กระตุ้นรากหญ้า-ลงทุน : กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ.2561 เวลา 15:14 น.

 

เพื่อให้เศรษฐกิจไทยในปี 2561 นี้ ขยายตัวได้เกินกว่า 4% และมีเป้าหมายสูงสุดที่การขยายตัว 5% 

 

“ทีมเศรษฐกิจ รัฐบาล” ประกาศที่จะเร่งเครื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจลงลึกไปที่ “เศรษฐกิจรากฐาน” รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ให้เกิดเร็วขึ้น

 

ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ “เรื่องใหม่” นโยบายใหม่อะไร แต่เป็นนโยบายที่ทำต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

 

โดยในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจรากฐาน คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติ “มาตรการช่วยคนจน เฟส 2” ออกมาหมาดๆ เพิ่มวงเงินช่วยเหลือในการดำรงชีพ และมาตรการสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่มเติมอีกหลายส่วน

 

โดยการให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส.ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ ซึ่งใช้งบประมาณจากการทำบัญชีโครงการตามนโยบายของรัฐ หรือ  PSA รวมทั้งหมด 35,679 ล้านบาท เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ 4.7 ล้านราย 

 

แบ่งเป็นงบประมาณสำหรับโครงการเพื่อรองรับมาตรการการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ วงเงินไม่เกิน 6,774 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับธนาคารออมสิน และธ.ก.ส. ในการดำเนินงานเป็นวงเงินไม่เกิน 12,033 ล้านบาท และเป็นงบประมาณสำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยได้อนุมัติเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากเดิม 200 บาท จะได้เพิ่มเป็น 300 บาท และคนที่เคยได้ 300 บาท จะเพิ่มเป็น 500 บาท โดยจะมีผลในเดือนมีนาคม 2561 ที่จะถึงนี้

 

ขณะเดียวกัน ในแง่ของการลงทุนภาครัฐ ต้องการที่จะเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และรถไฟรางคู่ให้เร็วขึ้น  หลังจากที่หลายโครงการล่าช้าไปมากในปีที่ผ่านมา

 

ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็น ประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง และเป็นความท้าท้ายของรัฐบาลอย่างยิ่ง 

 

ล่าสุด นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมมอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  โดยแสดงความมั่นใจว่า คำขอส่งเสริมการลงทุนในปี 2561 นี้ จะมากถึง 720,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่คำขอส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 640,000 ล้านบาท ซึ่งยอดคำขอดังกล่าวทะลุเป้าหมายที่วางไว้คือ 600,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่น และแนวโน้มการลงทุนไทยที่ดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องถึงปีนี้แน่นอน

 

โดยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2560 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 641,978 ล้านบาท จำนวนโครงการยื่นขอรับส่งเสริมจำนวน 1,456 โครงการ เป็นการยื่นขอลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จำนวน 388 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 296,889 ล้านบาท

 

ขณะที่เป็นการยื่นขอรับส่งเสริมของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอสเคิร์ฟ) เป็นมูลค่า 392,141 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (เฟิร์ส เอสเคิร์ฟ) 241,055 ล้านบาท และ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (นิว เอสเคิร์ฟ) 151,087 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงปีที่ผ่านมานั้น แม้จะมีการขอรับการลงทุนจำนวนมาก แต่การลงทุนจริงยังเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก 

 

เกิดอะไรขึ้นกับการลงทุนภาคเอกชนของไทย ทำให้ภาคธุรกิจยังไม่ตัดสินใจลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง และในปี 2561 นี้ มีโอกาสที่จะเห็นความคึกคักหรือไม่ “ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น” จะขอหยิบยก “บทวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการออกรายงานนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มาเป็นแนวทางเพื่อหาคำตอบนี้ร่วมกัน

 

ทั้งนี้ ในงานวิจัยเรื่อง “ผลของการลงทุนภาครัฐต่อการลงทุนภาคเอกชน” ของธปท. ระบุว่า นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการหดตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะต่อการส่งออกและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาคเอกชนไทยชะลอการลงทุน 

 

ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐจึงต้องเข้ามามีบทบาทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อช่วยเร่งให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนตามมา โดยหลายงานศึกษาชี้ว่า การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น (crowding-in effects) ได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อมผ่าน

 

โดยผลจากการลงทุนภาครัฐ จะช่วยการสร้างอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการ ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านต่างๆ ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เอื้อให้เกิดการกระจายตัวของเมือง (urbanization) และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี 

 

โดยในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐของไทยได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโครงการรถไฟฟ้าในแผนแม่บทระยะที่ 1 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (motorway) 

 

ทั้งนี้ จากวิเคราะห์ข้อมูลในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ พบว่า การที่ภาครัฐลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.12-0.13 และมีผลบวกต่อเนื่องในช่วง 8 ไตรมาส

 

และการลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มมากขึ้นเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงการลงทุนภาครัฐ โดยการลงทุนในงานก่อสร้างจะมีผลบวกมากกว่าการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นยังมีผลบวกต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม การจ้างงาน ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

 

อย่างไรก็ตาม หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 พบว่า ผลบวกของการลงทุนภาครัฐต่อการลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยลดลงจากในอดีต ส่วนหนึ่งเพราะภาครัฐจำเป็นต้องเน้นลงทุนในโครงการขนาดกลางและเล็กที่เบิกจ่ายได้เร็วเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ลดลง

 

โดยผลบวกของการลงทุนภาครัฐต่อการลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยลดลงกว่าเท่าตัว จากการศึกษาพบว่าในช่วงปี 2550 ถึงปัจจุบัน การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 มีผลกระตุ้นให้การลงทุภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.08 ซึ่งต่ ากว่าช่วงก่อนหน้าในปี 2541-2551 ที่เฉลี่ยร้อยละ 0.21 

 

สะท้อนว่าแรงกระตุ้นจากการลงทุนภาครัฐที่ส่งผ่านไปยังการลงทุนภาคเอกชนไม่ได้มากเท่าเดิม แม้ว่าผลดังกล่าวจะปรับสูงขึ้นในบางช่วงเวลาที่มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิช่วงปี 2547-2550 และการก่อสร้างรถไฟฟ้าช่วงปี 2556-2558

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลบวกต่อการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากอดีต เนื่องจากภาครัฐจำเป็นต้องช่วย

 

กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น จึงเร่งลงทุนในโครงการขนาดกลางและเล็กเพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็ว อาทิ

 

โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ าและขนส่งทางถนนปี 2558

 

ขณะเดียวกัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนได้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะโครงการตามแผนปฏิบัติการคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปี 2558-2560 (Action Plan) 

 

และที่สำคัญที่สุดคือ  งบลงทุนของรัฐบาลเกือบร้อยละ 40 ในช่วงปี 2557-2560 เป็นการปรับปรุงโครงการลงทุนที่มีอยู่เดิม การซื้อครุภัณฑ์หรืออุปกรณ์ และการลงทุนในโครงการขนาดเล็ก ซึ่งมีแรงกระตุ้นส่งผ่านไปยังการลงทุนภาคเอกชนได้น้อยกว่าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ

 

โดยโครงการลงทุนของรัฐบาล เช่น การลงทุนทำถนน (27%) ก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ (8%) ปรับปรุงก่อสร้างอาคาร(19%) ติดตั้งและจ้างเหมา(2.5%) ก่อสร้างระบบชลประทานขนาดเล็ก (2%) สร้างที่พัก (1.5%) งานก่อสร้าง ขนาดเล็ก (0.83%) ขณะที่เหลือเป็นงานซ่อมสร้างและซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ 

 

ทั้งนี้ หากแผนการลงทุนของภาครัฐที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตมีลักษณะโครงการและบริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากในอดีต โดยเฉพาะการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายด้านที่สอดรับกัน อาทิ ระบบคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อาจจะทำให้ crowding-in effects ของการลงทุนภาครัฐในอนาคตจะดีกว่าช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของภาคเอกชน ให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงสถาบัน (institutional factors) โดยเฉพาะความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐในการตัดสินใจลงทุน

 

จากการสำรวจความเห็นผู้ประกอบการโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2555-2560 พบว่าปัจจัยเชิงสถาบัน (institutional factors) เช่น ความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน 

 

โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลให้ความส ำคัญการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้ง physical infrastructure เช่น ระบบคมนาคมขนส่ง และ soft infrastructure เช่น การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสร้างทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน หรือการมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมและการวิจัยให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสภาพแวดล้อมให้ภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลต้องการให้ปีนี้เศรษฐกิจไทยโตได้ 4-5% อย่างที่ต้องการ จะลงทุนก็อกๆแก็กๆ พอประทังชีิวิตไม่ได้อีกแล้ว แต่ปีนี้เราต้องเห็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง