กระแสตก..ไม่ตก VS กฎเข้ม:คริปโตเคอเรนซี 
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 20:33 น.


ในขณะที่หลายๆ คนกำลังลุ้นกับ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ลุ้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้กี่ครั้ง

 

ในโลกดิจิทัล  “คริปโตเคอเรนซี” กลับยังไม่ตกลงอย่างที่ใครต่อใครคาดไว้ ทั้งๆ ท่ี่ มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือหลังจากรัฐบาลแทบทุกประเทศ “ปฏิเสธ”ที่จะยอมรับคริปโตเคอเรนซี เป็นสกุลเงินตามกฎหมาย และมีข่าวคราวการจารกรรมเงินออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง

 

โดยราคาบิตคอยน์ ล่าสุด ณ วันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 7,508 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ 1 บิคคอยน์ หรือประมาณ 240,000 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาต่ำสุดที่ประมาณ 6,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง2 เดือนก่อน แต่ถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับจุดพีคสุดที่เคยขึ้นไป 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 บิตคอยน์ ขณะที่มูลค่าซื้อขายบิตคอยน์ในประเทศไทยอยู่ที่ใกล้ๆ 1,000 ล้านบาทต่อวัน

 

ขณะเดียวกัน ในภาคธุรกิจ บริษัทจำนวนให้ความสนใจในการระดมทุนผ่าน “สินทรัยย์ดิจิทัล” หรือการออกเหรียญโทเคน โดยใช้ชื่อเสียงของบริษัทเป็นประกัน เพราะต้นทุนในการออกต่ำกว่าการระดมทุนประเภทอื่น แถมยังดึงดูดใจ “นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ” ที่ออนไลน์ในโลกไซเบอร์เป็นประจำได้เป็นอย่างดี

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทย ถึงแม้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาปฏิเสธอย่างไร้เเยื่อใยที่จะรับ “คริปโตรเคอเรนซี” เป็นสกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ในส่วนของการระดมทุนนั้น คงไม่สามารถห้ามปรามแบบเด็ดขาดได้ 

 

ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล ออกมาเพื่อดูแลภาพรวมในการลงทุน และพยายามลดความเสียหายของ “นักลงทุน” ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะธุรกรรมดังกล่าวถือเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

 

ล่าสุด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกเกณฑ์กำกับดูแลการขายเหรียญดิจิทัล หรือโทเคน (ไอซีโอ ) และการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 

 

“ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น” จึงได้รวบรวมกฎเข้มเกี่ยวกับ “สินทรัพย์ดิจิทัล”มาเล่าสู่กันฟัง ทั้งในส่วนของการระดมทุน และการซื้อขายเงินดิจิทัล เผื่อใครอยากจะลองลงทุนจะได้ไม่พลาด หรือจะต้องเสียใจภายหลัง

 

นางทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  กล่าวว่า ก.ล.ต.มีมติเห็นชอบแนวทางกำกับดูแลการระดมทุน ด้วยวิธีเสนอขายสินทรัพย์หรือเหรียญดิจิทัล(ไอซีโอ) และการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย(Exchange) นายหน้าซื้อขาย(Broker) และผู้ค้า(Dealer)สินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา

 

โดยผู้ที่จะออก “ไอซีโอ” ตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ได้จะต้อง เป็นธุรกิจไทยเท่านั้น “ไอซีโอ” จากต่างชาติที่ต้องการมาระดมทุนขายให้นักลงทุนไทยจะไม่สามารถทำได้ เพราะผิดกฏหมาย  หรือหากจะระดมทุนในไทยจริง จะต้องดำเนินการออกตามกฏเกณฑ์ของไทยเท่านั้น 

 

ขณะที่สาระสำคัญของเกณฑ์การกำกับดูแล  1.ในส่วนของผู้ที่จะระดมทุนออกไอซีโอ กำหนดให้ต้องเป็นบริษัทตามกฎหมายไทยที่มีแผนธุรกิจชัดเจน มีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ และต้องมีการกำหนดสิทธิของผู้ถือโทเคนดิจิทัลที่ชัดเจน  มีหนังสือชี้ชวน หรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุน มีคำเตือนความเสี่ยงที่ชัดเจน และต้องมีการรายงานความคืบหน้าของโครงการและการใช้เงินเป็นระยะ

 

ขณะที่ 2.ในส่วนของผู้ซื้อไอซีโอ การออกไอซีโอแต่ละครั้ง สามารถขายให้ผู้ลงทุนสถาบัน, ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 70 ล้านบาทขึ้นไป, กิจการร่วมลงทุนได้  โดยไม่จำกัดวงเงิน 

