ยืน 1,700 ได้ไปต่อ
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2561 เวลา 07:34 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดเหนือระดับ 1,700 จุดได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีปิดที่ระดับที่ 1,701.87 จุด เพิ่มขึ้น 1.84% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้นมากถึง 10.22% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 53,100.74 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 437.13 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.32% จากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทั้งตลอดสัปดาห์ที่่ผ่านมา โดยยังคงได้รับแรงหนุนในหุ้นกลุ่มธนาคารอย่างต่อเนื่อง  และยังมีแรงซื่อเพิ่มเติมในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามการคาดการณ์ผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2561 ว่าจะออกมาดี นอกจากนี้ ้ ดัชนี SET ยังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ การคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทย ช่วงสัปดาห์วันที่ 31 ก.ค.-3 ส.ค.บล.กสิกรไทย มองว่าดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,690 และ 1,675 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,710 และ 1,725 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการงวดไตรมาส 2/61 ของบริษัทจดทะเบียน ในกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่คาดกันว่าจะออกมาดี ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนก.ค. และรายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนมิ.ย. 

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่น ๆ  ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2561 ของยูโรโซน และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ค. ของจีน

 

ด้าน บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้มุมมองสัปดาห์วันที่ 31 ก.ค. - 3 ส.ค. ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีชนแนวต้านที่ 1700 จุด จึงคาดว่าจะมีการพักตัวระหว่างทาง หลังจากขึ้นมาแรงถึง114 จุด (จาก Low 1587.94 จุด แตะ High ที่ 1702.30 จุด) 

 

อย่างไรก็ตาม การพักตัวในสัปดาห์นี้จะเป็นแค่การคลายตัว เพื่อรอการขึ้นต่อ ตราบที่ระดับชะลอ แต่ไม่หลุด 1645-1650 จุด จะคงรอบพักเพื่อขึ้นต่อ  โดยมีเป้าหมายถัดมา 1712-1750 จุด 

 

แต่หากดัชนีเปิดทำการวันแรก  ปิดตลาดดันขึ้นได้เกินกว่า 1700 จุด จะต่อยอดไปที่แนวต้าน 1712 จุด โดยที่ไม่มีการพักฐาน ซึ่งถ้าเข้ากรณีดังกล่าวจะเหลือ Upside ในการขึ้นรอบนี้ไม่มาก 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนยังคงขานรับข่าวสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU) ที่ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันเพื่อปูทางสู่การยุติการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่รวมรถยนต์ในวันข้างหน้า 

 

โดยข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดร่วงลง เนื่องจากการร่วงลงอย่างหนักของหุ้นเฟซบุ๊กได้ฉุดหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลงด้วย

 

ขณะที่ ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเช่นกัน ขานรับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU) นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ด้านตลาดเงิน ค่าเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น โดยการฟื้นตัวของเงินบาทเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค 

 

ขณะที่ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เผชิญแรงขาย หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า แนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้น อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 

 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีปัจจัยลบในระหว่างสัปดาห์จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่

 

คาด อาทิ ดัชนี PMI เดือนก.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนมิ.ย. ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าได้ต่อเนื่องจนถึงช่วงท้ายๆ สัปดาห์ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทย

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาท ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 33.27 เทียบกับระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 ก.ค.)

 

ส่วนสัปดาห์วันที่ 31 ก.ค.-3 ส.ค.ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.10-33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตลอดจนความคืบหน้าของประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า 

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และการจ้างงานภาคเอกชน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนี PMI ภาคการผลิต และภาคบริการเดือน ก.ค. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย รายได้/รายจ่ายส่วนบุคคล ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) เดือนมิ.ย. และดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ค. 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจมีจุดสนใจเพิ่มเติมที่สัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางอังกฤษ ตลอดจนดัชนี PMI ของประเทศสำคัญอื่นๆ

 

ด้านนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มองว่า ในสัปดาห์วันที่ 31 ก.ค.-3 ส.ค. คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม  คือ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐ,สต็อกสินค้าภาคค้าส่ง และ คำสั่งซื้อสินค้าคงทนเบื้องต้นในเดือนมิ.ย.ของสหรัฐ และ ในวันศุกร์มีปัจจัยที่ต้องติดตามที่สำคัญ คือ จีดีพีเบื้องต้นสหรัฐในไตรมาส 2/61 และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนก.ค.ของสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ สำหรับข่าวน่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ มีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ และจีน

 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสสองของปีนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

 

ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี และยังสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อเทียบกับไตรมาสสองของปีก่อนหน้าแล้ว GDP สหรัฐขยายตัว 2.8%

 

โดยรายงาน ระบุว่า ตัวเลขที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ขณะที่เกษตรกรสหรัฐเร่งส่งออกผลผลิตถั่ว

 

เหลืองไปยังจีน ก่อนที่ผลผลิตของตนจะถูกรัฐบาลจีนเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีผลเมื่อช่วงต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ปรับขึ้นตัวเลข GDP ของไตรมาสแรก จากเดิมที่ขยายตัว 2.0% เป็นขยายตัว 2.2%

 

ขณะที่ สำนักงานสถิติจีนเผยกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.พุ่ง 20%, ช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 17.2%

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมของจีนพุ่งขึ้น 17.2% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.ที่มีการขยายตัว 16.5%

 

ส่วนในเดือนมิ.ย.เพียงเดือนเดียวนั้น กำไรของบริษัทอุตสาหกรรมของจีนที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 20 ล้านหยวน (หรือประมาณ 2.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นั้น พุ่งขึ้น 20% เมื่อเทียบเป็นรายปี