จับตาเฟดประชุม-เงินนอกไหลกลับ
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 07:50 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่แล้ว ปรับตัวขึ้นในกรอบ 1,585-1,628จุด โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ คือการประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจนของ ก.ก.ต.สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน และเริ่มทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาในประเทศ

 

โดยมีปัจจัยลบจากตัวเลขการส่งออกที่ลดลงจากผลของสงครามการค้าที่เห็นผลชัดเจนมากขึ้น และยังไม่เห็นความคืบหน้าในการเจรจายุติสงครามการค้าที่ชัดเจน และตัวเลขยอดผู้ลงทะเบียนมาตรการช็อปช่วยชาติช่วงตรุษจีนที่ต่ำกว่าคาด ทำให้มองว่ามาตรการนี้ จะมีผลต่อการบริโภคไม่มาก

 

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ความเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นขาขึ้นในระยะสั้นได้อีกครั้ง ในสัปดาห์วันที่ 28 ม.ค.-1ก.พ. เพราะนักลงทุนมีความมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา 

 

โดยมีกรอบแนวต้านที่ 1,640 จุด และแนวรับที่ 1,610 จุด และมีโอกาสไปต่อ หากผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทจดทะเบียนออกมาดี 

 

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ วันที่ 28 ม.ค.-1 ก.พ.ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,610 จุด และ 1,600 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,630 จุดและ 1,645 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ในวันที่ 29-30 ม.ค.) นี้ สถานการณ์ชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ที่แม้ว่าในขณะนี้จะหยุดการซัตดาวน์ชั่วคราว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะเป็นอย่างไรในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้  รวมทั้งการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ตลอดจนผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราการว่างงาน และดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนม.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/61 และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนม.ค. ของประเทศในแถบยุโรป ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนม.ค. ของจีนและญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ยืนกรานเดินหน้าแผนสร้างกำแพงบริเวณชายแดนต่อ แม้ไฟเขียวยุติชัตดาวน์ชั่วคราวแล้ว

 

โดยข่าวที่ออกมาในช่วงสัปดาห์ ระบุว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ลงนามร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลับมาเปิดดำเนินงานอีกครั้ง และมีงบประมาณในการบริหารงานจนถึงวันที่ 15 ก.พ.

 

แต่อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงยืนกรานว่า สหรัฐฯจะยังคงสร้างกำแพงบริเวณชายแดนที่ติดกับเม็กซิโก และร่างกฏหมายงบประมาณชั่วคราวดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงงบประมาณในการสร้างกำแพงวงเงินกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น

 

และก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์พูดอย่างชัดเจนว่า ถ้าหากการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันประสบความล้มเหลว รัฐบาลก็จะปล่อยให้เกิดภาวะชัตดาวน์อีกครั้งในวันที่ 15 ก.พ. หรือปธน.ทรัมป์อาจใช้อำนาจประธานาธิบดีประกาศภาวะฉุกเฉิน และออกกฎหมายอนุมัติงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส

 

ฝั่งตลาดการเงิน ธนาคารกสิกรไทยคาดการณ์เงินบาทสัปดาห์วันที่ 8 ม.ค.-1 ก.พ.โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.50-31.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่รายงานเศรษฐกิจการเงินเดือนธ.ค. และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนม.ค.

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 29-30 ม.ค.นี้ ภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน สถานการณ์การออกจากสหภาพยุโรป (BREXIT)  ของอังกฤษ และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนม.ค.ของสหรัฐฯ และประเทศชั้นนำอื่นๆ ของโลก

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนธ.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

 

นักค้าเงิน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ระบุว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดสิ้นสัดาห์ที่ผ่านมา ที่ระดับ 31.66-31.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  โดยยังไม่มีปัจจัยใหม่กระทบจิตวิทยาการลงทุน

 

ขณะที่ สัปดาห์หน้าจะมีตัวเลขของสหรัฐฯ อาทิ ตัวเลขภาคการบริโภคในช่วงวันอังคาร ทำให้คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 31.60-31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในการประชุมสัปดาห์นี้นั้ย เจ้าหน้าที่เฟดจะทำการตัดสินใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการยุติการปรับลดการถือครองพันธบัตรในงบดุลของเฟด ในการประชุมครั้งนี้ และปัจจัยดังกล่าวเนื่องจากจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเฟดจะคุมเข้มนโยบายการเงินนานเท่าใด

 

ทั้งนี้ เฟดได้เริ่มการปรับลดงบดุลในเดือนต.ค.2560 ซึ่งขณะนั้นงบดุลของเฟดมีมูลค่าสูงกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนกังวลว่าการปรับลดงบดุลของเฟดจะเป็นปัจจัยกดดันตลาด

