มติครม.ประจำวันที่ 17 เม.ย.61
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ.2561 เวลา 14:13 น.

 

นายกฯตั้ง "สนธยา คุณปลื้ม" เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการเมือง ขณะที่ครม.ตั้ง "อิทธิพล คุณปลื้ม" เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยว

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้แต่งตั้งให้ นายสนธยา คุณปลื้ม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. เป็นต้นไป


ด้าน พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.ได้เห็นชอบแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยาเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และแต่งตั้งนายสันติ กีระนันทน์ อดีตรองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รมว.อุตสาหกรรม

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมครม.สัญจร จ.จันทบุรี ในระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.นั้น นายสนธยา หัวหน้าพรรคพลังชลได้นำทีมอดีต ส.ส.ไปพบกับคณะของนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งกลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งมีอดีต ส.ส.อยู่ในจังหวัดสุโขทัย ชัยนาท และราชบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีความพยายามรวบรวม อดีต ส.ส.เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองที่จะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

 

ครม.ตั้ง "ทศพร ศิริสัมพันธ์" นั่งเลขาฯ สภาพัฒน์

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (17 เม.ย.) อนุมัติแต่งตั้งนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แทนนายปรเมธี วิมลศิริ ที่จะโยกย้ายไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

ครม.ตั้ง"ประสงค์ พูนธเนศ" ปลัดคลัง - "เอกนิติ" ผงาดคุมสรรพากร


ครม.มติแต่งตั้ง นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นปลัดกระทรวงการคลัง แทนนายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ลาออกจากราชการหลังถูกโอนย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

นอกจากนี้ครม.ยังมีมติแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติฑัณประภาส จากผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร และแต่งตั้งนายประภาส คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐ และให้นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ

 

ครม.ทุ่มงบกว่า 903 ล้านลุยสร้างบ้านคนจนใกล้รถไฟฟ้า

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติการจัดทำที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าใน กทม.และปริมณฑล เส้นลำลูกกา คลองสอง เสนอโดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กระทรวงการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานในชุมชนที่มีสภาวะแวดล้อมเหมาะสมสำหรับผู้มีรายได้น้อย ถึงรายได้ปานกลางที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าในราคาที่รับได้ ซึ่งลำลูกกา คลองสองจะอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต –สะพานใหม่-คูคต) แบ่งเป็น 820 หน่วย วงเงินลงทุนรวมกว่า 903 ล้านบาท ส่วนที่หนึ่งที่จะเริ่มสร้างก่อนเป็นอาคารชุดสูง 4 ชั้น ขนาด 27 ตร.ม. จำนวน 280 หน่วย ราคาขายประมาณการไว้ที่ 8.68 แสนบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ ธ.ค.2561-พ.ค.2563 ส่วนที่สองเป็นอาคารชุด 4 ชั้นขนาด 27 ตร.ม. จำนวน 336 หน่วย ราคาประมาณ 8.91 แสนบาท  ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ ก.ย.2562-ก.พ.2564 อีกส่วนหนึ่งจะเป็นทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ขนาด 20 ตร.ว. จำนวน 22 หน่วย ราคาขาย 3.2 ล้านบาท ทาวเฮาส์ 3 ชั้น ห้องริม 28 ตร.ว.จำนวน 12 หน่วย ราคาขาย 3.53 ล้านบาท และบ้านแฝดเชิงอิสระ 2 ชั้น ขนาด 35 ตร.ว.จำนวน 170 หน่วย ราคาขาย 3.5 ล้านบาท ระยะเวลาการดำเนินการทั้ง 3 ส่วนนี้จะเริ่มตั้งแต่ ก.ค. 2563-ธ.ค.2564 จากการประเมินาราคาพบว่าอาคารสูง 4 ชั้น ราคาถูกกว่าท้องตลาด

 

“ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับมาว่าการตรวจสอบข้อมูลของผู้ซื้อจะต้องมาจากฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยมาร่วมพิจารณาด้วย และให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก”นายณัฐพรกล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารประกอบการประชุม ครม. มีข้อเสนอให้ กคช. กำหนดเงื่อนไขการซื้อและการทำสัญญาซื้อขายให้รอบคอบรัดกุม เพื่อป้องกันการไปขายต่อหรือการเก็งกำไรเอาไว้ด้วย  ทั้งนี้กระทรวงการคลังเห็นด้วยในการพัฒนาที่อยู่อาศัยดังกล่าว แต่ควรมีความรอบคอบและรัดกุมในเรื่องการจัดหาเงินงบประมาณต่างๆ สำหรับโครงการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตควรศึกษาความเป็นไปในการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน

 

ครม.มีมติเพิ่มบทลงโทษขายหวยเกินราคา ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท คุกไม่เกิน 1 เดือน

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2537 เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 11/2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอ เพิ่มบทลงโทษกรณีขายสลากกินแบ่งฯเกินราคา จากเดิมระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เป็นระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงเพิ่มโทษในความผิดกรณีขายสลากกินแบ่งฯในสถานศึกษา และ ขายสลากกินแบ่งฯแก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ทั้งนี้ การแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของ สนช. และตามกระบวนการแก้ไขกฎหมายตามลำดับ

 

ครม.ผ่านภาษีจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในปท.ควบรวม


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการภาษี ทั้งในส่วนของภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยดำเนินการควบรวมให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น และสามารถแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 600-1,4000 ล้านบาท แต่จะเกิดการชดเชยด้วยการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น เช่น การลงทุนปรับปรุงระบบคอร์แบงกิ้ง และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศประมาณ 3,000-7,000 ล้านบาทต่อรายที่ควบรวมกิจการ โดยสามารถใช้มาตรการนี้ได้ นับแต่เกิดการควบรวมจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.61


สำหรับมาตรการจูงใจดังกล่าวเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 59-63 ที่มีนโยบายหลักด้านหนึ่ง คือการสนับสนุนการเชื่อมต่อการลงุทนในภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบการเงินของไทย เพื่อให้สนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนและการเชื่อมโยงของประเทศในภูมิภาค โดยมีมาตรการเพื่อสร้างความพร้อมและลดอุปสรรคของสถาบันการเงินไทยในการขยายกิจการไปต่างประเทศ

 

ครม.เคาะ “ผ้าอนามัยชนิดสอด” เป็นเครื่องสำอาง!


คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ โดย สธ. เสนอว่า 1.เนื่องจากมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 กำหนดนิยาม “เครื่องสำอาง” หมายความว่า (1) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดกับส่วนภายนอกของร่างกายมนุษย์ และให้หมายความถึงการใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏหรือระงับกลิ่นกาย หรือปกป้องดูแลส่วนต่าง ๆ นั้นให้อยู่ในสภาพดี และรวมตลอดทั้งเครื่องประทินต่าง ๆ สำหรับผิวด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องแต่งตัว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย (2) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ หรือ (3) วัตถุอื่นที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสำอาง 

 

2.ปัจจุบันมีผ้าอนามัย 2 ชนิด คือ ผ้าอนามัยใช้ภายนอกและชนิดสอด ซึ่งผ้าอนามัยชนิดใช้ภายนอกถูกจัดเป็นเครื่องสำอาง เพราะมีวัตถุประสงค์การใช้เพื่อความสะอาดและใช้ภายนอกร่างกาย ส่วนผ้าอนามัยชนิดสอดมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อความสะอาด โดยต้องสอดเข้าไปในช่องเปิดของร่างกายซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ปรากฏว่าผ้าอนามัยชนิดสอด ไม่เข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางตามบทนิยามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 

 

3.ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้ใช้ สมควรกำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. .... ขึ้น โดย สธ.ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว 

 

4.ในคราวประชุมคณะกรรมการเครื่องสำอางเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง คือ 1. กำหนดบทนิยามคำว่า “ผ้าอนามัยชนิดสอด” หมายความว่า ผ้าอนามัยที่ใช้สอดใส่เข้าในช่องคลอด เพื่อดูดซับเลือดประจำเดือน (ระดู) และ 2.กำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง

 


ครม.เคาะมาตรการเพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย หวังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระดับอาเซียน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการ ร่าง พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ.... หรือมาตรการเพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย จะช่วยให้สินทรัพย์หลังการควบรวมมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารมีศักยภาพในการแข่งขันกับธนาคารในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (ปี 2559 – 2563) ของธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการสนับสนุนการเชื่อมการลงทุนในภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบการเงินไทยในการสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนและการเชื่อมโยงของประเทศในภูมิภาค

 

ทั้งนี้จะมี การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ รวมถึงค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารพาณิชย์ที่ควบรวมกัน หรือโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่กัน เพื่อช่วยธนาคารพาณิชย์ที่จะควบรวมกิจการด้วย โดยมาตรการนี้คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพากรประมาณ 600 – 1,400 ล้านบาท แต่ถูกจะชดเชยมาด้วยการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มเติมอีก อย่างน้อย 3,000-7,000 ล้านบาทและรายที่ได้ควบรวมกิจการระหว่างกัน