดน้ำมัน

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และไม่แน่ใจว่า ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นได้จริงหรือไม่ 

 

โดยล่าสุด นายคาลิด อัล ฟาลีห์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ผลผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในเดือนนี้ น่าจะมากกว่ายอดการผลิตของเมื่อเดือนต.ค. ซึ่งอยู่ที่วันละ 10.6 ล้านบาร์เรล

 

นอกจากนั้น ยังมองด้วยว่าอุปสงค์น้ำมันจะหดตัวลงอีกในเดือนม.ค.ปีหน้าด้วย

 

สวนทางกับอุปทานน้ำมัน ที่นอกเหนือจะมีการผลิตในกลุ่มโอเปกแล้ว สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ยังเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้น 4.9 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 446.91 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

 

ขณะที่การผลิตน้ำมันของสหรัฐยังคงอยู่ที่ระดับ 11.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

เช่นเดียวกับ ด้านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงกว่าอุปสงค์ในปีหน้า ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต แต่การบริโภคน้ำมันถูกจำกัดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

 

IEA ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขการผลิตน้ำมันจากประเทศนอกกลุ่มโอเปกสู่ระดับ 2.4 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ และ 1.9 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า เทียบกับตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 2.2 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ และ 1.8 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า

 

ขณะที่การผลิตน้ำมันของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีก 2.1 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ และ 1.3 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า โดยขณะนี้สหรัฐผลิตน้ำมันได้มากกว่า 11 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

มาที่ตลาดเงินโลก การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงที่ผ่านมาสร้างความไม่พอใจให้ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างต่อเนื่อง และลุกลามไปถึง รมว.คลัง 

 

อย่างไรก็ตาม สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล  ว่าไม่ได้ไม่พอใจนายมนูชิน ที่ได้แต่งตั้งให้นายเจอโรม พาวเวล เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันยังพอใจผลงาน

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ทวีตข้อความว่า ตนยังพอใจและภูมิใจต่อผลงานของนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ปธน.ทรัมป์ ไม่พอใจนายมนูชิน ที่ได้แต่งตั้งให้นายเจอโรม พาวเวล เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

นอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุว่า ปธน.ทรัมป์ ยังไม่พอใจนายมนูชินจากเหตุความผันผวนในตลาดหุ้น และทัศนคติของนายมนูชินเกี่ยวกับมาตรการการค้าที่สหรัฐประกาศใช้กับจีนด้วย

 

ทรัมป์ ระบุในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า "พวกข่าวปลอมชอบเขียนข่าวในทางตรงกันข้าม อ้างแหล่งข่าวปลอม ๆ หรือไม่ก็อ้างพวกขี้อิจฉา แต่ข่าวพวกนี้ไม่ใช่เรื่องจริง พวกเขาไม่เคยมาถามผมเลย เพราะถ้าถามแล้วคงจะทำให้ข่าวล่ม”

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาวิจารณ์การทำงานของเฟดอยู่บ่อยครั้ง โดยล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ปธน.ทรัมป์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเฟดว่า เฟดเป็นตัวปัญหา และเขาต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

 

โดย ทรัมป์กล่าวผู้สื่อข่าวว่า "ผมอยากให้เฟดลดดอกเบี้ยลง ผมว่าดอกเบี้ยของเราตอนนี้สูงเกินไป และผมก็คิดว่าเรามีกำลังปัญหากับเฟดมากกว่าหน่วยงานอื่น ๆ"

 

ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ได้เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเฟดมาแล้วว่า เฟดถือเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดสำหรับเขา และตนเองวิตกกังวลว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

 

พร้อมกล่าวโจมตีเฟดอีกว่า "ผมมีปัญหากับเฟด โดยเฟดได้เสียสติไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีปัญหาอะไรถึงได้เดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี ไม่มีเหตุผลอะไรที่เฟดจะต้องทำอย่างนั้น ซึ่งผมไม่ชอบเลย”

 

ทั้งนี้ เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้งนับตั้งแต่ที่นายทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนม.ค.ปีที่แล้ว เทียบกับที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

 

เฟดได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งในปีนี้ และยังส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ โดยมีแนวโน้มว่า เฟดจะปรับขึ้นอีก 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับตลาด โดยมีนักลงทุนบางส่วนออกมาระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะสร้างความวุ่นวายให้กับตลาด และเป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 

มาต่อกันที่ความคืบหน้าของ“สงครามการค้า” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสร้างข่าวลบๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่สุดสัปดาห์นี้ก็มี “ข่าวดี” สำหรับเราบ้างเหมือนกัน  หลังจากผู้เชี่ยวชาญชี้อาเซียนส้มหล่นได้ประโยชน์จากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน

เบน แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา ระบุว่า สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะได้รับประโยชน์จากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

 

เบน แอนด์ โค ระบุว่า การทำสงครามการค้าได้ทำให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับโลกหันมาทบทวนแผนการตั้งโรงงานผลิตในจีน

 

นายซาติช ชานคาร์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของเบน แอนด์ โค กล่าวว่า อาเซียนจะได้รับผลกระทบทางลบในระยะใกล้ เนื่องจากเป็นฐานส่งออกสินค้าสำหรับสหรัฐ และสำหรับโลก

 

"สินค้าที่มีการส่งออกไปยังจีน ก่อนส่งต่อไปยังสหรัฐ จะได้รับผลกระทบ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอิเลคทรอนิคส์ แต่ในระยะยาว เรามั่นใจว่า อาเซียนจะเป็นฐานห่วงโซ่การผลิตสำหรับบริษัทที่ต้องการกระจายแหล่งผลิตออกจากจีน" นายชานคาร์กล่าว และเสริมว่า อาเซียนเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก

 

นายชานคาร์ระบุว่า แม้ว่าในอนาคต สหรัฐและจีนจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งทางการค้า แต่บริษัทต่างๆก็จะย้งคงหันมาตั้งโรงงานผลิตในอาเซียน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ได้เริ่มกระบวนการดังกล่าวแล้ว และพวกเขาก็มีประสบการณ์ที่ดีในการตั้งฐานการผลิตในไทยและเวียดนาม นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนและความเสี่ยง ถือเป็นแนวทางการทำธุรกิจที่ดี

 

แต่ละประเทศในอาเซียนมีจุดแข็งที่แตกต่างกันไป เช่น ไทยมีอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่ง ขณะที่เวียดนามเป็นแหล่งการผลิตสิ่งทอ และชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์นอกจากนี้ บริษัทต่างๆยังจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

 

นอกจากนั้น การเจรจาในเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า ยังมีความคืบหน้าต่อเนื่อง

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ยังได้ออกมาส่งสัญญาณว่า ทั้งสองผู้นำพร้อมที่จะประชุมร่วมกันในช่วงก่อนการประชุม G20 ที่กรุงบัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในสัปดาห์หน้า โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมากล่าวว่า "จีนต้องการทำข้อตกลงทางการค้า และเราก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง”

 

ขณะที่รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและเอื้อประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย พร้อมกล่าวว่า ตนเองหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ผ่านการเจรจา

 

จากโลกจริง มาสู่อีก 2 ข่าวในโลกออนไลน์ โดยข่าวแรกเป็น “เงินดิจิทัล” หรือคริปโตเคอเรนซี โดยจากมูลค่าตลาดเงินคริปโตฯ ที่เคยสูงมากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในขณะนี้มูลค่าวูบกว่า 80% หดหายเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเกรงว่าจะมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่

 

การร่วงลงอย่างรุนแรงของสกุลเงินดิจิทัลในระยะนี้ ได้ส่งผลให้มูลค่าตลาดลดลงสู่ระดับ 1.386 แสนล้านดอลลาร์ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว และทรุดตัวลงมากกว่า 80% หรือมูลค่าหายไปเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ที่พุ่งแตะระดับสูงกว่า 8.30 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปีนี้

 

การดิ่งลงของสกุลดิจิทัลได้รับผลกระทบจากรายงานที่ว่า เจ้าหน้าที่จะเพิ่มการตรวจสอบตลาดสกุลเงินดิจิทัล รวมทั้งการที่สกุลเงินบิตคอยน์ แคช ได้มีการแตกตัวออกเป็น 2 สกุลเงิน

 

บิตคอยน์ร่วงลงแตะระดับ 4,300 ดอลลาร์ จากที่เคยบิตคอยน์อยู่เหนือระดับ 10,000 ดอลลาร์ในเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว และทะยานขึ้นเกือบแตะระดับ 20,000 ดอลลาร์ในช่วงก่อนวันคริสต์มาส

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า แรงเทขายของบิตคอยน์ในระยะนี้เกิดจากปัจจัยทางเทคนิค และคำสั่งขายตัดขาดทุน หลังจากที่บิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 6,000 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางรายยังระบุว่า การดิ่งลงของบิตคอยน์เกิดจากการที่สกุลเงินบิตคอยน์ แคช ได้มีการแตกตัวออกเป็นสกุลเงิน"บิตคอยน์ เอบีซี" และ"บิตคอยน์ เอสวี" ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อตลาดสกุลเงินดิจิทัล

 

ขณะเดียวกัน บิตคอยน์ยังถูกกดดันจากการที่นายเบนัวต์ โคเออร์ สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวเตือนว่า บิตคอยน์เป็นการรวมตัวกันของภาวะฟองสบู่, กลโกงแบบแชร์ลูกโซ่ และเป็นหายนะด้านสิ่งแวดล้อม

 

ทางด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐกำลังสอบสวนว่า Bitfinex ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ได้จับมือ Tether Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และมีการออกสกุลเงิน Tether ทำการปั่นราคาบิตคอยน์หรือไม่

 

ขณะที่ค้าออนไลน์เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูสุดขีด “อะโดบี”เผยยอดขายออนไลน์ในสหรัฐฯ ในวันขอบคุณพระเจ้าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

อะโดบี อนาลิติค ซึ่งติดตามและวิเคราะห์ยอดขายทางออนไลน์ ระบุว่า ยอดขายทางออนไลน์ในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

อะโดบียังระบุด้วยว่า ยอดขายผ่านทางโทรศัพท์มือถือในวันขอบคุณพระเจ้าแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นวันแรกในปีนี้ที่ยอดขายแตะระดับดังกล่าว โดยมียอดขายมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วราว 8%

 

อะโดบียังคาดการณ์ว่า ยอดขายผ่านโทรศัพท์มือถือในวัน Black Friday จะพุ่งมากกว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์

 

ส่วนตลอดช่วงเทศกาลวันหยุดในสหรัฐ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย.และต่อเนื่องไปอีกประมาณ 1 เดือนนั้น อะโดบีคาดว่า ยอดขายทางออนไลน์จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.24 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

 

โดยข้อมูลดังกล่าวของอะโดบีได้จากการติดตามการทำธุรกรรมออนไลน์ของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดจำนวน 80 จาก 100 แห่งในสหรัฐฯ