ศาลให้ประกัน 15 แกนนำอยากลต. สั่งห้ามชุมนุมการเมือง
วันที่เผยแพร่ วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2561 เวลา 17:20 น.

 

24 พ.ค. 61 เวลา 12.30 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.อ.รัชพล ชนะศรีขจร คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน บก.น.1 ได้ควบคุมตัว นายรังสิมันต์ โรม อายุ 25 ปี นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อายุ 26 ปี พร้อมพวกแกนนำและผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ถูกแยกควบคุมตัวไว้ที่ สน.พญาไท 10 คน และ สน.ดินแดง 5 คน รวม 15 คน ผู้ต้องหาคดียุยงปลุกปั่นจากการชุมนุมที่หน้า ม.ธรรมศาสตร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในวาระครบรอบ 4 ปี รัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.-4 มิ.ย. นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จะต้องสอบพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจลายนิ้วมือผู้ต้องหา 

 

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาถูกจับกุมและดำเนินคดีในหลายฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูง ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ ผู้ต้องหากับพวกได้เคยร่วมกันชุมนุมทางการเมืองและก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองในสถานที่ต่างๆ มาก่อนและถูกจับกุมดำเนินคดีหลายครั้ง เมื่อได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็พากันมารวมตัวชุมนุมทางการเมืองอีก เป็นการไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองและไม่เข็ดหลาบ อีกทั้งหลังถูกจับกุม ผู้ต้องหายังมีการแจ้งและประกาศให้ทราบว่าจะมีการรวมตัวกันชุมนุมทางการเมืองอีกในครั้งต่อไป และยังน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาซึ่งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปจะหลบหนีหรือไม่มาพบพนักงานสอบสวนอีก หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุในประการอื่น นอกจากนี้การกระทำของผู้ต้องหายังทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วย

 

หากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา ขอศาลได้โปรดกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ กำหนดอยู่ให้เป็นหลักแหล่ง ไม่เข้าร่วมหรือยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนห้ามไม่ให้ไปชักชวน ยุยงปลุกปั่นทางการเมืองในสถาบันการศึกษาต่างๆ อีกด้วย

 

คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า ก่อนการชุมนุมวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 นายรังสิมันต์ กับพวก ได้ชักชวนด้วยการปราศรัยและโพสต์เฟซบุ๊กนัดหมายให้กลุ่มมวลชนมารวมตัวกันทำกิจกรรม “22 พฤษภา เราจะหยุดระบอบ คสช.” ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 21-22 พ.ค. 2561 โดยเมื่อวันที่ 21 พ.ค. เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มรวมตัวกันบริเวณสนามฟุตบอล ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีนายวิเศษณ์ ผู้ต้องหาขับรถกระบะเข้ามาในมหาวิทยาลัย กลุ่มมวลชนได้นำเครื่องขยายเสียงมาติดตั้งบนรถดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. มหาวิทยาลัยได้ปิดล๊อคประตู 3 ฝั่งสนามหลวง แล้วนายนิกร ผู้ต้องหาได้นำคีมมาตัดกุญแจที่ปิดล๊อคประตู เพื่ออำนวยความสะดวกให้มวลชนผู้ชุมนุม แล้วในช่วงเวลา 17.40 น. เป็นต้นไป นายสิรวิชญ์, นายรังสิมันต์, น.ส.ณัฏฐา, นายประสิทธิ์, นายวันเฉลิม และนางศรีไพร สลับกันปราศรัยโจมตีรัฐบาลและ คสช.ว่ามีการทุจริต ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม เลื่อนการเลือกตั้ง พยายามยุยงปลุกปั่นให้เกิดการขับไล่รัฐบาล คสช.อย่างชัดเจน


 
ต่อมาวันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 9.00 น. นายรังสิมันต์ ปราศรัยเรียกผู้ชุมนุมเดินเท้าจาก ม.ธรรมศาสตร์ ไปทำเนียบรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม โดย พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผู้ดูแลการชุมนุมแจ้งว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และได้มีการร้องทุกข์ไว้แล้ว ให้เลิกการชุมนุม แต่นายรังสิมันต์กับพวกไม่เลิก นำผู้ชุมนุมประมาณ 50-100 คน ฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับสั่งให้รถขยายเสียงชนแผงที่กั้นเพื่อจะได้เดินออกไปได้ แต่เมื่อไม่เป็นผล นายรังสิมันต์พร้อมพวกจึงประกาศยุติการชุมนุมและมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในขณะเดียวกันยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน เคลื่อนย้ายออกจาก ม.ธรรมศาสตร์ มาตาม ถ.หน้าพระธาตุ เพื่อไปทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ทราบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมเลิก ต่อมาเวลาประมาณ 14.30 น. น.ส.ณัฏฐา, น.ส.ชลธิชา, นายอานนท์ และนายเอกชัย แกนนำได้นำผู้ชุมนุมประมาณ 50-60 คน เคลื่อนขบวนฝ่าแนวกั้นมาตาม ถ.ราชดำเนิน ถึงบริเวณก่อนขึ้นสะพานมัฆวานฯ เจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้เลิกชุมนุมฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมเลิกและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกันจับกุม น.ส.ณัฏฐา, น.ส.ชลธิชา, นายอานนท์, นายเอกชัย, นายพุทไธสิงห์, นายคีรี, นายประสงค์, นายโชคชัย, นายภัทรพล และนายวิโรจน์


 
การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3), ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้าหรือมีหน้าที่สั่งการ ตามมาตรา 215 (1) (3), เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกชุมนุมแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216


 
ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3 /2558 ข้อ 12, ร่วมกันเดินขบวนใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันชุมนุมสาธารณะในลักษณะกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงาน หรือ การใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐฯ, ร่วมกันชุมนุมสาธารณะในระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุมฯ และร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมฯ โดยไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานที่ดูแล รวมทั้งยุยงส่งเสริมผู้ชุมนุมให้ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กับขัดขวางหรือกระทำการใดอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 8 (1) (3), 15 (2) (4) (5), 16 (1) (4) (7) (9), 19 และความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 108, 114

 

ทั้งนี้นายรังสิมันต์, นายสิรวิชญ์, นายปิยรัฐ, น.ส.ณัฏฐา, น.ส.ชลธิชา, นายอานนท์ และนายเอกชัย ถูกแจ้งข้อหากระทำการโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เหตุเกิดที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม., ถ.ราชดำเนินกลาง แขวงตลาดยอดและแขวงบวรนิเวศ และบริเวณด้านหน้าอาคารยูเอ็น ถ.ราชดำเนินนอก แขวงขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

 

สำหรับรายชื่อผู้ต้องหาทั้ง 15 เรียงตามลำดับประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม อายุ 25 ปี, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อายุ 26 ปี, นายปิยรัฐ จงเทพ อายุ 27 ปี, นายนิกร วิทยาพันธุ์ อายุ 56 ปี, นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฎ์ อายุ 61 ปี, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว อายุ 25 ปี, นายอานนท์ นำภา อายุ 34 ปี, นายเอกชัย หงส์กังวาน อายุ 43 ปี, น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา อายุ 39 ปี, นายพุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ อายุ 61 ปี, นายคีรี ขันทอง อายุ 49 ปี, นายประสงค์ วางวัน อายุ 55 ปี, นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ อายุ 42 ปี, นายภัทรพล จันทรโคตร อายุ 55 ปี และนายวิโรจน์ โตงามรักษ์

 

ต่อมาเวลา 15.30 น. มีศาลได้พิจารณาคำร้องฝากขังและคำคัดค้านฝากขังของทนายความกลุ่มผู้ต้องหาแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาทั้ง15 คนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม และแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งผู้ต้องหาสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ในชั้นพิจารณา เมื่อคดีอยู่ระหว่างที่พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ  จึงมีเหตุที่ผู้ยื่นคำร้องฝากขัง  ศาลจึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้   ยกคำร้องคัดค้านการฝากขัง 

 

ต่อมาทนายความได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดขอปล่อยชั่วคราวแกนนำทั้ง 15 คน ระหว่างสอบสวน 

 

โดยศาลพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์แล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ต้องหาทั้ง15 คน ประกันตัวไปโดยตีราคาประกันคนละ 1 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาชุมนุมทำการชุมนุมทางการเมืองอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายแก่สังคม

 

ที่มา : แนวหน้า