รอได้ไหม : เลื่อนรถไฟฟ้า 4 สาย : ใครเสีย?
วันที่เผยแพร่ วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2560 เวลา 07:24 น.

 

ภายใต้สภาพการณ์จราจรของกรุงเทพมหานคร ซึ่งติดขัดหนาแน่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งวันไหนฝนตก รถจะยิ่งติดเพิ่มขึ้น ติดหนักชนิดทำลายสถิติทำลายประวัติศาสตร์วันแล้้ววันเล่า 

 

คนที่มีรถยนต์ติดอยู่บนถนนว่าเครียดสาหัสแล้ว คนที่ต้องยืนรอรถเมล์ แท็กซี่ และใช้ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ยิ่งเครียดมากกว่า ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร

 

รถไฟฟ้าทั้งบนดิน ใต้ดิน หลายสีหลายสายที่อยู่การประมูล การเตรียมการ และการก่อสร้าง จึงกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเชื่อว่า หากทุกสีทุกสายสร้างเสร็จและเปิดให้บริการได้แล้ว การเดินทางในกรุงเทพและปริมณฑลของคนไทยจะสะดวกสบายขึ้นมาก

 

นอกจากนั้น การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้านั้น ยังจะมีผลช่วยเพิ่มพลังการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเม็ดเงินที่จะเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ต่อเนื่องไปยังการเพิ่มการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน และเพิ่มแรงส่งไปยังการใช้จ่ายของประชาชนในที่สุด

 

แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า แผนการลงทุนรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลของเรายังคงสะดุดเป็นระยะๆ ส่งผลให้ภาพรวมล่าช้ากว่ากำหนดไปค่อยข้างมาก 

 

โดยล่าสุด เมื่อต้นสัปดาห์ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม. ได้ปรับแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแผนงานใหม่ดังกล่าวได้เลื่อนกรอบเวลาดำเนินงานรถไฟฟ้า 4 เส้นทาง ประกอบด้วย

 

1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร วงเงิน 4.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งประมูลงานเสร็จสิ้นแล้ว แต่จะขอเลื่อนระยะเวลา การเริ่มก่อสร้างออกไป 6 เดือน จากที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เป็นเริ่่มการก่อสร้างได้ในเดือน ธ.ค. 2560 เนื่องจากในขณะนี้มีปัญหาในการส่งมอบพื้นที่ในการก่อสร้าง

 

2. รถไฟการฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กิโลเมตร วงเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งขั้นตอนการประมูลเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน โครงการนี้จะขอเลื่อนระยะเวลาเริ่มก่อสร้างออกไป 6 เดือน จากที่จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา จะเริ่มการก่อสร้างในเป็นเดือน ธ.ค. 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับการส่งมอบพื้นที่ของ รฟม.ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาในการส่งมอบพื้นที่

 

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองกำหนดให้ รฟม.ต้องส่งมอบพื้นที่ทันที นับตั้งแต่วันที่สัญญามีผลบังคับใช้ ซึ่ง รฟม. จำเป็นขอเวลาจัดกรรมสิทธิ์พื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายชมพูและสายสีเหลืองระยะหนึ่งก่อน จากนั้นจะทยอยส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนในเดือน ธ.ค.นี้ แต่กรณีนี้จะไม่กระทบกับเวลาในสัญญาที่ทำกับเอกชนที่ชนะการประมูล เพราะเวลาของสัญญาจะเริ่มเมื่อเริ่มการก่อสร้างจริง

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการประมูล ข้อเสนอซองที่ 3 หรือข้อเสนอเพิ่มเติม สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท รฟม. ได้ว่าจ้างที่ปรึกษามาศึกษาความเหมาะสมแล้วและคาดว่าจะสรุปได้ภายใน 4 เดือนหลังจากนี้ 

 

สำหรับโครงการที่ 3. ที่รฟม.จำเป็นต้องเลื่อนเวลาออกไปในครั้งนี้ คือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันตก) ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยระยะทาง 16 กิโลเมตร วงเงิน 109,342 ล้านบาท ซึ่งโครงการส่วนนี้ยังไม่ได้เสนออนุมัติจากรัฐบาลเพื่อเปิดประมูล 

 

โดยจากเดิมตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในเดือน ก.ค.60 ที่ผ่านมาจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ แต่ในขณะนี้ยังมีขั้นตอนที่ต้องทำเพิ่มเติม ทำให้จะขอเลื่อนการเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม. ออกไป 9 เดือน เป็นเดือน เม.ย. 2561 เพื่อศึกษาการให้เอกชนร่วมทุน (PPP) ตามนโยบายของรัฐบาล

 

โดย รฟม. ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาให้ศึกษาความเหมาะสมในโครงการ รูปแบบลงทุน พีพีพีงานโยธาและงานเดินรถส่วนนี้จะใช่ระยะเวลา 4 เดือน คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในปลายปี 60 นี้

 

