"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" พลาดท่าเสียรังวัดจอมขุดคุ้ยรัฐบาล
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เวลา 15:00 น.

 

                กลายเป็นควันหลงหลังฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72

 

                เมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้ตรวจสอบงานฟุตบอลเพณีดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการชุมนุมทางการเมือง

 

                ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/2558 เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เนื่องจากมีกิจกรรมในลักษณะการทำหุ่นล้อเลียน การแปรอักษรทางการเมือง

 

                เข้าข่ายการชุมนุมทางการเมือง ขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.  กลายเป็นเผือกร้อนพุ่งใส่พรรคเพื่อไทย ถูกตั้งคำถามขัดขวางการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

 

                ตรงกันข้ามกับเจตนารมรณ์ของพรรคเพื่อไทยที่แสดงจุดยืนเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องการให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวและการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ

 

                ในที่สุดพรรคต้องออกมาขอโทษต่อการกระทำของสมาชิกพรรคที่กระทบต่อจิตใจการเป็นนักต่อสู้ทางประชาธิปไตย

 

                “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” อดีตส.ว. ชื่อเล่น “อุ๊”  ขึ้นชื่อในนามนักตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ เพราะมีต้นทุนการเป็นนักตรวจสอบบัญชี มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษี

 

                มักเกาะติดออกมาเปิดเผยและยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของรัฐบาลและหน่วยราชการอย่างสม่ำเสมอ

 

                มาจากต้นทุนเป็นเด็กบ้านนอก เกิดที่จ.บุรีรัมย์ เป็นลูกพ่อค้าขายผ้าในตลาด  จบปริญญาตรี บริหารธุรกิจ(การบัญชี) ม.รามคำแหง และปริญญาโท บัญชี ม.ธรรมศาสตร์

 

                เข้ามาชิมลางสนามการเมือง ลงสมัครส.ว.กทม. ปี2549 แต่สอบตก  แต่มาสมหวังได้เป็นส.ว.สรรหา ภาคเอกชน ปี2551

 

                สร้างตำนาน “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ยื่นให้กกต.ตรวจสอบนายสมัคร สุนทรเวช ช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี2551  กรณีจัดรายการ”ชิมไปบ่นไป” เข้าข่ายการเป็นลูกจ้างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นายสมัครกระเด็นหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

 

                อัพเกรดชื่อ “เรืองไกร” ให้ดังกระฉ่อนเป็นที่รู้จักไปทั่ว

 

                นอกจากนี้ยังเคยยื่นเรื่องให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเลี่ยงเสียภาษีของบริษัทในตระกูลชินวัตร  รวมถึงการตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังคนอื่นๆอาทิ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

 

                เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมาตรวจสอบตระกูลชินวัตร และเครือข่ายพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ในยุคแรกๆ

 

                แต่เมื่อการเมืองพลิกผัน จึงผันตัวไปใส่สีเสื้อพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่คุ้มกันข้อกฎหมายช่วยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”  มักออกมาปกป้อง คอยตอบโต้ผู้ที่คิดเล่นงานรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”

 

                ผลจากการเป็นนักตรวจสอบ ขุดคุ้ยเบื้องหลังผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ทำให้เจอโทรศัทพ์ข่มขู่เอาชีวิตอยู่เป็นระยะๆ  ที่ฮือฮาคือ การถูกมือมืดยิงปืนใส่บ้านพักย่านสะพานควาย จนกระจกแตกเป็นรู เมื่อเดือนพ.ย.2559

 

                เข้าสู่ยุครัฐบาลท็อปบูตครองอำนาจ  กล้ากระตุกหนวดเสือวิจารณ์การทำงานคสช.ต่อเนื่อง อาทิ การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีของรัฐบาล “บิ๊กตู่”กรณีการถือครองหุ้นสัมปทานรัฐ  การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

 

                หรือการตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

 

                แต่ดันพลาดท่าเสียรังวัดเที่ยวล่าสุด ยื่นเรื่องให้ “บิ๊กตู่” ตรวจสอบการจัดกิจกรรมขบวนพาเหรดล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2560 เข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งคสช. เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

 

                ย้อนศรกลับมาเล่นงานตัวเอง เพราะเป็นการดำเนินการขัดต่อเจตนารมณ์และจุดยืนพรรคเพื่อไทยที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตย

 

                จนเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษต่อเรื่องทีเกิดขึ้น