ปรับฐาน
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 20:27 น.

 

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัยในสัปดาห์ที่ผ่านมา  โดยดัชนีปิดตลาดที่ระดับที่1,720.52 จุด ลดลง 2.04% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย ต่อวันเพิ่มขึ้น 12.19% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 57,388.09 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาด หลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 449.37จุด ลดลง 1.54% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน โดยได้รับแรงกดดันจาก หลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่าง สหรัฐฯ และจีน

 

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับแคนาดาและเม็กซิโกแต่การเจรจาการค้ากับจีนยังไร้ความคืบหน้า

 

ประกอบกับ ยังเห็นความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี 

 

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดัน เพิ่มเติมจากแนวทางการกำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ประกาศ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 

 

ทำให้ในสัปดาห์วันที่ 8-12 ต.ค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,705 และอาจจะหลุดลงมาอยู่ที่ 1,690 จุด ได้ ขณะที่แนวต้าน อยู่ที่1,730 จุดและ 1,740 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2561 ที่เริ่มประกาศออกมา

 

ส่วนข้อมูล เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ก.ย. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. และดชันีราคาผูบ้ริโภคเดือนก.ย. ของประเทศแถบยุโรป

 

ด้าน บล.เอเซียพลัส ประเมินภาวะตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจัยแวดล้อมยังมีน้ำหนักในทางลบ ขณะที่แรงซื้อขาดความต่อเนื่อง  ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดสัญญาณลบจากการหลุดแนวรับ 1730 จุดลงมา ทำให้ในสัปดาห์วันที่ 8-12 ต.ค.นี้ อยู่ในภาวะหาฐานใหม่ โดยมีแนวรับที่คาดหวังการฟื้นตัวที่บริเวณ 1700-1711 จุด

 

ทั้งนี้ การพลิกกลับมาขายสุทธิของนักลงทุนสถาบันในประเทศ และ ต่างชาติ (24 ก.ย.- 4 ต.ค.) ที่ระดับ 12,000 ล้านบาท และ 8,900 ล้านบาทตามลำดับ สะท้อนให้เห็นภาพของแรงซื้อที่ยังขาดความต่อเนื่อง และส่งผลให้ SET Index ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 16 เท่า อาจต้องเข้าสู่ช่วงปรับฐาน

 

ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานยังคงมีประเด็นเรื่องสงครามการค้าเป็นแรงกดดัน โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงหลังที่กำแพงภาษีของสหรัฐฯ-จีน มีผลบังคับใช้มาระยะหนึ่งซึ่งพบว่าตัวเลข PMI ของทั้งสหรัฐ และ จีนปรับตัวลดลงนับจากเดือน เม.ย.2561 เป็นต้นมา

 

อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งฝ่ายวิจัยเห็นว่า ด้วยสถานะที่เป็นอยู่อาจไม่เป็นผลดีต่อ SET Index เนื่องจากราคาหุ้น ทั้ง PTTEP และ PTT อยู่ในภาวะที่ Fully Value แต่ในทางตรงข้ามอาจเป็นความเสี่ยงในเรื่องของทิศทางอัตราเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งกระตุ้นให้อัตราดอกเบีย้ ขยับขึ้น

 

ฝั่งตลาดการเงิน เงินที่ไหลออกไปจากทั้งตลาดหุ้น และพันธบัตร ส่งผลให้ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าทดสอบแนว 32.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เงินบาทที่อ่อนค่าลง ยังสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค 

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด อาทิ ตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ตัวเลขการจ้าง งานภาคเอกชน เป็นปัจจัยบวกของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และหนุนให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดใน รอบ 7 ปี 

 

วันศุกร์ที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (28 ก.ย.) 

 

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย ได้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงสัปดาห์วันที่ 8-12 ต.ค ว่า จะอนู่ในกรอบ ท่ี่ 32.60 บาทไปจนแตะ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 3/2561 ของบริษัทจดทะเบียน และสัญญาณเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ประกอบด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคานำเข้า แลัส่งออก เดือนก.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. (เบื้องต้น) 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสิงคโปร ์รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ย. ของจีน ด้วยเช่นกัน

 

ด้านนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดตลาดที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากมีแรงซื้อดอลลาร์กลับ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่ง และ มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด 

 

ประกอบกับ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังพุ่งสูงที่ระดับ 3.19% ซึ่งระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 32.70 บาท/ดอลลาร์ และ อ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.89 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามในคืนนี้ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ

 

ขณะที่สัปดาห์หน้า คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังได้ออกบทวิจัย คาดการณ์ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งต่อเนื่องว่า จะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปีน้าให้ปรับสูงขึ้น แต่จะกระทบมากแค่ไหนนั้นขึ้นกับนโยบายภาครัฐในการดูแลราคาพลังงาน

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในระยะต่อไปราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกมีโอกาสแตะ 90-100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากอุปทานในตลาดโลกที่ตึงตัว ท่ามกลางความต้องการใช้น้ำมันที่มากขึ้นในช่วงฤดูหนาว

 

ขณะที่การพิจารณาดำเนินนโยบายรกัษาเสถียรภาพราคาพลังงานของภาครัฐ คาดว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่มากหรือน้อยข้ึนกับการประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อยู่ในระกับสูงว่า จะยืดเย้ือนานเพียงใด และเป็นนการชั่งน้ำหนักระหว่างภาระผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น กับฐานะเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในขณะนี้

 

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากมาตรการตรึงราคาพลังงานของภาครัฐจะช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 ไว้ที่ 1.1% และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 4.6%

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2562 จะเพิ่มขึ้นในช่วง 0.7%-1.1% ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐในการตรึงราคาพลังงาน และเมื่อรวมผลกระทบจากดุลการค้าที่ลดลง จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่ 0.2%-0.4%

 

ทั้งนี้ ดุลการค้าที่ลดลงมาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่านำเข้าสุทธิน้ำมันของไทย แต่ในขณะเดียวกัน ข้อดีคือมูลค่าการส่งออกใน สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน เช่น เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

ขณะที่ข่าวคราวน่าสนใจ ในช่วงสุดสัปดาห์ ยังคงโฟกัสไปที่ “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเริ่มลุกลามต่อเนื่อง โดยล่าสุด สหรัฐส่งสัญญาณเตรียมกดดันญี่ปุ่น-EU ไม่ให้ทำข้อตกลงการค้ากับจีน

 

นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐอาจจะกดดันญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) ไม่ให้ทำข้อตกลงการค้ากับจีนซึ่งเป็นประเทศที่คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์ว่า ดำเนินนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

ทั้งนี้ นายรอสส์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวานนี้ว่า ในการทำข้อตกลงการค้าในอนาคตร่วมกับประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น และ EU นั้น สหรัฐอาจกำหนดเงื่อนไขในการห้ามไม่ให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐทำข้อตกลงการค้ากับจีน เช่นเดียวกับที่คณะทำงานของปธน.ทรัมป์ได้กำหนดไว้ในข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ที่ทำร่วมกันแคนดาและเม็กซิโก

 

ทั้งนี้ การใช้มาตรการต่อต้านการค้ากับจีนนั้น ถือเป็นความพยายามในการปิดช่องโหว่ในข้อตกลงการค้า โดยมีเป้าหมายที่จะแก้ไขการกระทำของจีนทั้งในด้านการค้า การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการอุดหนุนอุตสาหกรรม เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

เช่นเดียวกับ "ข้อตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา" (United States-Mexico-Canada Agreement) หรือ USMCA กำหนดว่า หากสหรัฐ เม็กซิโก หรือแคนาดา หันไปทำข้อตกลงการค้ากับประเทศที่ไม่มีระบบเศรษฐกิจการตลาด (non-market country) เช่นจีน อีกสองประเทศที่เหลือก็มีสิทธิ์ที่จะถอนตัวออกจากข้อตกลงภายในเวลา 6 เดือน และสามารถกำหนดข้อตกลงการค้าเสรีของตนเองได้

 

ซึ่งการแสดงความเห็นของรมว.พาณิชย์สหรัฐ ในครั้งนี้ มีขึ้นในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่น จีน และประเทศอื่นๆในเอเชียอีก 14 ประเทศ กำลังเร่งเจรจาเพื่อมุ่งสู่การทำข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาค

 

ขณะที่ฝั่งจีนเริ่มอัดเม็ดเงินเข้าตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  โดยแบงก์ชาติจีนประกาศลด RRR ลง 1% มีผลตั้งแต่ 15 ต.ค.นี้

 

ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศในวันอาทิตย์ที่ผานมาว่า จะปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 1% โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2561

 

แถลงการณ์ล่าสุดของ PBOC ระบุด้วยว่า จะมีการปล่อยสภาพคล่องเพื่อชำระคืนเงินกู้ระยะกลาง 4.5 แสนล้านหยวน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 ต.ค. นอกจากนี้ จะมีการอัดฉีดสภาพคล่องอีก 7.5 แสนล้านหยวนเข้าสู่ตลาด

 

โดยเงินทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้น จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็ก บริษัทเอกชน และบริษัทนวัตกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มความคึกคักและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีน เสริมสร้างแรงกระตุ้นการเติบโตจากภายใน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่างเข้มแข็ง

 

ธนาคารกลางจีนระบุว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังคงมีเป้าหมายที่การปรับปรุงโครงสร้างสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์และตลาดการเงิน และเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน
แถลงการณ์ของ PBOC ยังระบุด้วยว่า การลด RRR จะเติมเต็มช่องว่างด้านสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ และจะไม่เป็นการกดดันเงินหยวน เนื่องจากการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนจะยังคงมีเสถียรภาพในระดับที่สมเหตุสมผลและสมดุล