ยิ่งดิ้นยิ่งถลำเข้ากับดัก
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เวลา 09:58 น.

 

ผงาดขึ้นมาอยู่ในเลเวลพรรคตัวเต็ง

 

คิวล่าสุดที่กลุ่มสามมิตร ขนอดีตส.ส.60 คน เสริมความแข็งแกร่งให้พรรคพลังประชารัฐขึ้นมาอยู่ในระดับหัวแถวมากยิ่งขึ้น

 

ในแนวโน้มที่คงไม่หยุดสยายปีกอำนาจอยู่เพียงเท่านี้ ตามแนวโน้มที่กลุ่มบ้านริมน้ำก็เตรียมนำทีมงานอีกร่วม30 คน กระโจนเข้าร่วมทีม

 

หลายกลุ่มก๊วนการเมือง หอบกระเป๋ามุ่งสู่บ้านหลังใหม่  “พลังประชารัฐ”

 

เรตติ้งติดตลาดขึ้นเรื่อยๆ มีแต่คนสนใจไหลเข้าไม่หยุด

 

 ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตั้งเป้าประกาศศักดาแสดงความยิ่งใหญ่ ขอกวาดส.ส.350 ที่นั่ง

 

นั่นก็ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถคุยโอ่ เสียงดังในเวลานี้ได้  ในสภาพฟูลทีมกว่าใครเพื่อน เพียบพร้อมทั้งขุมกำลัง กระแส กระสุน และอำนาจรัฐ

 

รุกคืบไปข้างหน้าไกลกว่าคู่แข่งทุกพรรค  ตามวรรคทองที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค แบไต๋ชัดเจน“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา”

 

ผิดกันลิบลับกับฝั่งพรรคเพื่อไทยที่ระดับแกนนำอย่างนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค ยอมรับชะตากรรมว่า  “กติกานี้ไม่ได้ออกแบบมาให้พวกเรา”

 

ต้องเปลี่ยนกลยุทธการต่อสู้ แปรรูปขบวนจากทัพใหญ่ แตกทัพไปอยู่ตามพรรคสาขา ดังร่องรอยที่อดีตส.ส.เพื่อไทยจำนวนมากไขก็อกไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ

 

ดิ้นรนออกจากค่ายกลรัฐธรรมนูญปี61 ที่ไม่เป็นใจให้พรรคใหญ่

 

 

เรื่องของเรื่องก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน พื้นที่ในเพื่อไทยจะไม่มีที่ว่างให้คีย์แมนระดับนายจาตุรนต์ ฉายแสง  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และผู้แทนรุ่นใหญ่อีกหลายคน จะต้องหนีตายไปลงเรือลำใหม่  แลกกับความอยู่รอดให้มีที่นั่งในสภา หลังการเลือกตั้ง

 

ตั้งท่าสับขาหลอกกันให้วุ่นวาย แบ่งบทกันเล่น พรรคหลักทำหน้าที่เก็บคะแนนส.ส.เขต  พรรคสาขาคอยเก็บตกคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

 

แม้จะแก้กับดักบอนไซพรรคใหญ่ผูกขาดเสียงข้างมากได้  แต่นั่นย่อมสุ่มเสี่ยงการฮั้วเลือกตั้งระหว่างพรรคการเมือง จัดฉากแหกตากองเชียร์

 

หรือกระทั่งข้อหาปล่อยให้ “นายใหญ่”บงการทุบโต๊ะ จัดแถวผู้เล่นใครจะต้องไปอยู่พรรคใด

 

ปล่อยให้คนนอกครอบงำพรรค หมิ่นเหม่ถูกยุบพรรคทั้งพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ

 

ถูกต้อนให้เข้าตาจน ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง รอดจากกับดักหนึ่ง ก็เสี่ยงไปพันอีกกับดัก  หนียังไงก็ลำบาก โดนทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่ดี