ลุ้นเงินไหลเข้าต่อ
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ.2561 เวลา 14:00 น.

 

สำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทยังคงร้อนแรงไม่หยุด !! แข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาที่ 31.91 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 ปี ครั้งใหม่ 

 

โดยแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หนุนให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขยับขึ้นได้เพียงแค่ช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ ก่อนจะกลับมาเผชิญแรงขายในช่วงที่เหลือของสัปดาห์จากหลายปั จจัยลบ อาทิ ข่าวลือเรื่องการชะลอ หรือ การหยุดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรั ฐฯ ของทางการจีน แม้ภายหลังทางการจีนปฏิเสธข่าวดังกล่าว

 

และกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศว่าอาจจะถอนตัวออกจาก NAFTA การเตรียมมาตรการซื้อสินทรัพย์ ของธนาคารกลางยุโรป ตลอดจนข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

 

วันศุกร์ 12 ม.ค.ที่่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ 31.95 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (5 ม.ค.)

 

โดยคาดว่าในสัปดาห์วันที่ 15-19 ม.ค. 2561 ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทว่าจะยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ที่ 31.70-32.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ต้องจับตากระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดการเงินไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญอื่นๆ ระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้าน การขออนุญาตก่อสร้างเดือนธ.ค. ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนพ.ย. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจกิจกรรมการผลิตของเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือน ม.ค. ตลอดจนรายงาน Beige Book ของเฟด

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามจีดีพีไตรมาส 4/60 ของจีน และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับ สูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

 

ด้านนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY มองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามสำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ด้วย ตัวเลขยอดค้าปลีก และ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่ประกาศในช่วงสุดสัปดาห์ โดยคาดว่าช่วงวันที่ 15-19 ม.ค.นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.90-32.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับไปยืนเหนือ 1,800 จุดอีกครั้ง โดยดัชนีปิ ดที่ระดับ 1,810.19 จุด เพิ่มขึ้น 0.82% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงประมาณ 6.41% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 82,406.05 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 537.56 จุด ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า

 

ตลาดหุ้นไทยแกว่งตั วในกรอบแคบในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่ ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่ มขึ้นกลับไปยืนเหนือระดับ 1,800 จุดในช่วงปลายสัปดาห์ ด้วย

 

แรงหนุนจากการคาดการณ์ ผลประกอบการณ์ไตรมาส 4/2560 ของบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากการปรั บตัวขึ้นของตลาดหุ้นในภูมิภาค และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยั งคงปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 15-19 ม.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่ายังมีแนวโน้มไปต่อ โดยดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,800 และ 1,790 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,820 และ 1,835 จุด ตามลำดับ

 

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/60 ของบริษัทจดทะเบียน

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนธ.ค. และดัชนีการผลิตของเฟดสาขาฟิ ลาเดลเฟียเดือนม.ค. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่จีดีพีไตรมาส 4/60 ของจีน และดัชนีราคาผู้บริโภค เดือนธ.ค.ของประเทศแถบยุโรป

 

ขณะที่สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส มองตลาดหุ้นไทในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี โดยพยายามขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,813 จุด จึงมองว่าการปรับฐานใกล้จบแล้ว และเชื่อว่าดัชนีฯ มีโอกาสจะไปต่อได้

 

ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจาก Sentiment ตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ที่บวกแรง รวมถึงตลาดหุ้นเพื่อนบ้านที่ต่างปิดในแดนบวก ส่วนปัจจัยพื้นฐานยังไม่มี อะไรใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนั ยสำคัญ

  

สำหรับสัปดาห์วันที่ 15-19 ม.ค. คาดหุ้นไทยขยับบวกต่อ แต่ต้องจับตาดูท่าที ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะมีมาตรการกำกับดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ หลังค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จนกลุ่มธุรกิจส่งออกได้เข้ายื่นเรื่องแล้ว

  

ส่วนแนวโน้มงบปี 60 ที่จะเริ่มทยอยประกาศ โดยหุ้นกลุ่มแบงก์จะเป็นกลุ่ มแรก และกลุ่มอื่นๆ จะทยอยประกาศตามมาจนครบ คาดดว่าหากเป็นตามคาดที่ประเมินว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งปี 60 อยู่ที่ 9.7 แสนล้านบาท หลัง 9 เดือน ตัวเลขอยู่ที่ 7.2 แสนล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่ดี

  

ด้านกลยุทธ์ แนะทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย อาทิ SCC-BANPU-TPIPL พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,800 จุด แนวต้าน 1,825-1,830 จุด

 

ท้ายสุด ติดตามข่าวสำคัญๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุนในช่วงต่อไป

 

เริ่มต้นที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ประธานเฟดดัลลัสหนุนขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ป้องกันเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป

 

นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กล่าวว่า อัตราการว่างงานของสหรัฐมี แนวโน้มต่ำลงกว่าระดับ 4% ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่สหรั ฐมีการจ้างงานเต็มศักยภาพ และสิ่งนี้บ่งชี้ถึงความเสี่ ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

 

“เฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะร้อนแรงจนเกินไป ซึ่งการที่เฟดค่อยๆ ถอนตัวออกจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน จะช่วยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ยั่งยืนนอกจากนี้ นายแคปแลนยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 2.75%”

 

ขณะที่เฟดนิวยอร์กปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของศก. สหรัฐในไตรมาส 4 หลังเผยยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นไม่มาก