กรอบเวลาใหม่จะส่งผลให้การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันตก) ล่าช้าออกไปประมาณ 9 เดือน เป็น ก.พ. 2568 อย่างไรก็ตาม รฟม.ยืรยันว่า จะไม่กระทบกรอบเวลาของการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก) ศูนย์วัฒนธรรมฯ -มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีแผนจะเปิดให้บริการก่อนในปี 2566

 

ส่วนโครงการที่ 4. ที่เจอโรคเลื่อนเช่นกันในครั้งนี้ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร วงเงิน 101,112 ล้านบาท ซึ่งจะเลื่อนเป้าหมายการประกวดราคาจากเดือน ต.ค. นี้ไปเป็นเดือน ธ.ค. ซึ่งส่งผลให้รู้ผลของการประมูลล่าช้าออกไปด้วย จากเดิมที่คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูลในเดือน ส.ค. 2561 เลื่อนไปเป็นเดือน พ.ย. 2561 อย่างไรก็ตาม รฟม.คาดว่าน่าจะยังสามารถเริ่มการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายดังกล่าวได้ภายในปี 2561 และเปิดให้บริการได้ภายในปี 2566-2567

 

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีข่าวดีว่า โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 26.98 กิโลเมตร มูลค่า 8.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ยังคงเป้าหมายจะเปิดช่วงหัวลำโพง-บางแค ในปี 2562 และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในปี 2563 เช่นเดิม

 

เช่นเดียวกับ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 13 กิโลเมตร วงเงิน 2.8 หมื่นล้านบาท ที่จะเปิดให้บริการในปี 2561 และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 19 กิโลเมตร ที่จะเปิดให้บริการในปี 2563 ทั้งสองส่วนนี้ยังจะคาดว่าเปิดบริการได้ตามเป้าหมาย หากตกลงเงื่อนไขกับ กทม.ได้อย่างเหมาะสม

 

หากถามว่า เมื่อเลื่อนการลงทุนและการก่อสร้างของรถไฟฟ้า 4 สายข้างต้น ทั้งสีชมพู เหลือง ส้มและม่วง ออกไป ตั้งแต่ 3 เดือน จนถึง 9 เดือนแล้ว

 

..รอได้ไหม และจะก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยมากหรือน้อยแค่ไหน

 

กับคำถามที่ว่า รอได้ไหม...รอมานานมากแล้ว รอต่อไปอีกคงไม่เสียหายมากมายเท่าไรนัก 

 

แต่หากมองในแง่ผลต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว ความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ จะส่งผลในภาพรวมเป็นลูกโซ่ และเสียหายมากกว่าที่คาดคิด

 

โดยความเสียหายที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่เม็ดเงินกว่า 3.3 แสนล้านบาทใน 4 โครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวที่จะกระจายลงไปยังเศรษฐกิจในภาครากฐานของประเทศช้าออกไป ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในบางภาคอาจจะชะงักงัน เช่น ภาคก่อสร้าง และสายผ่านของภาควัตถุดิบ

 

ขณะเดียวกัน การลงทุนในภาคเอกชนที่คาดว่าจะรอลงทุนตามการลงทุนของรัฐจะล่าช้าตามไปด้วยยิ่งส่งผลต่อเม็ดเงินโดยรวมที่จะสร้างการใช้จ่ายของประเทศเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

 

ขณะที่การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งลงทุนก่อสร้างคอนโดมิเนียมตามสายรถไฟฟ้า กำลังประสบปัญหาเพราะสร้างเสร็จก่อนรถไฟฟ้าจะเริ่มใช้บริการ ทำให้เหลือคอนโดมิเนียมจำนวนมากที่ไม่มีคนซื้อ

 

ที่สำคัญที่สุด ยิ่งการเชื่อมต่อโครงการรถไฟฟ้า 13 สายทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลล่าช้าเท่าไร การเสียโอกาสในการทำงาน การลดต้นทุนธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และการต่อยอดดึงดูดการลงทุนของธุรกิจทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศจะยิ่งเกิดปัญหาล่าช้ามากขึ้น

 

ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันต่อภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศในระยะยาว

 

และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังล่าช้าในขณะนี้ กำลังสร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ที่ติดตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ค่อนข้างมาก

 

เพราะโครงการที่ล่าช้าออกไป ไม่ได้มีเพียงแค่รถไฟฟ้า 4 สายนี้เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายโครงการไม่ว่าจะเป็น ถนน มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง และรถไฟรางคู่ ทั้งหมดแทบจะไม่มีโครงการใดที่ยังอยู่ในเป้าหมายระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่ตอนแรก

 

โดยล่าสุดแบงก์ชาติได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐในปีนี้ลงจากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 11.8% เหลือการขยายตัวเพียง 7.7% ในปี 2560 นี้ แต่แบงก์ชาติยังคงคาดหวังว่า รัฐบาลจะสามารถเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ให้เร็วขึ้น และเป็นไปตามกรอบเวลาได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้แรงส่งที่แผ่วลงของส่วนนี้ไปกระทบเศรษฐกิจต่อเนื่องในภาพรวม

 

รัฐบาลยังคงผ่อนแรงส่งด้านการลงทุนนี้ไม่ได้ หากยังต้องการให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว