“พฤษภาขาลง”
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2561 เวลา 08:43 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์ ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปิดที่ระดับ 1,779.87 จุด ทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับปิดช่วงปลายสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ดี มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ปรับลดลง 11.00% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 54,690.63 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 488.45 จุด เพิ่มขึ้น 0.50% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยแรงหนุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร และแรงเเก็งกำไรผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2561ของบริษัทในหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ดี ดัชนีกลับมาปรับลดลงในช่วง

ปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลต่อผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน 

 

ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ขณะที่ในสัปดาห์วันที่ 7-11 พ.ค.บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวโน้มแก่วงตัวต่อไป โดยมีแนวต้านที่ 1,770 จุด และ 1,755 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ ที่1,800 จึด และ 1,810 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ การตอบสนองของตลาดต่อผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และการทยอยประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน งวดไตรมาส 1/2561 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน เม.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศในแถบยุโรป และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนเม.ย. ของจีน

 

ทัั้งนี้ สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ค. มักจะมีวลีหนึ่งที่มาควบคู่กัน คือ Sell on May หรือ “พฤษภาขาลง”ซึ่ง บล.เอเซียพลัส ประเมินตลาดหุ้น เดือนพ.ค.ว่า แนวโน้มของเดือน พ.ค.ปีนี้ก็เป็นไปตามคำกล่าวนั้น

 

บล.เอเซียพลัส ระบุว่าต่างชาติขายหุ้นไทยติดต่อกันมา 4 เดือนแล้ว ตั้งแต่ต้นปีในเดือน ม.ค. จนถึงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา  โดยเบ็ดเสร็จฝรั่งขายหุ้นไทยไปแล้วประมาณ 2,522 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อดูสถิติย้อนหลัง 5 ปี ในเดือน พ.ค.พบว่าต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3 ปี โดยดัชนีใน 3 ปีดังกล่าวปรับลงเฉลี่ย 0.62% 

 

โดย เดือน พ.ค.นี้ คาดว่านักลงทุนต่างชาติจะยังขายหุ้นไทยต่อ  เม็ดเงินมีโอกาสไหลไปยังตลาดตราสารหนี้มากขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 3% ต่อปี 

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงวันที่ 1-15 พ.ค.61 ยังมีหุ้นที่จะขึ้น XD กว่า 130 บริษัท ซึ่งจะมีผลให้ดัชนีลดลงได้  6.25 จุด  

 

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวผันผวน หลังประเด็นต่าง ๆ ในตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปตามคาด

 

ทั้ง ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ รอบล่าสุด เมื่อ 1-2 พ.ค. 61 เฟดยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ของช่วงที่เหลือของปีนี้ตามเดิม ขณะที่มองว่า กระแสเงินทุนยังไม่กลับเข้าหุ้นไทย และยังคงไหลออกต่อเนื่อง

 

ขณะที่แนวโน้มดัชนีฯ สัปดาห์วันที่ 7-11 พ.ค.ยังคงมีแนวโน้มผันผวน โดยการซื้อขายจะอิงกับการประกาศงบไตรมาสแรก ที่คาดว่าภาพรวมจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ดัชนีมีแนวโน้มขึ้นต่อได้จำกัด เนื่องจากกระแสเงินทุนยังไม่กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทย แต่กลับเห็นแรงขายออกมากดดันต่อเนื่อง

 

ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และการประกาศงบไตรมาสแรกที่เหลือ โดยประเมินแนวรับแรก 1,760 จุด แนวต้าน 1,800 จุด

 

ด้านเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา อ่อนค่าเข้าใกล้แนว 31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ นักลงทุนบางส่วนทยอยขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อปรับโพสิชันก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกทั้งหมด และกลับมาปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์สอดคล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับแรงหนุน หลังจากที่แถลงการณ์หลังการประชุมเฟด สะท้อนภาพแรงกดเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับเป้าหมายของเฟดในปีนี้

 

ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 4 พ.ค.ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ระดับ 31.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 31.59 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27เม.ย.)

 

ส่วนสัปดาห์วันที่ 7-11 พ.ค. ธนาคารกสิกรไทยประเมินความเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.50-31.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาด น่าจะอยู่ทีการตอบรับของตลาดต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และผลการเจรจาด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน 

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อที่สะท้อนจากดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนเม.ย.นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามขอ้มูลเศรษฐกิจเดือนเม.ย.ของจีนด้วยเช่นกัน 

 

ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY ประเมินว่า ในสัปดาห์วันที่ 7-11 พ.ค. คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.65-31.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับข่าวนน่าสนใจจากต่างประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ เริ่มที่ประเด็นร้อนๆ ที่ทุกฝ่ายจับตาต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ “สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ” ซึ่งไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร กังวลอย่างไร แต่คนนี้ไม่กังวล โดย “วอร์เรน บัฟเฟตต์”  ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า “สหรัฐ-จีน ไม่ทำสงครามการค้าจริงจัง”

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานและซีอีโอบริษัท เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ แสดงความคิดเห็นว่า ไม่น่าจะเกิดสงครามการค้าที่จริงจังระหว่างสหรัฐกับจีน

 

"ผมไม่คิดว่าทั้งสองประเทศจะทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นและนำไปสู่สงครามการค้าอย่างจริงจัง" นายบัฟเฟตต์กล่าวระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เมื่อวานนี้ "อาจมีการยึกยักกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วผลที่ออกมาไม่น่าจะเลวร้ายอะไร"

 

"โลกต้องพึ่งพาสหรัฐและจีนเพื่อความก้าวหน้า ขณะที่ทั้งสองประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ...สหรัฐและจีนจะเป็นมหาอำนาจของโลกไปอีกยาวนาน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ...เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความตึงเครียดบ้าง แต่โดยรวมทั้งสองประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย"

 

ขณะที่สื่อจีนเอง ก็รายงานว่า เจรจาการค้าสหรัฐส่งสัญญาณดีเช่นกัน แม้สองฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกันมาก

 

หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี ของทางการจีนรายงานว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เพิ่งปิดฉากลงเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ส่งสัญญาณในทิศทางที่ดี แม้ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่มาก

 

รายงานข่าวระบุว่า การเจรจาดังกล่าวประสบความสำเร็จด้วยดี เนื่องจากสหรัฐฯและจีนมีความเห็นตรงกันในการเดินหน้าหารือประเด็นการค้าต่อไป แทนที่ต่างฝ่ายต่างใช้มาตรการกีดกันการค้ากันเอง ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีแต่ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้า

 

การเจรจาครั้งนี้เป็นการวางรากฐานสู่การเจรจาครั้งต่อๆไป เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

 

ทั้งนี้ สื่อระบุว่า คณะเจรจาการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ได้ยื่นข้อเรียกร้องหลายประการต่อจีนเพื่อลดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ 

 

โดยรัฐบาลสหรัฐฯต้องการให้จีนลดตัวเลขการเกินดุลการค้ากับสหรัฐลง 2 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2563, ให้จีนยุติการให้เงินอุดหนุนต่ออุตสาหกรรมที่มีการระบุไว้ รวมทั้งยุติการใช้นโยบายที่สนับสนุนการถ่ายโอนเทคโนโลยี และยกเลิกการพุ่งเป้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ นอกจากนี้ สหรัฐยังขู่ว่าพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีนต่อไป หากจีนปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลง

 

ขณะที่ตัวแทนการเจรจาจากฝ่ายจีนได้เสนอที่จะลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ และเรียกร้องให้สหรัฐฯปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อการลงทุนของจีนในสหรัฯฐ โดยเฉพาะหากมีการพิจารณาประเด็นความมั่นคงของชาติ และให้สหรัฐฯยกเลิกการออกข้อจำกัดต่อการลงทุนของจีน

 

ส่วนการเจรจาช็อกโลกที่ทุกคนกำลังจับตามระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ นั้น ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ เตรียมพบผู้นำเกาหลีใต้ 22 พ.ค. ก่อนจะมีซัมมิต ทรัมป์-คิม ในเดือนต่อไป

 

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมพบปะกับนายมูน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 22 พ.ค. นี้ ก่อนที่การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนมิ.ย.

 

แถลงการณ์ระบุว่า ผู้นำสหรัฐและเกาหลีใต้จะหารือในเรื่องนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ เพื่อปูทางสู่การเจรจาให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์

 

ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ได้กำหนดวันและสถานที่สำหรับการประชุมครั้งประวัติศาสตร์กับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะมีการประกาศในไม่ช้า

 

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์อีกฝั่งหนึ่งของโลกยังคุกกรุ่น นักลงทุนกำลังจับตามองว่า สหรัฐฯจะใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่ออิหร่านหรือไม่ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีเวลาจนถึงวันที่ 12 พ.ค.นี้ ที่จะตัดสิจใจว่าว่าจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่านหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้จะส่งผลต่อตลาดน้ำมันดิบโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันโลก ได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีเวลาจนถึงวันที่ 12 พ.ค.ในการตัดสินใจว่าจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่านหรือไม่ 

 

โดยข้อตกลงฉบับนี้เกิดจากลงนามในปี 2558 ระหว่างอิหร่าน และกลุ่มประเทศ P5+1 ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ และเยอรมนี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ P5+1 ผ่อนปรนการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ในขณะที่อิหร่านจะต้องระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ปีที่แล้ว ปธน.ทรัมป์ประกาศไม่ให้การรับรองต่ออิหร่านในการปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ที่มีการทำไว้ในปี 2558 โดยระบุว่า อิหร่านไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว และมีการละเมิดหลายครั้งและทั้งนี้ หากปธน.ทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ก็จะปูทางให้สหรัฐทำการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันสู่ตลาด และจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น

 

ส่งท้ายด้วย ถ้อยคำของประธานเฟดแอตแลนตา หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 2-3 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยได้หนุนขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้

 

นายราฟาเอล บอสติค ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา กล่าวว่า เฟดควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แม้ว่ามาตรการปรับลดอัตราภาษี, การใช้จ่ายของรัฐบาล และแนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใส อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่านี้ก็ตาม

 

"ผมสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ แต่ผมก็เปิดกว้างต่อทั้งสองทิศทาง โดยเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในปีนี้ หรืออาจจะ 4 ครั้ง โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ"

 

นายบอสติค ยังคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับ 2% ในระยะกลาง

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ที่ระดับ 1.50-1.75% ได้แถลงการณ์หลังการประชุมระบุว่า เฟดจะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป และจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

โดยนักลงทุนมองว่า เฟดได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. จากข้อความที่ได้ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด และการปรับตัวของเศรษฐกิจได้สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้