 

โดยในการปรับลดงบดุลนั้น เฟดจะปล่อยให้พันธบัตรจำนวนหนึ่งครบกำหนดอายุโดยไม่มีการนำรายได้ไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ ซึ่งวงเงินการปรับลดงบดุลสูงสุดคือ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน ส่วนเมื่อเดือนที่แล้ว เฟดได้ปรับลดงบดุล 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่วงเงินการปรับลดงบดุลทั้งหมดของเฟดอยู่ที่ระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่นายสเตฟเฟน ไซเบิร์ต โฆษกรัฐบาลเยอรมนี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังรอข้อเสนอจากอังกฤษเกี่ยวกับการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่รัฐบาลอังกฤษหวังได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

 

นายไซเบิร์ตยังกล่าวว่า เยอรมนีกำลังดำเนินการเพื่อให้อังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นระเบียบ เนื่องจาก Brexit ที่ไร้ระบบระเบียบจะไม่เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

 

ทั้งนี้ รัฐสภาอังกฤษมีกำหนดทำการอภิปราย และลงมติต่อแผน Brexit ฉบับใหม่ของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในวันที่ 29 ม.ค. หลังจากที่ได้คว่ำร่างข้อตกลงก่อนหน้านี้ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

 

ด้านเศรษฐกิจจีน ล่าสุด Nielsen เปิดเผยรายงานการวิจัย ระบุว่า ดัชนีวัดความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีนขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4 ปี 2561 เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีแนวโน้มผู้บริโภคของจีนในไตรมาส 4 อยู่ที่ 113 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้น 1 จุดจากไตรมาส 3 โดยดัชนีดังกล่าวใช้วัดมุมมองที่มีต่อแนวโน้มของการจ้างงาน สถานภาพการเงินส่วนบุคคล และความเต็มใจในการจับจ่ายใช้สอย และดัชนีที่อยู่เหนือหรือต่ำกว่าระดับ 100 บ่งชี้ถึงมุมมองที่เป็นบวกและลบของผู้บริโภค

 

ทั้งนี้ แอนดี้ จ้าว ประธาน Nielsen China กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วมากมาสู่การขยายตัวอย่างการขยายตัวอย่างมีคุณภาพในระดับสูงในปี 2561 เนื่องจากนโยบายที่เอื้ออำนวยด้านการค้า บริษัทเอกชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

 

ขณะที่สถานการณ์ในจีนขณะนี้ อยู่ในช่วงของการเดินทางขนานใหญ่ของชาวจีน เพื่อกลับบ้านไปฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือเทศกาลตรุษจีน ซึ่งมีจำนวนผู้เดินทางที่มากที่สุดในโลก โดย 7 วันแรกของเทศกาล พบว่าจำนวนผู้เดินทางมากกว่าปีที่ที่ผ่านมา 

 

โดยการรถไฟจีนต้องเตรียมรถไฟถึง 10 ล้านเที่ยว เพื่อรองรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะสายปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย์ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุกและมณฑลชานตง 

 

ในส่วนของเครื่องบิน ในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวมีเที่ยวบินบริการผู้โดยสารถึง 1.8 ล้านเที่ยวบิน โดยเฉพาะการบินระหว่างไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่จีน ต้องเพิ่มอีกเครื่องบินอีกกว่า 600 ลำ เพื่อรองรับผู้โดยสาร

 

ส่วนการเดินทางทางรถยนต์  ทางหลวงหลายสายในมณฑลจี้หลิน ถูกสั่งปิดชั่วคราวเนื่อง จากเกิดพายุหิมะพัดถล่ม เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน แต่ละปีจะมีการเดินทางมากกว่า 3,000 ล้านครั้ง หรือเพิ่มจากปีก่อนราว 0.6% 

 

ส่งท้าย หากใครสนใจหุ้นต่างประเทศ “เฟซบุ๊ก”เล็งผนวกรวมบริการรับ-ส่งข้อความของ WhatsApp, อินสตาแกรมและเมสเซนเจอร์

 

ฟซบุ๊กวางแผนที่จะผนวกรวมบริการรับ-ส่งข้อความบนอินสตาแกรม, WhatsApp และ เฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อกันผ่านทางแอปเหล่านี้ได้ และคาดว่า โครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2562 หรือต้นปี 2563

 

นิวยอร์กไทม์สรายงานว่า แผนการนี้คาดว่าจะเป็นโครงการส่วนของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก

 

หากโครงการนี้แล้วเสร็จ ผู้ใช้บริการเฟซบ๊กจะสามารถติดต่อกับผู้ใช้บริการ WhatsApp ได้โดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ การพูดคุยข้ามแอปไม่สามารถทำได้