โดยรวมผันผวน แนะสะสมหุ้นปันผล
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 07:41 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับขึ้นในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดที่ระดับ 1,704.82 จุด ลดลง 1.00% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับลดลง 5.78% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 52,113.35 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 461.71จุด ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนช่วงสั้น ๆ ต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือสิ้นสุดลงโดยปราศจากประเด็นที่น่ากังวล ประกอบกับมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาร่วงลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่มากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ในสัปดาห์ช่วงวันที่ 18-22 มิ.ย. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,690 จุดและ 1,675 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,720 จุดและ 1,740 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งติดตามการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ค. ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น)และดัชนีภาวะธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เดือนมิ.ย. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) ของประเทศในแถบยโุรป และดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่น ตลอดจนสถานการณ์ทางการคา้ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า

 

มาที่ทัศนะ ของบล.โนมูระ พัฒนสิน ซึ่งยังมองทิศทางในแง่ดีว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ 18-22 มิ.ย.นี้ จะแผ่วเบาลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงซื้อภายในจะหนุนให้ตลาดฟื้นตัว ขึ้นไปได้ในระดับ 1,750-1,775จุด ภายในเดือนมิ.ย.นี้

 

แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เก็งกำไรสะสมหุ้น SET100 ที่ราคาปรับตัวลงแรง คือ CPALL, BH, PTTGC, GUN, SCC, IRPC, BEAUTY, WORK, MONO, SGP  รวมทั้ง แนะนำให้ "ซื้อลงทุน" หุ้นรับเหมา STEC, CK, SEAFCO, PYLON น  รวมทั้หุ้นธนาคาร BBL และKBANK

 

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส ให้เริ่มสะสมหุ้นกลุ่มที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล โดยจากสถิติ 5 ปีย้อนหลังพบว่า หุ้นที่มีอัตราการตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield)ดี ราคาจะได้รับการตอบสนองเชิงบวก และให้ผลตอบแทนดีกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นโดยรวม โดยหุ้นปันผลราคาจะปรับตัวขึ้น  2-3%

 

โดยหากคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในอัตรามากกว่า 4% ต่อปี และมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป  รวมทั้งมีกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี61 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

แนะนำให้ลงทุน   เช่น TVO - ASP-SNC-DRT-GLOW-LH - LANNA -TTW-SMIT-LALIN-INTUCHและSCCC เป็นต้น

 

สำหรับเงินบาทในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 5 เดือนที่ 32.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้น และพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ

 

สวนทางกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีการผปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สัญญาณสะท้อนแนวโน้มการคุมเข้มมากขึ้น โดยเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี จากมุมมองเดิมมองว่า  1 ครั้งในครึ่งปีหลัง

 

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณยืนดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางยุโรป แม้ยุติมาตรการ QE ก็เป็นปัจจัยช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน

 

โดยในวันศุกร์ที่15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 32.41 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับ 32.06 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (8 มิ.ย.)

 

ขณะที่ในช่วงสัปดาห์วันที่ 18-22 มิ.ย.ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบกำรเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.10-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ท่าทีต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากกนง. วันที่ 20 มิ.ย. ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีภาวะธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน มิ.ย. ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน และยอดขายบ้านมือสองเดือน พ.ค. 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด สถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า และตัวเลข PMI ของสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น

 

สำหรับข่าวคราวน่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐฯและจีน ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

 

โดยวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐประกาศบัญชีสินค้านำเข้าจากจีนล็อตแรก 818 รายการ โดยจะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษี 6 ก.ค. ซึ่งกรณีนี้ องค์กรสหรัฐฯ หลายแห่งแสดงความกังวลนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลทรัมป์

 

ทำเนียบขาวประกาศบัญชีรายการสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษี 25% เพื่อตอบโต้การที่จีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ

 

ทั้งนี้ สำนักงานตัวแทนการค้าสหรัฐ (USTR) แถลงว่า อัตราภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อสินค้าจำนวน 1,100 รายการของจีน โดยสินค้าล็อตแรกจำนวน 818 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกเรียกเก็บภาษีในวันที่ 6 ก.ค. ขณะที่สินค้าล็อตที่ 2 กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆภายในสหรัฐฯ ต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับประกาศของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนักวิเคราะห์คาดกันว่า จีนตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ ซึ่งรวมถึงถั่วเหลือง, เคมีภัณฑ์, รถยนต์ และเครื่องบิน

 

นายแมทธิว เชสล็อก นักลงทุนประจำเวอร์ทู ไฟแนนเชียล กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการก่อสร้าง รถยนต์ และเกษตรกรรม

 

ขณเเที่นายเดวี สตีเฟนส์ ประธานสมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน (ASA) กล่าวว่า สหรัฐยังต้องพึ่งพาจีนด้านการส่งออกถั่วเหลือง เนื่องจากจีนนั้นเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐคิดเป็นปริมาณราว 60% ของการส่งออกถั่วเหลืองทั้งหมด

 

ซึ่งจากสถิติพบว่า สหรัฐนั้นส่งออกถั่วเหลืองคิดเป็นมลูค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี สำนักข่าวซินหัวรายงาน

 

ขณะที่ฝั่งจีน ผู้แทนรัฐบาลจีน ระบุให้ จีน-สหรัฐควรร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

 

นายหวาง เฉิน สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เดินทางเยือนสหรัฐเมื่อวันที่ 13-16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามคำเชิญของสภาคองเกรส ที่มีจุดประสงค์เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ นายหวางได้พบปะเป็นการส่วนตัวร่วมกับนายพอล ไรอัน โฆษกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ นายออริน แฮทช์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ และนางแนนซี เพโลซี ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภา รวมทั้งยัง ประชุมร่วมกับนายริค ลาร์เซน สมาชิกสภาคองเกรส สตีฟ เดนส์ วุฒิสมาชิกจากรัฐมอนทานา นาจอห์น ซัลลีแวน รองเลขาธิการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และสมาชิกคนอื่นๆในคณะทำงานร่วมสหรัฐ-จีนแห่งสภาคองเกรส

 

โดยในระหว่างการประชุม นายหวางได้กล่าวถึงหลักการและจุดยืนของจีนในประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมแสดงความหวังว่า สหรัฐจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมกับจีนในเชิงกลยุทธ์ และบริหารจัดการประเด็นที่อ่อนไหวและความแตกต่างอย่างถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม ในวัน เสาร์ที่ 16 มิ.น.จีนก็ดำเนินการตอบโต้ตามที่ทั่วโลกคาดกการณ์ โดยจีนประกาศบัญชีรายการสินค้าสหรัฐที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า วงเงินรวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

รัฐบาลจีนได้เปิดเผยบัญชีรายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่จะถูกเรียเก็บภาษี 25% โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศบัญชีรายการสินค้าของจีนที่จะถูกเรียเก็บภาษีนำเข้า

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รัฐสภาจีน และคณะกรรมาธิการฝ่ายกิจการศุลกากรแห่งรัฐสภาจีน ได้ตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจำนวน 659 รายการ โดยเรียกเก็บในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

โดยอัตราภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐล็อตแรกจำนวน 545 รายการ คิดเป็นมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงสินค้าด้านการเกษตร ยานยนต์ และสินค้าทางทะเล โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนที่เหลือนั้น จะมีการประกาศหลังจากนั้น

 

รัฐสภาจีนระบุในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจดังกล่าวของจีนนั้น มีความสอดคล้องกับกฎหมายการค้าต่างประเทศของจีน และกฎระเบียบว่าด้วยภาษีนำเข้าและส่งออกของจีน อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน

 

ในกรณีนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป โดยนายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเป็นห่วงว่า  "หากจีนเลือกตอบโต้สหรัฐฯโดยเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะส่งผลต่อความผันผวนปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกไม่น้อย โดยเฉพาะตลาดปริวรรตเงินตราจะมีความผันผวนสูง ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่า 1.17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ”

 

โดยที่ผ่านมาตัวเลขการถือครองมีการเคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ แต่นับจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมาสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯโดยรัฐบาลจีนล่าสุดยังคงลดลงต่อเนื่อง และจีนสามารถเลือกที่จะเทขายสินทรัพย์ในรูปของสกุลเงินดอลลาร์ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นไป หรือควบคุมค่าเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงเพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก

 

ขณะที่ในด้านของเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง นำโดยสหรัฐ ซึ่งล่าสุดโกลด์แมน แซคส์ปรับเพิ่มคาดการณ์การขายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของ GDP สหรัฐว่าจะโต 4% ในไตรมาส 2 หลังภาคการผลิตแกร่ง

 

นายแจน แฮทซิอุส นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวมากเกินคาดในไตรมาส ส่งผลให้นายแฮทซิอุสปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวในไตรมาส 2 ของสหรัฐ สู่ระดับ 4.0% จากระดับ 3.9% ที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยระบุถึงการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง

 

สอดคล้องกับการรายงานของของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ถึง ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ว่าดีดตัวขึ้น 4.9 จุด สู่ระดับ 25.0 ในเดือนมิ.ย. โดยสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงเล็กน้อย

 

"ดัชนี Empire State ปรับตัวแข็งแกร่ง สวนทางคาดการณ์ ขณะที่ดัชนีย่อยทั้ง 3 ดัชนีก็ได้ดีดตัวขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงการปรับตัวขึ้นของการผลิตในภาคสาธารณูปโภค เราก็ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ GDP ในไตรมาส 2" นายแฮทซิอุสกล่าว

 

มาที่ฝั่งพี่ยุ่นของเรา โพลล์สำรวจเผยความนิยมรัฐบาลญี่ปุ่นเดือนมิ.ย. ปรับตัวขึ้น

 

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า คะแนนความนิยมในคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นประจำเดือนมิ.ย.นั้นอยู่ที่ 44.9% เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าในเดือนพ.ค.ซึ่งอยู่ที่ 38.9% และเดือนเม.ย. ซึ่งอยู่ที่ 37.0% ซึ่งเป็นระดับเกือบต่ำสุดหลังจากการเข้ามามีอำนาจอีกครั้งของนายชินโซ อาเบะ ในปี 2555

 

ด้านคะแนนต่อต้านในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ลดลงมาอยู่ที่ 43.2% จากระดับ 50.3% ในเดือนพ.ค. และ 52.6% ในเดือนเม.ย.ผลการสำรวจผ่านทางโทรศัพท์ล่าสุดนี้ จัดทำขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบคลุมประชากรทั่วประเทศ

 

ยูโรสแตทเผยยูโรโซนเกินดุลการค้า 1.81 หมื่นล้านยูโรในเดือนเม.ย.

 

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท เปิดเผยว่า ยูโรโซนมียอดเกินดุลการค้า 1.81 หมื่นล้านยูโรในเดือนเม.ย. ลดลงจากระดับ 1.98 หมื่นล้านยูโรในเดือนมี.ค. และยังเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว หรือในรอบ 6 เดือน และน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านยูโร

 

โดยรายงานระบุว่า ยอดส่งออกเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนมี.ค. ขณะที่ยอดนำเข้าขยายตัว 1.4%

 

สำหรับยอดเกินดุลการค้าที่ยังไม่มีการปรับตามฤดูกาล อยู่ที่1.67 หมื่นล้านยูโรในเดือนเม.ย. เทียบกับ 1.57 หมื่นล้านยูโรในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยยอดส่งออกขยายตัว 8% และนำเข้าโต 8.1% เมื่อเทียบรายปี

 

ปิดท้ายที่สถานการณ์ราคาน้ำมัน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% เมื่อคืนนี้ วันที่ 15 มิ.ย.)ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงกว่า 3% โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก อาจตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิต ในการประชุมวันที่ 22 มิ.ย.นี้

 

สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนักหลังจากมีการคาดการณ์ว่า ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นสมาชิกรายใหญ่ของกลุ่มโอเปก อาจจะพิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิต 500,000 บาร์เรล สู่ระดับ 1 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่รัสเซียอาจพิจารณาเพิ่มการผลิตสูงถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน

 

โดยการคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รมว.พลังงานของรัสเซียได้กล่าวภายหลังการหารือกับนายคาลิด อัล-ฟาลีห์ รมว.พลังงานซาอุดิอาระเบียที่กรุงมอสโกเมื่อไม่นานมานี้ว่า รัสเซียและซาอุดิอาระเบียให้การสนับสนุนในหลักการต่อการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่ได้มีการจำกัดกำลังการผลิตเป็นเวลา 18 เดือน โดยนายโนวัคกล่าวว่า ทางเลือกหนึ่งก็คือ การเพิ่มกำลังการผลิต 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.

 

ขณะที่นายคาลิดคาดว่า ที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะบรรลุข้อตกลงที่สร้างความพึงพอใจ โดยเฉพาะต่อตลาด ทั้งนี้ กลุ่มประเทศโอเปก และผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปกจะทบทวนนโยบายการผลิตน้ำมันในการประชุมที่กรุงเวียนนาในวันที่ 22-23 มิ.ย.

 

นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดเช่นกัน โดยเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ รายงานล่าสุดเมื่อวานนี้ว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 1 แท่น สู่ระดับ 863 แท่นในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2558 และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4