"ฝุ่นละอองPM2.5" ทำร้ายเราอย่างไรบ้าง?
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 14:28 น.

 

นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ให้คำตอบ "ฝุ่นละอองPM2.5" ก่อให้เกิดอันตรายอย่างไรกับมนุษย์ พร้อมคำแนะนำในการป้องกัน

 

กรุงเทพฯกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมครอน หรือ ที่เรียกกันว่า PM 2.5 อย่างหนัก

 

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าฝุ่นละออง PM2.5 ที่วัดได้ในหลายพื้นที่เกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในข่าย "เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ" ของผู้คน

 

หากไม่ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกเพียง แสบจมูก หรือ หายใจไม่สะดวก ทว่าความจริงแล้วฝุ่นละอองขนาดเล็กมีพิษร้ายและก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาวอย่างรุนแรง

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล แห่ง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้อธิบายไว้ในบทความเรื่อง "ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM2.5" ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ "สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ไว้อย่างน่าสนใจ

 

3 ผลร้ายจากฝุ่นละออง PM2.5

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิพัฒน์ อธิบายว่า เนื่องจากขนาดที่เล็กของอนุภาค ทำให้เมื่อมันถูกมนุษย์สูดผ่านรวมเข้าไปกับลมหายใจ สามารถผ่านลงไปได้ลึกจนถึงถุงลมที่เป็นส่วนปลายสุดของปอดเราได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อหลอดลมฝอยและถุงลม

 

นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติขนาดจิ๋วจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางส่วนของมันจึงเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมแล้วไชชอนผ่านเส้นเลือดฝอยเข้าสู่กระแสโลหิต และกระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายของเราได้

 

ความร้ายกาจของมันต่อปอดของมนุษย์ เป็นผลจากการกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ รบกวนดุลแคลเซียมจนทำให้เกิดการอักเสบ และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์จนเกิดผลร้ายที่สำคัญ 3 ประการคือ

 

1.ทำให้คนที่มีโรคระบบการหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ ทั้งโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหืด และ โรคถุงลมโป่งพอง

 

2.ทำให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

 

3.ในระยะยาวส่งผลให้การทำงานของปอดถดถอย จนอาจทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้จะไม่สูบุหรี่ก็ตาม และอาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งปอดได้เพิ่มขึ้น

 

ป้องกันตัวเองจากฝุ่นPM2.5อย่างไร?

 

นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำเอาไว้ว่า ช่วงที่มีค่า PM2.5 ในอากาศสูงเกินค่าปกติขององค์การอนามัยโลก คือ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ของกรมควบคุมมลพิษ ยังใช้ที่ค่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบการหายใจหรือโรคหัวใจเรื้อรังไม่ควรออกนอกบ้าน

 

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องเดินทางไปในที่สาธารณะ ให้ใส่หน้ากากพิเศษชนิดที่เรียกว่า “เอ็นเก้าสิบห้า”(N95) โดยเฉพาะชนิดที่มีผงถ่านเสริมการดักจับอนุภาคขนาดจิ๋ว โดยต้องสวมให้ถูกต้องอย่างกระชับกับรูปหน้า

 

สำหรับคนทั่วไปที่จำเป็นต้องออกนอกบ้านให้อย่างน้อย ใส่ “หน้ากากอนามัย” ที่ยังพอกรองอนุภาคขนาดประมาณ 3 ไมครอนได้ โดยต้องใส่ให้ถูกต้องเช่นกัน คือ หันด้านที่เป็นสีเขียวและเป็นมันกว่าออกด้านนอก และให้ส่วนที่มีแผ่นเสริมความแข็งแรงและช่วยการเข้ารูปอยู่ด้านบนของจมูก