ประปาเตรียมขึ้นค่า "น้ำดิบ" ปีหน้า
วันที่เผยแพร่ วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2561 เวลา 15:29 น.

 

ขึ้นค่า "น้ำดิบ" ปีหน้า ประปาเตรียมโยนภาระประชาชน กฎหมายใหม่ปรับโครงสร้างค่าน้ำ

 

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเสวนา"พ.ร.บ.น้ำกับอนาคตการประปา"นายสำเริง แสงภู่วงศ์  รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวระหว่างการเสวนา ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้สู่ความเสี่ยงในการจัดการน้ำรัฐจึงต้องมีกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยในการร่างพรบ.ทรัพยากรน้ำขึ้นมานั้นเพื่อเป็นการวางมาตรสำหรับใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยพรบ.น้ำฉบับใหม่รายละเอียดเบื้องต้นได้กำหนดขอบเขตการจัดสรรน้ำไว้ 3 ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ 1 ใช้น้ำเพื่อการดำรงรักษาชีวิตไม่ต้องเสียค่าใช้น้ำประเภทที่ 2 ใช้น้ำเพื่อการเกษตรสัตว์เลี้ยงเพื่อการพานิชย์เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม.ประเภทที่ 3 ด้านการท่องเที่ยวโรงแรมสถานที่พักผ่อนร้านอาหารเก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม.และการผลิตพลังงานไฟฟ้าการประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บามต่อลบ.ม.โดยหลักการการจัดสรรน้ำเบื้องต้นนั้นเป็นร่างหลักเกณฑ์พ.ร.บ.ให้เกิดความเหมาะสมโดยคาดว่าจะสามารถประกาศในพระราชกิจกานุเบกษาและออกเป็นกฎหมายประมาณต้นปี 62 โดยหลังจากที่กฎหมายออกมาแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆก่อนที่จะบังคับใช้กฎหมายดังนั้นขณะนี้จึงยังไม่ชัดเจนว่ากปน.จะเข้าข่ายผู้ใช้น้ำในประเภทใด

 

ด้านนายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการการประปานครหลวงกล่าวระหว่างการเสวนา ว่า กปน.จะต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงในการจัดการน้ำไว้ก่อนเบื้องต้น  โดยหากมีการจัดเก็บค่าน้ำดิบในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งกปน.มีการใช้น้ำดิบจากลุ่มเจ้าพระยาเป็นแหล่งน้ำหลักในการผลิตน้ำประปาโดยเฉลี่ยประมาณ 1.6 ล้านลบ.ม.ต่อวันดังนั้นจะต้องจ่ายค่าน้ำดิบกปน.จะต้องมีภาระในการจ่ายค่าน้ำดิบเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันกปน.ได้จ่ายค่าน้ำดิบด้านฝั่งตะวันตกโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์จากแหล่งน้ำแม่กลองประมาณ 50 สตางค์ต่อลบ.ม.โดยเฉลี่ยกปน.จ่ายค่าน้ำดิบประมาณ 800 ล้านบาทต่อปีดังนั้นกปน.จะต้อมีการหามาตรการมารองรับ  โดยอาจจะต้องปรับโครงสร้างค่าน้ำประปาโดยการเรียกเก็บค่าน้ำดิบไปกับบิลค่าน้ำ  ซึ่งปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าน้ำดิบประมาณ 0.15 สตางค์ต่อหน่วย หรืออาจจะเป็นการเรียกเก็บค่าเอฟที (FT) หรือค่าใช้จ่ายแปรผันซึ่งจะเป็นการเก็บเป็นช่วงๆอาทิ  ช่วงหน้าแล้งเท่านั้นโดยเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้นเท่านั้นเนื่องจากกปน.จะต้องรอให้มีการประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการก่อน