 

แต่สำหรับ การขายให้ผู้ลงทุนรายย่อยนั้นได้กำหนด ให้ขายรายละไม่เกิน 300,000 บาทต่อประเภทของไอซีโอที่ออกแต่ละครั้ง โดยวงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อย ต้องไม่เกิน 70% ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมดหรือไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น

 

นอกจากนั้น การเสนอขายไอซีโอ ผู้เสนอขายจะต้องทำผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ไอซีโอพอร์ทัล) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก.ล.ต.เท่านั้น  โดยผู้ทำหน้าที่ ไอซีโอพอร์ทัล ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะทำหน้าที่คัดกรองโครงการที่จะออกไอซีโอ และทำความรู้จักตัวตนสถานะตลอดจนประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน

 

ส่วนผู้ที่ต้องการซื้อขาย “เงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล” ก.ลต.อนุญาตให้มีผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในธุรกิจ คือ ศูนย์ซื้อขาย (Exchange)นายหน้าซื้อขาย (Broker) และผู้ค้า (Dealer)สินทรัพย์ดิจิทัล โดย ผู้ประกอบกิจการทั้งหมดนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว  ตั้งแต่ 1 ล้านบาท จนถึง50 ล้านบาทตามที่ ก.ล.ต.กำหนดไว้ โดยขณะนี้มีผู้ต้องการประกอบธุรกิจตัวกลางมาหารือกับก.ล.ต.มากกว่า10 ราย โดยมากกว่าครึ่งต้องการเป็นศูนย์การซื้อขายเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อย่างไรก็ตาม “สินทรัพย์ดิจิทัล”ที่จะนำมาซื้อขายในศูนย์ซื้อขายนั้น ไม่ได้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอะไรก็ได้ เพราะในขณะนี้มีคริปโคเคอเรนซีมากกว่า 1,000 สกุลเงิน ดังนั้น จะต้องมีการคัดกรองสกุลเงินที่มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง และ ต้องได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดก.ล.ต.ก่อน  โดยการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลใด ๆ ในศูนย์ซื้อขายนั้น ต้องเป็นการแลกเปลี่ยนกับเงินบาทหรือคริปโทเคอเรนซีที่ประกาศกำหนดเท่านั้น 

 

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นในขณะนี้ กำหนดไว้คริปโตเคอเรนซีไว้ให้สามารถแลกเปลี่ยนได้ 7 สกุล ได้แก่ บิทคอยน์, บิทคอยน์แคช, อิเธอร์เรียม คลาสสิค, ไลท์คอยน์, ริพเพิล และสเตลล่า  

 

สาเหตุที่เลือกเหรียญ 7 สกุลนี้ เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาเห็นแล้วว่า มีความน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งไม่มีปัญหาว่ามีความพยายามจะเลี่ยงหลีกกฎหมาย หรือพยายามจะปิดบังตัวตนจากการตรวจสอบ และเป็นเหรียญดิจิทัลที่ได้รับความนิยม ทำให้มีสภาพคล่อง เหมาะกับการใช้งาน  

 

"เกณฑ์ที่ออกมาพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เกี่ยวข้อง แต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้จากของจริง ซึ่งนักลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยงที่มีทั้งขาดทุนและกำไร และต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า การลงทุนนี้ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง  ขณะเดียวกัน การอนุญาติให้มีการตั้งศูนย์ซื้อขายเหรียญดิจิทัล ไม่ได้เป็นการการันตีหรือรับรองว่า เงินดิจิทัลเหล่านี้นำมาใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้ แต่เป็นเพียงช่องทางการซื้อขายแลกเปลี่ยนเท่านั้น”

 

โดย ก.ล.ต.พยายามที่จะลดโอกาสที่ประชาชนจะถูกหลอกลวง ป้องกันการเกิดแชร์ลูกโซ่ และป้องปรามการฟอกเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ขณะที่ในกรณีของการเก็บภาษีนั้น ได้หารือกับกรมสรรพากรเพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทางสรรพากรมองว่ารูปแบบจะคล้ายกับการเก็บภาษีในตลาดหุ้น

 

ขณะเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับธุรกิจที่ไม่ได้ระดมทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล เกณฑ์ดังกล่าวได้ยกเว้นโทเคนดิจิทัลที่กำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง ที่ผู้ถือเหรียญสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที  เช่นเหรียญในเกมส์ หรือแต้มสะสมคะแนนแลกสินค้าหรือบริการ ไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลนี้

