มาแล้ว! มติครม.ประจำวันที่ 20 มี.ค.61
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2561 เวลา 16:18 น.

 

ครม. ไฟเขียวอัดเงินเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน ให้คนจนกู้ใช้จ่ายฉุกเฉิน ระยะที่ 2 ของธนาคารออมสิน

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ธนาคารออมสินได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2560 ซึ่งปัจจุบันธนาคารออมสินได้อนุมัติสินเชื่อโครงการดังกล่าวใกล้เต็มวงเงินแล้ว

 

โดยโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ระยะที่  2 มีสาระสำคัญ ดังนี้ วัตถุประสงค์คือ ให้สินเชื่อแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วไปที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน เป็นต้น โดยต้องไม่เป็นการ Refinance หนี้ในระบบ

 

วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ให้วงเงินให้สินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย กลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชนที่มีการประกอบอาชีพและมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน ระยะเวลาการยื่นขอสินเชื่อให้ยื่นขอสินเชื่อและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายในวันที่ 31 มี.ค. 2563 ระยะเวลาการให้กู้ยืมไม่เกิน 5 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน หลักประกันต้องมีบุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน และ/หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

 

หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ จะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก โดยสามารถตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโรได้ แต่จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ


อย่างไรก็ดี โดยที่สินเชื่อลักษณะดังกล่าวมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น รัฐบาลจึงกำหนดเงื่อนไขในการชดเชยสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-performing Loan : NPL) ที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการนี้ให้ธนาคารออมสินไว้ไม่เกินร้อยละ 40 คิดเป็นวงเงินประมาณไม่เกิน 4,000 ล้านบาท หรือตามที่เกิดขึ้นจริง

 

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังมีสินเชื่อและเงื่อนไขในการชดเชย NPL ในลักษณะเดียวกัน ได้แก่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ระยะที่ 2 ของ ธ.ก.ส. วงเงิน 10,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2561 ดังนั้น ผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉินสามารถขอสินเชื่อได้ทั้งที่ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน

 

นางสาวกุลยาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวข้างต้นจะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ในกรณีมีความจำเป็น ต้องใช้จ่ายฉุกเฉินเร่งด่วน โดยไม่ต้องไปใช้บริการหนี้นอกระบบ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูง สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้เข้าร่วมโครงการให้ดีขึ้นประมาณ 200,000 ราย


ครม.ปรับแผนหนี้สาธารณะเพิ่มวงเงิน 8.5 หมื่นล้าน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ที่ประชุมอนุมัติการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ โดยมีการปรับวงเงินเพิ่ม 85,906 ล้านบาทเป็นวงเงินรวม 1.58 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 42.8 ต่อจีดีพี ซึ่งปรับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น จากเดิมที่ระดับร้อยละ 42.7

 

นอกจากนี้ การการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวยังทำให้ภาระหนี้ต่องบประมาณปรับลดลงจากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 8.6 นายณัฐพร ยังเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ที่ประชุมอนุมัติงบกลางปี 2560 วงเงิน 257 ล้านบาท เพื่อดำเนินการติดตั้งเครื่องอีดีชี เพิ่มเติมตามความต้องการอีก 20,000 เครื่อง เพื่อใช้รองรับการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่รัฐ ของผู้ที่มีรายได้น้อย

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีประชาชนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 10.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 95 จากผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 11.4 ล้านคน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แต่ตั้ง นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. โดยให้มีผลทันที

 

นายณัฐพร เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินระยะที่ 2 วงเงิน 10,000 ล้านบาท และอนุมัติงบประมาณที่ใช้ในโครงการเป็นวงเงินงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการไม่เกิน 5 ปี วงเงินให้สินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน โดยจะพิจารณาเงินให้สินเชื่อจากความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก โดยสามารถตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโรได้ แต่จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการทั้งหมดของโครงการนี้ แบ่งเป็นระยะที่ 1 วงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นของธนาคารออมสิน 5,000 ล้านบาท และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรวงเงิน 5,000 ล้านบาท และระยะที่ 2 อนุมัติให้กับธ.ก.ส. เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 10,000 ล้านบาท และเมื่อรวมครั้งนี้ที่อนุมัติให้ออมสิน 10,000 ล้านบาท จะทำให้โครงการนี้มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 ราย

 


ครม.รับทราบผลการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจวีซ่า 21 ประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยว ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นขยายตัว 4.46%

วันนี้(20มี.ค.61)นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการรายงานผลการประเมินความคุ้มค่าและภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราจากการดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21 ประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-31 ส.ค.60 รวมระยะเวลา 6 เดือน สรุปได้ว่า มีนักท่องเที่ยวของ 21 ประเทศเดินทางเข้าประเทศไทย จำนวน 6,069,878 คน ขยายตัว 4.46% คิดเป็น 34.97% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 303,143 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ การยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 7,190.96 ล้านบาท แต่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 47,553 ล้านบาท และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำการสำรวจพบว่า 55% ระบุว่ามาตรการนี้มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย และ 56% ระบุว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวประเทศไทยในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงท่องเที่ยวฯ ประเมินแล้วว่าปัจจุบันสถานการณ์การท่องเที่ยวมีการปรับตัวดีขึ้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาดำเนินการมาตรการนี้ต่อไป

 

ครม.อนุมัติงบประมาณการดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยาง 3 โครงการ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการดำเนินการโครงการตามมติ ครม.ของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งครม.ได้อนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.60 ใน 3 โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง โดยวันนี้ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณแล้ว ดังนี้


โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง จะใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพาราจำนวน 1 พันล้านบาท และ ใช้งบกลางปี 61 อีก 2 พันล้านบาท ส่วนโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะขอรับการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือในเรื่องค่าเบี้ยประกันภัย เป็นเงิน 108 ล้านบาท


สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป วงเงินไม่เกิน 600 ล้านบาท ส่วนโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ คาดว่าจะสามารถทำให้เกิดการใช้ยางได้ 2 แสนตัน

 

ครม.ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ตำรวจส่วนโครงสร้าง

20 มี.ค.61 พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงเพิ่มเติมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ อาทิ การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติองค์ประกอบอำนาจหน้าที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) ให้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ตำรวจ ยกเลิกอำนาจการคัดเลือกแต่งตั้ง ผบ.ตร.และแก้ไขปรับปรุงหน้าที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) มีอำนาจพิจารณาคัดเลือก ผบ.ตร.เป็นต้น 

 

"ตรงนี้ถือเป็นส่วนแรกเท่านั้น สำหรับส่วนที่ว่าด้วยภารกิจ อำนาจหน้าที่  การบังคับใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาละระบบการสอบสวนคดีอาญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น จะเสนอที่ประชุมครม.ต่อไป ระหว่างนี้จะส่งส่วนแรกนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาไปพลางก่อน เมื่อได้รายละเอียดครบสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะนำเข้าที่ประชุมครม.พิจารณาอีกครั้ง และส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาในคราวเดียวกันด้วย จากนั้นรายงานสนช.ทราบและประกาศใช้แผนการปฏิรูปประเทศไม่เกินวันที่ 5 เม.ย." ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

ครม.ไฟเขียวร่างความตกลงร่วมสหประชาชาติ 58 ปท.ป้องล่วงละเมิดทางเพศ


20 มี.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงในการดำเนินการร่วมกันของสหประชาชาติกับรัฐสมาชิกต่อปัญหาการแสวงหาประโยชน์ และการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก เป็นผู้แทนลงนาม

 

โดยสหประชาชาติได้จัดทำร่างเอกสารความตกลง และได้เชิญชวนสมาชิกให้มาลงนามในเรื่องการละเมิดทางเพศ ปัจจุบันมีสมาชิกลงนามแล้ว 58 ประเทศ อาทิ เยอรมันนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา เป็นต้น ซึ่งสหประชาชาติมีหน้าที่สนับสนุน ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ จัดมาตรการรับผิดชอบ และตรวจสอบได้ พัฒนาขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน การดำเนินการมาตรการสืบสวนที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนของผู้ถูกกระทำ

 

พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนหน้าที่ของรัฐสมาชิกนั้น จะสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ให้ความร่วมมือสหประชาชาติในการป้องกัน มีการดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่เข้าร่วมการปฏิบัติการของสหประชาชาติเป็นผู้ที่คัดกรองมาแล้ว และมาตรการด้านการรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ รวมถึงมีอิสระ ไม่มีการแทรกแซง ละเอียดถี่ถ้วนทันการ และโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ร่างความตกลงดังกล่าวไม่ใช่สนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย