ปรับฐานต่อรับพายุแรง
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 18:21 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่่ผ่านมา ปรับตัวลดลง โดยดัชนปิดที่ระดับที่ 1,667.91 จุด ลดลง 1.67% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 11.23% จาก สัปดาห์ก่อน มาที่ 49,987.03 ล้านบาท 

 

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.03% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 426.79จุด 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดิอาระเบีย ขณะที่ การส่ง สัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังมีสัญญาณชัดเจนต่อเนื่อง แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะแสดงความคิดเห็นไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการขึ้นดอกเบี้ของเฟด

 

รวมถึงประเด็นสงคราม การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังคงเป็ นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งรวมถึง ตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่าานมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยอย่างหนักและต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

 

สำหรับตลาดหุ้น และตลาดเงินของไทย สัปดาห์วันที่ 22-26 ต.ค.ซึ่งเราจะมีเว้นวรรค หยุดใน 1 วันในช่วงต้นสัปดาห์ วันปิยะมหาราช 23 ต.ค.

 

บล.กสิกรไทย มองว่าดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 22-26 ต.ค.มีแนวรับที่ 1,650 จุดและ 1,630 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,680 จุดและ 1,690 จุด 

 

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ยังเป็นผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 3/2561ที่จะทยอยประกาศออกมาต่อเนื่อง ขณะที่ในต่างประเทศ จับตาสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดิอาระเบีย ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/2561 ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน ก.ย. ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนต.ค. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนต.ค. ของประเทศแถบยุโรป และญี่ปุ่น

 

ด้าน บล.ทิสโก้  มองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ 22-26 ต.ค. ว่า มีโอกาสอ่อนตัวต่อเนื่อง ในกรอบ 1,660 -1,770 จุด แต่ถ้ายืนไม่อยู่อาจจะหลุดต่ำลงกว่านี้ได้

 

หลังจากที่หุ้นไทยสัปดาห์ก่อนซึมลงโดนกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง โดยนับจากต้นเดือนตุลาคมนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 43,000 ล้านบาท หลังจากที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ขณะที่ปัจจัยในประเทศตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเดือนกันยายนที่ลดลง 15% และแม้ว่าเราจะคาดการณ์ส่งออกเดือนกันยายนจะโต 6.5% แต่ด้วยค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่ากว่าภูมิภาค 

 

ทำให้มองว่าการส่งออกไทยในอนาคตจะโดนกดดัน ประกอบกับเศรษฐกิจจีนไตรมาส3 ที่โต6.5% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 6.6% ถือเป็นปัจจัยที่เพิ่มความกังวลกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ต่อเนื่องมาถึงการส่งออกของไทย

 

แนะนำกลยุทธ์ว่า เมื่อตลาดหุ้นไม่สามารถสร้างฐานเหนือ 1,700จ ุดได้  และยังคงมีปัจจัยกดดันจากต่างประเทศและกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ประกอบกับตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยบวกที่ชัดเจน โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงต่อมีสูง

 

และหากปรับตัวหลุดระดับ 1,660 -1,665 จุด แนวรับต่อไปจะอยู่ที่ 1,600 จุด

 

ขายก่อน และกลับมาถือเงินสดแทน น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของนักลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรในระยะสั้นเนื่องจาก ตลาดมีโอกาสที่จะย่อตัวลงไปซื้อขายในกรอบที่ต่ำลง ส่วนนักลงทุนระยะยาว แนะนำให้ใจเย็นๆ รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว

 

ขณะที่ฝั่งตลาดเงิน แม้จะมีการเทขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้น แต่ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมายังแข็งค่าในช่วงแรกของสัปดาห์ และ แต่อ่อนค่าลงบ้างลงท้ายสัปดาห์ แต่ภาพรวมยังเป็นฝั่งบวก

 

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ตามสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีปัจจัยลบจากข้อมูลยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ที่เพิ่มน้อยกว่าที่ตลาดคาด 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากบันทึกการประชุมเฟด (25-26 ก.ย.) ซึ่งตอกย้ำแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงปีหน้า 

 

ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินหยวน หลังจีดีพีไตรมาส 3 ของจีนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ก็เป็นปัจจัยลบต่อสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และเงินบาทเช่นกัน

 

ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 32.75 บาทต่อ ดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (12 ต.ค.)

