มติครม.ประจำวันที่ 20 พ.ย.2561
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เวลา 15:45 น.

 

ครม.เห็นชอบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 มาตรการ ช่วยค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายปลายปี ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทางผู้สูงอายุ รวมงบกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 4 มาตรการ ได้แก่ 1.บรรเทาภาระค่าน้ำ 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน และ ค่าไฟ 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค.61-ก.ย.62 ซึ่งในส่วนนี้เป็นวงเงินที่ถอนไม่ได้ 2.สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาท/คน ในเดือนธ.ค.61 3.ค่าเดินทางรักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) 1,000 บาท/คน และ 4. ช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 400 บาท/คน/เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค.61-ก.ย.62 โดยทั้ง 3 ส่วนนี้สามารถเบิกถอนได้ โดยมาตรการดังกล่าวจะใช้เงินช่วยเหลือจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม รวม 38,730 ล้านบาท
 

ครม.คลอด4กฏเหล็ก กำชับส่วนราชการหนุนเลือกตั้งส.ว.เที่ยงธรรม

 

20 พ.ย.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.รับทราบแนวทางปฏิบัติภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ส.ว.แล้ว เพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ว.เป็นไปอย่างเรียบร้อย สุจริต เที่ยงธรรมชอบด้วยกฎหมาย จึงมีแนวทางปฏิบัติของส่วนราชการ 4 เรื่อง คือ 1.ให้ข้าราชการพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐอาสาสมัครของหน่วยงานต่างๆให้ความร่วมมือช่วยเหลือสนับสนุนการเลือกตั้ง ส.ว.ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย

 

2.ให้ข้าราชการพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐอาสาสมัครวางตัวเป็นกลาง 3.ให้หน่วยงานต่างๆสนับสนุนสถานที่การจัดการเลือกตั้ง ส.ว. และ 4.สนับสนุนการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนเท่าที่แต่ละหน่วยงานจะทำได้

 

ครม.เห็นชอบหลักการโครงการช่วยเหลือชาวสวนยางงบ 1.86 หมื่นล้านบาท ให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,800 บาท รับซื้อปาล์ม 1.6 แสนตัน


นายพุทธิพงษ์ ปุณณะกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบในหลักการมาตรการช่วยเหลือช่วยสวนยางเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยางภายใต้วงเงิน 18,604.95 ล้านบาท ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หามาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางให้ได้ภายใน 7 วัน หลังราคายางตกต่ำ โดยช่วยเหลือเป็นเงิน 1,800 บาทต่อไร่ ไม่เกินรายละ 15 ไร่ ในจำนวนนี้ให้แบ่งจ่ายกับเจ้าของสวน 1,100 บาท คนกรีด 700 บาท


เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ที่มีเจ้าของสวนยางเปิดกรีดจำนวน 999,065 ราย คนกรีดยางจำนวน 304,266 ราย คิดเป็นพื้นที่เปิดกรีดรวมประมาณ 10,039,672.29 ไร่ ใช้งบประมาณรวม 18,604.95 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณที่จ่ายให้ชาวสวนยางและคนกรีด 18,071.41 ล้านบาท งบประมาณชดเชยต้นทุนเงินให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) 393.05 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าธรรมเนียมโอนเงิน ธ.ก.ส. ให้เจ้าของและคนกรีดยาง 13.98 ล้านบาท และงบบริหารโครงการ 126.50 ล้านบาท โดยงบบริหารจัดการนี้จะใช้จากกองทุนพัฒนายางพารา ตามนัยมาตรา 49(3) แห่ง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2548


ทั้งนี้ แหล่งงบประมาณ ค่าใช้จ่ายดำเนินทั้งหมดนี้ ให้ธ.ก.ส.สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส. จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนเพื่อเป็นการชดเชยตามผลการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริง รวมค่าใช้จ่ายการดำเนินงานค่าธรรมเนียมโอนเงินและชดเชยต้นทุนเงินหรือตามความเห็นของกระทรวงการคลังต่อไป


ระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 เดือน (ธันวาคม 2561-กันยายน 2562) หากไม่มีปัญหา อุปสรรค สามารถดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) อีกครั้งเพื่อดูรายละเอียดและพิจารณาให้รอบคอบ


ส่วนกรณีที่จะมีการนำยางไปใช้ทำถนนในอดีตกรมบัญชีกลางยังไม่สามารถประกาศราคากลางออกมาได้ แต่หลังจากนี้น่าจะดำเนินการได้แล้ว


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ครม.ได้หารือมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาทั้งเรื่องของยางพาราและปาล์มน้ำมัน โดยในส่วนมาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ รัฐจะรับซื้อปาล์มน้ำมันในกิโลกรัมละ 18 บาท ประมาณ 1.6 แสนตันเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า โดยจะรับซื้อจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนมาตรการระยะยาวจะเพิ่มการนำปาล์มน้ำมันมาเป็นส่วนผสมของน้ำมันบี 20 มีเป้าหมายปีละ 5 แสนตัน
นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่มีราคาสูงกว่าท้องตลาด ส่งผลทำให้ต้นทุนของภาครัฐสูงขึ้นด้วย เช่น การนำปาล์มน้ำมันไปผลิตกระแสไฟฟ้าก็จะทำให้ต้นทุนผลิตกระแสไฟฟ้าสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินไปดูแลในส่วนนี้ด้วย จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการแก้ไขปัญหาอาจดูเหมือนง่าย แต่จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนให้เห็นว่าเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนเท่านั้น ไม่สามารถจะช่วยเหลือไปได้ตลอด ซึ่งต้องคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลด้วย


ในส่วนการแก้ไขปัญราคายาง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยมีผลผลิตยางถึง 4.6 ล้านตัน แต่มีการใช้ยางในประเทศ 4 แสนตัน แต่รัฐบาลได้เร่งการนำผลผลิตมาใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนตัน แต่ยังเหลือผลผลิตอีก 4 ล้านตัน ถือว่าไทยมีผลผลิตปริมาณยางที่มากที่สุดในโลก ดังนั้น เรื่องราคาก็ขึ้นอยู่กับปริมาณด้วย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มแข็ง ทั้งในเรื่องการลดพื้นที่ปลูกยาง และการแก้ไขปัญหาการปลูกยางในพื้นที่บุกรุกของรัฐบาล ยังมีปัญหากับประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งรัฐบาลจะดูแลในส่วนที่ถูกต้องตามกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีการกำหนดมาตรการการช่วยเหลือ โดยช่วยเหลือไม่เกิน 15 ไร่ เพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศและมาตรการทั้งหมด ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการยางธรรมชาติก่อน


นายกรัฐมนตรี ขอร้องกลุ่มเกษตรกรอย่าออกมารวมตัวประท้วง เพราะรัฐบาลพยายามดูแลทุกกลุ่ม และอยากสร้างความเข้าใจว่าการรที่รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือเป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่สิ่งสำคัญเกษตรกรต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้เข้าใจระบบการค้าการลงทุนในปัจจุบัน และต้องเข้าใจถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกที่หลายประเทศประสบปัญหา แต่หากมองมาที่ประเทศไทย ถือว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังดีอยู่ แต่การแก้ปัญหานั้น รัฐบาลพยายามดูภาพรวมทั้งหมด จะช่วยเพียงเฉพาะกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ได้ และพยายามสร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้กับเกษตกร


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน มีการบูรณาการการทำงานในการสกัดการลักลอบนำสินค้าเกษตรเข้ามาในประเทศด้วย