“ไซซะนะ” ไม่รอด ศาลอาญาสั่งจำคุกตลอดชีวิต
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2561 เวลา 11:52 น.

 

วันนี้ (20 มี.ค.)  ศาลอาญามีคำพิพากษาคดี นายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 42 ปี นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติด และนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทสูงสุดฐานนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต


ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว ฟ้อง นายไซซะนะ  แก้วพิมพา  ชาว สปป.ลาวนักค้ายาเสพติดชื่อดังเป็นจำเลยในคดียาเสพติด จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มายังศาลอาญา  หลังศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดี ลักลอบค้ายาเสพติด หมายเลขดำ อย.1642/60 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายไซซะนะ  แก้วพิมพา  ชาว สปป.ลาวนักค้ายาเสพติดชื่อดังเป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันค้ายาเสพติด อันเป็นความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด,ร่วมกันนำเข้า ยาบ้าซึ่งเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพย์ติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ,7, 8 ,15, 65, 66 และ 100/1 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4-5 ,8,14

 

กรณีระหว่างวันที่  28 - 30 ก.ย.59 จำเลยกับพวกบังอาจสมคบกันมียาบ้าจำนวน 1.2 ล้านเม็ดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในรูปขบวนการเครือข่ายยาเสพติดโดยซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในช่องลับใต้หลังคาและรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด  โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คนร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถยนต์ รับยาเสพติด จาก สปป ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งจำหน่าย ก่อนที่จะติดต่อส่งมอบของกลางให้กับเครือข่ายทางภาคใต้ ของไทยและประเทศมาเลเซีย  ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2560 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ  แต่ต่อมาจำเลยให้การปฏิเสธในการต่อสู้ชั้นศาล

 

ที่มา : ทีนิวส์