 

ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์วันที่ 22-26 ต.ค.ที่ 32.50-32.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ตัวเลขการส่งออกของไทย ในเดือน ก.ย. 

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนก.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนต.ค. ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3/2561 (advance) และรายงาน Beige Book ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป และดัชนี PMI ของประเทศชั้นนำอื่นๆ

 

ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ประเมินค่าเงินบาท สัปดาห์วันที่ 22-26 ต.ค. โดยคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.55-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

มาถึงข่าวคราวที่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ และอาจจะกระทบกับการลงทุนในสัปดาห์นี้ได้

 

เริ่มจากในประเทศ กำไรของธนาคารพาณิชย์ไทยที่ประกาศออกมาไตรมาส 3 ยังเพิ่มขึ้น

 

โดยรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/61 ของธนาคารพาณิชย์ไทย 11 แห่ง พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 56,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.35% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 49,231 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 2.34% จากไตรมาส 2/61 ที่มีกำไรสุทธิ 55,493 ล้านบาท โดย SCB ยังครองแชมป์ทำกำไรสูงสุดในระบบ

 

โดยจากการรวบรวมผลประกอบการไตรมาส 3/61 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง พบว่า สามารถทำกำไรรวมได้ 56,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.34% จากไตรมาส 2/61 ที่มีกำไรรวม 55,493 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 15.35% จากไตรมาส 3/60 ที่อยู่ 49,231 ล้านบาท

 

โดยธนาคารที่ทำกำไรสูงสุดในไตรมาสนี้ยังเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่ทำได้ 10,508 ล้านบาท แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB มีอัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด 176.10% หลังรับรู้กำไรพิเศษจากการขาย บลจ. ทหารไทย

 

ส่วนธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กำไรลดลงมากสุดถึง 10.75%

 

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ หรือ NPL (gross) Ratio พบว่า ธนาคารส่วนใหญ่มีการเพิ่มขึ้นของ NPL เช่น BBL ,KBANK, BAY, TMB ,TBANK และ TISCO โดยยังมาจากสินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย

 

ขณะที่ข่าวคราวในต่างประเทศ เริ่มจากศึกขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งมีเสียงคัดค้านจากฝั่งการเมืองมาต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายอลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ในตำนาน แนะเฟด ไม่ต้องฟังคำติเตียนจากนายทรัมป์

 

โดยสำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า นายอลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดกล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคำติเตียนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากประธานาธิบดีแทบทุกคนมักจะมีความความเห็นที่สวนทางกับธนาคารกลาง

 

“คุณจะต้องรู้ว่า ประธานาธิบดีแต่ละคนต่างมีมุมมองของตนเองว่า เศรษฐกิจควรจะเป็นอย่างไร และอัตราดอกเบี้ยควรจะอยู่ที่ระดับใด ซึ่งความเห็นนั้นมักจะพยายามเข้ามาครอบงำความเห็นของคณะกรรมการตลาดเสรีเฟดเสมอ'ช” นายกรีนสแปนกล่าว

 

โดยนายกรีนสแปนดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดตั้งแต่ปี 1987-2006 และอยู่ภายใต้การวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีหลายคนไม่ว่าจะเป็นโรนัลด์ เรแกน จอร์จ บุช บิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิลยู บุช

 

“ถ้าคุณต้องเป็นกรรมการในเฟด ดีที่สุดคือคุณควรจะเสียบหูฟังและก็ไม่ต้องไปฟัง ผมทำงานที่เฟดมา 18 ปีครึ่ง ได้รับคำร้องขอ บันทึกข้อความ และการสื่อสารอีกหลายรูปแบบให้ลดดอกเบี้ย แต่ผมไม่เคยใส่ใจในสิ่งที่ผู้ที่มีอำนาจพูดสักครั้งเดียว และเราก็ยืนยันว่า เราจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยนั้นต่ำเกินไปแล้ว” นายกรีนสแปนกล่าว

 

ต่อด้วยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนก.ย.ปรับตัวลดลง 3.4% จากเดือนส.ค. แตะระดับ 5.15 ล้านยูนิต เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.ของปีก่อนหน้าแล้ว ยอดขายบ้านมือสองลดลง 4.1%

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก NAR เปิดเผยว่า สาเหตุของการปรับตัวลดลงของยอดขายบ้านมือสองทั่วสหรัฐนั้น มาจากการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาบ้านที่สูงขึ้น โดยราคาเฉลี่ยของบ้านเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 258,100 ดอลลาร์ในเดือนก.ย.

 

สต็อกบ้านในตลาดอยู่ที่ระดับ 1.88 ล้านยูนิตในเดือนก.ย. ลดลงจากระดับ 1.91 ล้านยูนิตเมื่อเดือนส.ค. แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก.ย.ของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.86 ล้านยูนิต

 

เมื่อพิจารณายอดขายบ้านและสต็อกบ้านในตลาด พบว่า ผู้ขายบ้านต้องใช้เวลา 4.4 เดือนในการขายบ้านจนหมดสต็อกในตลาด เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.3 เดือนเมื่อเดือนส.ค. และยังเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.2 เดือนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ขณะที่ฝั่งจีน มีข่าวราคาบ้านเช่นกัน โดยระบุว่า ราคาบ้านเดือน ก.ย.ยังมีเสถียรภาพ หลังจากในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจะเดินหน้าควบคุมตลาดอสังหาฯ

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ราคาบ้านในเมืองใหญ่ของจีนยังคงมีเสถียรภาพในเดือนก.ย. ขณะที่รัฐบาลจีนเดินหน้าใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์

 

ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองใน 4 เมืองใหญ่ของจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และกว่างโจว ต่างปรับตัวลดลงในเดือนก.ย.เมื่อเทียบรายเดือน โดยราคาบ้านใหม่ในเมืองใหญ่ขยับลง 0.1% ในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. ขณะที่ราคาบ้านมือสองก็ขยับลง 0.1% ในเดือนก.ย. หลังจากที่ทรงตัวในเดือนส.ค.

 

มาที่ฝั่งยุโรป Brexit  กลายเป็นมหากาพย์เรื่องยาวที่ไม่จบง่ายๆ โดยสุดสุปดาห์ที่ผ่านมา ชาวอังกฤษเดินขบวนเรียกร้องให้จัดลงประชามติกรณี Brexit อีกรอบ

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ประชาชนเกือบ 700,000 รายได้ออกมาเดินขบวนในกรุงลอนดอนช่วงบ่ายวานนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดลงประชามติเรื่องการถอนตัวของอังกฤษจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) เป็นครั้งที่ 2 โดยจำนวนของผู้ที่เข้าร่วมการเดินขบวนดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับทางการและกลุ่มผู้จัดงาน เนื่องจากตำรวจลอนดอนค่าดการณ์ไว้ว่า จะมีประชาชนเข้าร่วมการเดินขบวน 100,000 คน

 

องค์กรผู้จัดการเดินขบวน People's Vote ได้ประเมินว่า จะมีผู้เข้าร่วมเดินขบวนประท้วง 670,000 คน

 

ในการเดินขบวนครั้งนี้ มีนายวินซ์ เคเบิล หัวหน้าพรรคลิเบอรัล เดโมแครตส์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนทางการเมืองที่อาวุโสสูงสุดที่เข้าร่วมเดินขบวน นอกจากนี้ ยังมีนายซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีลอนดอน แคโรลีน ลูคัส อดีตหัวหน้าพรรคกรีน เป็นต้น

 

และข่าวสุดท้ายเป็นเรื่องคริปโตเคอเรนซี  โดย FATF เล็งออกระเบียบคุมสกุลเงินดิจิทัลก่อนมิ.ย.ปีหน้า หวังสร้างมาตรฐานทั่วโลก

 

คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) เปิดเผยว่า ทางหน่วยงานเตรียมออกระเบียบคุมเข้มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลภายในเดือนมิ.ย.ปีหน้า โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานให้เหมือนกันทั่วโลก

 

แถลงการณ์ระบุว่า หน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะต้องทำหน้าที่ออกใบอนุญาตและกำกับดูแลตลาดซื้อขายเงินดิจิทัล รวมถึงบริษัทผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยระเบียบที่จะมีขึ้นใหม่นี้ครอบคลุมบริษัทที่มีการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering) หรือ ICO ด้วยเช่นกัน

 

ความเคลื่อนไหวที่ว่านี้มีขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานในการกำกับดูแลของประเทศต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันทั่วโลก จากปัจจุบันที่ยังคงมีมาตรการดูแลแตกต่างกันไป โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเงินดิจิทัลไปใช้ในการฟอกเงิน การก่อการร้าย และอาชญากรรมอื่น ๆ