มติครม.ประจำวันที่ 13 มี.ค.61
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2561 เวลา 17:38 น.

 

ครม.ไฟเขียว งบหลักประกันสุขภาพปี’62 – ปรับลดกองทุนสปสช. 1.04 หมื่นล้าน

13 มี.ค.2561 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบงบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 195,768.44 ล้านบาท ประกอบด้วย งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ วงเงิน 193,922 ล้านบาท และงบบริหารจัดการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) วงเงิน 1,846 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเห็นชอบกรอบงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 207,504.82 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณปรับลดงบในส่วนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากวงเงิน 193,922 ล้านบาท เหลือ 183,430 ล้านบาท หรือ ปรับลดลง 10,492 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 7 รายการ ได้แก่ ค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว (3,426.56 บาทต่อหัว จากเดิมเสนอ 3,634 บาทต่อหัว) วงเงิน 166,445 ล้านบาท ค่าบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ วงเงิน 3,046 ล้านบาท ค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง วงเงิน 8,281 ล้านบาท ค่าบริการควบคุม ป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังวงเงิน 1,135 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่ที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัยและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 1,490 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง วงเงิน 916 ล้านบาท และค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว วงเงิน 268 ล้านบาท


ยกเว้นเก็บค่ามอเตอร์เวย์ ช่วงวันสงกรานต์ 11-18 เม.ย.นี้


พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2 เส้นทาง ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง หรือ มอเตอร์เวย์ และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอก ในเวลาหลังเที่ยงคืนของวันที่ 11-18 เมษายน รวมระยะเวลา 8 วันทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในช่วงวันหยุดยาว ให้การจราจรมีความคล่องตัวและลดการใช้พลังงานของประเทศ

 

ครม.ไฟเขียวตั้ง 'กอบกาญจน์' นั่งประธานบอร์ดพิงคนคร


เมื่อวันที่ 13 มี.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.อนุมัติตามที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร แทนประธานกรรมการและกรรมการที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2560 รวม 7 คน ดังนี้


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ น.ส.บุษราภรณ์ กอบกิจพานิชผล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายสุเทพ นิ่มสาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายณรงค์ คองประเสริฐ กรรมการภาคเอกชน นายสรภพ เชื้อดำรง กรรมการภาคเอกชน และนายอนุชา ดำรงมณี กรรมการภาคเอกชน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.2561 เป็นต้นไป


ครม.อนุมัติองค์การเภสัชฯสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2

13 มี.ค. 61-นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่องค์การเภสัชกรรม(อภ.) กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 วงเงินลงทุน 5,607 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณรายจ่ายในปี 2561-2564 รวม 4 ปี ประกอบด้วย ค่าอาคารและสิ่งก่อสร้าง 3,626 ล้านบาท, ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ 1,917 ล้านบาท, ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง 63 ล้านบาท


"แหล่งเงินทุน จะมาจากรายได้ของ อภ.เอง 2,243 ล้านบาท และอีกส่วนเป็นเงินกู้ในประเทศ 3,364 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนของเงินกู้ในประเทศนั้น กระทรวงการคลังไม่ได้มีการค้ำประกันเงินกู้ให้ เนื่องจากเห็นว่าองค์การเภสัชกรรม มีรายได้เป็นของตนเอง" นายณัฐพรกล่าว


การที่ อภ.เสนอขอก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 เนื่องจากโรงงานผลิตยา พระราม 6 มีข้อบกพร่องในเรื่องของอาคาร สถานที่ และระบบสนับสนุนการผลิตจากข้อจำกัดทางกายภายของโรงงานผลิตยา เช่น โรงงานหลักที่ใช้ผลิตยามีอายุการใช้งานกว่า 50 ปี, สายการผลิตทุกประเภทตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน ทำให้การปรับปรุงข้อบกพร่องไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ เพราะอาจกระทบต่อกระบวนการผลิตยาในส่วนอื่น และโรงงานยังตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่อาจส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจะปรับปรุงโรงงานผลิตยาพระราม 6 เพื่อรองรับมาตรฐาน GMP PIC/S นั้นต้องใช้เงินลงทุนสูง


นอกจากนี้ หาก อภ.ไม่ปรับปรุงโรงงานผลิตยาพระราม 6 ตามมาตรฐานดังกล่าวแล้ว อาจจะส่งผลถึงการประกอบการของ อภ.ในอนาคต ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพได้ เพราะ อภ.จะไม่สามารถรองรับการขยายตัวของปริมาณการผลิตยาที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับประสบปัญหาด้านคุณภาพในการผลิตที่ อภ.อาจถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบรับรองการผลิตยา ทำให้ต้องระงับการผลิตยาได้ ดังนั้นการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 เพื่อทดแทนสายการผลิตยาที่โรงงานผลิตยาพระราม 6 จะทำให้ อภ.สามารถแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวได้ ตลอดจนเป็นการพัฒนาโรงงานผลิตยาให้มีความสามารถด้านการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล


ทั้งนี้ โรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 อยู่บนพื้นที่เดียวกับโรงงานผลิตยารังสิต 1 บนที่ดินราชพัสดุที่ อภ.เช่าจากกรมธนารักษ์ บริเวณคลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เนื้อที่ประมาณ 98 ไร่