 

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของธปท. แม้ว่าจะมีการออก พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล ออกมา และมีการอนุญาตให้ตั้งศูนย์ซื้อขาย แต่ธปท.ยังคงประกาศฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน เพื่อขอความร่วมมือสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) ไว้ต่อเนื่อง

 

โดย ธปท.ระบุว่า เงินสกุลดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ether โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริปโตเคอเรนซีบางประเภทไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน และหรือไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่าหรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง 

 

การลงทุนหรือทำธุรกรรมดังกล่าวจะต้องทำรายการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและในช่วงที่ผ่านมา จากการติดตามพบว่า ราคาของคริปโตเคอเรนซีแทบทุกสกุลมีความผันผวนสูง มีการเก็งกำไรค่าเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะอาจจจะขาดทุนสูงจาการลงทุนได้  

 

และที่สำคัญคริปโตเคอเรนซีดังกล่าวยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้  ไม่ว่าในประเทศใด รวมทั้งประเทศไทย หรืออาจจะไม่สามารถเปลี่ยนได้เลย

 

นอกจากนี้ การใช้คริปโตเคอเรนซีอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมายได้ เช่น การฟอกเงิน หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบกับการทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการทำผ่านระบบเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ได้

 

ธปท. จึงขอความร่วมมือต่อเนื่องกับสถาบันการเงินทุกแห่งไม่ให้ทำธุรกรรมหรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี

 

โดย1.ห้ามการมีส่วนร่วมหรือเข้าไปสนับสนุนการเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในคริปโตเคอเรนซีเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเองหรือผลประโยชน์ของลูกค้า 2.ห้ามการให้บริการรับแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน 

 

3.ห้ามการสร้างแพลตฟอร์ม (platform) เช่น แอพพลิเคชั้นเพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีระหว่างกัน 4.ห้ามทำธุรกรรมการให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อคริปโตเคอเรนซี และสุดท้าย 5.ห้ามสถาบันการเงินให้การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือการแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี

 

ขณะเดียวกัน ธปท.ยังขอให้สถาบันการเงินทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังการให้บริการด้านเงินฝากและด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี หรือการใช้บัญชีที่อาจนำไปสู่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยขอให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติในเรื่องการรู้จักตัวตนของลูกค้า (Know Your Customer : KYC) และดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence : CDD) อย่างเคร่งครัดอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบมา เกณฑ์ดังกล่าวของธปท.อาจจะเริ่มผ่อนคลายลงได้บ้าง หลังจากที่กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต.ออกเกณฑ์เพิ่มเติมมาดูแล “สินทรัพย์ดิจิทัล” ดังกล่าว ขณะที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เตรียมที่จะออกเกณฑ์มาดูแลผู้บริโภค และป้องกันปัญหาการใช้คริปโตเคอเรนซีในการฟอกเงิน และสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

 

สุดท้าย หากถามว่า โอกาสที่จะทำกำไรในการลงทุนคริปโตเคอเรนซียังมีอยู่หรือไม่ 

 

ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า โมเดลของไอซีโอ จะกลายเป็นโมเดลการระดมทุนเงินแบบใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะทั้งเจ้าของโปรเจ็คและนักลงทุนต่างก็ชอบวิธีการนี้ โดยในส่วนนักลงทุนมองเห็นสภาพคล่องที่มากขึ้น เพราะการลงทุนในแบบเดิม นักลงทุนต้องจะถูกล็อกเงินลงทุนอย่าวน้อย 5–10 ปี เพื่อผลกำไรหลายเท่าตัวในอนาคต 

 

แต่สำหรับการขายเหรียญนั้น นักลงทุนจะได้รับสภาพคล่องมากกว่า ทำให้พวกเขาสามารถถอนเงินออกได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อมีเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมา “ความน่าเช่ื่อถือในการลงทุนไอซีโอ” ก็จะมีมากขึ้นด้วย

 

ขณะที่ “การซื้อขายเงินดิจิทัล” นั้น อยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อสร้างฐานใหม่ ที่อาจจะโปร่งใส และมีการดูแลความปลอดภััยที่สูงขึ้น และกลับมาผงาดอีกครั้ง เมื่อแพลตฟอร์มใหม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น การลงทุนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับ “คริปโตเคอเรนซี” ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าทุกประเภท และต้องใช้จินตนาการ และความมั่นใจสูงมาก เพื่อจะรับมือกับโอกาสที่จะ “ได้กำไร” หรือ “ขาดทุน”หายวับไปในพริบตา