พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตำนานโซ่ข้อกลางการเมืองไทย
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2560 เวลา 17:03 น.

 

เปิดบ้านแฮปปี้เบิร์ธเดย์ครบรอบ 85 ปี  วันที่ 15 พ.ค. ไปสดๆร้อนๆ เหล่าบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการ  ท็อปบูตและรั้วการเมืองยังตบเท้าอวยพรกันไม่ขาดสาย

 

สยบข่าวลืออาการป่วยหนัก พร้อมสะท้อนให้เห็นบารมี “ขงเบ้งกองทัพบก” ของ “บิ๊กจิ๋ว”พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งสมรภูมิในสนามรบและสนามการเมือง ยังคงมีมนต์ขลังดึงดูดให้น่าติดตามต่อเนื่อง

 

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ  ถูกเรียกขานสมญานามหลายขนาน สื่อมวลชนเรียกติดปากว่า “บิ๊กจิ๋ว” คนอีสานเรียกว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” และยังพ่วงฉายา “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” ตามบุคลิกพูดจาสุภาพ อ่อนโยนนิ่มนวล

 

มีอดีตที่เคยครองความยิ่งใหญ่ในประเทศ ทั้งในสถานะผู้นำกองทัพ บนเก้าอี้ผบ.ทบ. ช่วงปี 2529-2533 ก่อนผงาดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2539  แต่ต้องไขก็อกทิ้งเก้าอี้ผู้นำประเทศในปีต่อมา เพราะนำประเทศดำดิ่งสู่ยุควิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ภายหลังอยู่ในตำแหน่งนายกฯได้ไม่ถึง 1ปี

 

กลายเป็นวิกฤตจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง

 

เกิดวันที่15 พ.ค.2475 เป็นผลผลิตของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าปี 2496 และโรงเรียนเสนาธิการทหารบกปี 2507

 

ผ่านงานในกองทัพมาโชกโชน เริ่มตั้งแต่เป็นผู้บังคับกองร้อยซ่อมบำรุงเครื่องสื่อสารเขตหลัง กรมการทหารสื่อสารปี 2503  ไต่เต้าขึ้นชั้นมาเป็นลำดับ เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบกปี2523 ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ปี2525  รองเสนาธิการทหารบก ปี2526  เสนาธิการทหารบก ปี 2528

 

ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ทบ.คนที่ 16 เมื่อวันที่ 27พ.ค.2529

 

มีบทบาทสำคัญช่วงสงครามเย็นที่เวียดนามส่งกำลังโจมตีเขมรแดง ป่วนเปี้ยนอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดย “บิ๊กจิ๋ว”ที่ขณะนั้นมียศ พ.อ.เป็นหนึ่งในสามนายทหารที่ได้รับเลือกจากรัฐบาลไปปฏิบัติราชการลับเจรจากับ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ผู้นำรัฐบาลจีน  เพื่อให้จีนเปิดสงครามกับเวียดนาม กดดันกระทั่งเวียดนามยอมถอนกำลังทหารออกจากกัมพูชาเพื่อกลับไปต่อต้านการรุกรานจากจีน

 

 ไขก๊อกออกจากเก้าอี้ผบ.ทบ. ปี 2533 เพื่อกระโจนสู่สนามการเมือง ก่อตั้งพรรคความหวังใหม่  

 

ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535  “บิ๊กจิ๋ว”กระโดดร่วมวงปราศรัยที่สนามหลวงขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

นำพรรคความหวังใหม่ติดลมบน เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมในภาคอีสานในยุคนั้น  กระทั่งปี2539นำพรรคความหวังใหม่ชนะเลือกตั้งปี 2539 ทำให้พล.อ.ชวลิตได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี

 

อยู่บริหารประเทศได้ไม่ถึงปี ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จนบริษัทห้างร้านต่างๆประสบภาวะพิษค่าบาทลอยตัว ต่างปิดตัวเจ๊งกันระนาว คนตกงานเกลื่อนทั่วประเทศ เกิดม็อบมือถือ หรือม็อบคนชั้นกลางเดินขบวนขับไล่พล.อ.ชวลิตพ้นเก้าอี้เซ่นผลงานทำเศรษฐกิจดิ่งเหว

 

กระทั่ง “บิ๊กจิ๋ว” โยนผ้ายอมแพ้ ยอมลงจากเก้าอี้นายกฯปลายเดือนพ.ย.2540

 

ลงจากอำนาจบริหารประเทศ พร้อมๆกับการสิ้นสุดยุคเรืองรองของพรรคความหวังใหม่ แต่พล.อ.ชวลิตยังโลดแล่นต่อในสนามการเมือง โดยย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และได้กลับมาเป็นใหญ่อีกครั้ง ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีปี 2544 สมัยที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี

 

รับบทเป็น “โซ่ข้อกลาง”ไกล่เกลี่ยสงครามสีเสื้อช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 เพื่อสร้าง “ความสมานฉันท์”ในประเทศ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามชื่อ “บิ๊กจิ๋ว”ยังเหนียวแน่นอยู่ในสนามการเมือง ได้เป็นรองนายกฯในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

 

แต่ต้องมาประสบวิบากกรรมครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือด 7 ต.ค.2551 ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปะทะกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ  ทำให้พล.อ.ชวลิตต้องยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และต่อมาถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดมีคดีติดตัวคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ โดยคดีอยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

เข้าสู่ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ชื่อ “บิ๊กจิ๋ว”กลับมาเป็นประธานพรรคเพื่อไทย กระทั่งวันที่ 18 เม.ย.2554 เจ้าตัวยื่นใบลาออกจากตำแหน่งในพรรคเพื่อไทยทุกเก้าอี้

 

ยุครัฐบาลคสช.ในปัจจุบัน  แม้บทบาท พล.อ.ชวลิตจะลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา แต่ยังออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง สะกิดเตือนรัฐบาลทหารอยู่เป็นระยะๆ

 

กระทั่งล่าสุด “บิ๊กจิ๋ว”ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ก่อนกลับมาเปิดบ้านปิ่นประภาคม ฉลองครบรอบวัย 85ปี เคียงข้าง “คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธ” ศรีภริยา

 

โชว์มนต์ขลังอดีตผู้นำประเทศผู้ผ่านมรสุมมานับไม่ถ้วน