ขึ้นรับข่าวดีสงครามการค้า
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2561 เวลา 07:50 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ก่อนจะไปสำรวจตรวจสอบแนวโน้มตลาดหุ้น และค่าเงินบาท สัปดาห์วันที่ 3-7 ธ.ค.เดือนสุดท้ายของปี 61 ขอเริ่มด้วยข่าวดีจากโต๊ะเจรจา ระหว่าง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน

 

โดยทั้งสองเห็นพ้องกันเลื่อนเวลาขึ้นภาษีออกไป 90 วัน เปิดทางเดินหน้าเจรจาการค้าต่อไป

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เห็นพ้องกันให้เลื่อนกำหนดระยะเวลาที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกไป 90 วัน จากกำหนดเวลาเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกันต่อไป

 

ในแถลงการณ์ซึ่งทำเนียบขาวเผยแพร่ออกมาหลังเสร็จสิ้นการหารือระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐ ระบุว่า กำหนดการเรียกเก็บภาษีจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ม.ค.2562 นี้ จะถูกเลื่อนออกไป 90 วัน

 

"หากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ ก็จะมีการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25%" ทำเนียบขาวระบุ

 

ทำเนียบขาวยังเปิดเผยอีกว่า จีนได้รับปากที่จะสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐ ทั้งผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตร, พลังงาน, สินค้าอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

 

ด้านสถานีโทรทัศน์ของการทางการจีนรายงานว่า หลังจากวันที่ 1 ม.ค.2562 ไปแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีใดๆเกิดขึ้นอีก และการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศก็จะดำเนินต่อไป

 

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ และปธน.สีได้พูดคุยกันระหว่างการรับประทานอาหารค่ำที่กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินาในช่วงค่ำวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลจีนได้ออกมาเปิดเผยว่า วาระสำคัญที่จีนจะหยิบยกขึ้นมาหารือกันสหรัฐ คือการโน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐ ยอมระงับแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีก 15% ต่อสินค้าจีนในวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดที่ระดับที่ 1,641.80 จุด เพิ่มขึ้น 1.21% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 0.39% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 37,250 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.41% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 400.82 จุด

 

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ สัปดาห์ที่ผ่านมามีจุดสูงสุดที่ 1,650.69 และต่ำสุดที่ 1,616.97 ก่อนปิดการซื้อขายที่ 1,641.80 จุด 

 

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,858.53 ล้านบาท  สถาบันซื้อสุทธิ 11,736.01 ล้านบาท ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,476.62 ล้านบาท และลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 5,400.86 ล้านบาท

 

ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนในกรอบที่คาดการณ์กันไว้ แต่ระหว่างชั่วโมงซื้อขายยังคงผันผวน เห็นได้จากเคลื่อนไหวทั้งแดนบวกและลบในทุกวันทำการ

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมีความหวังต่อการเจรจานอกรอบระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับจีน ในการประชุม G20 สุดสัปดาห์นี้ ว่าน่าจะมีข้อสรุปบางอย่างรวมกันเชิงบวกไม่มากก็น้อย หลังก่อนหน้านี้ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันหลายครั้ง

 

ขณะที่ปัจจัยในประเทศเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุน หลังโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน คืบหน้า รวมถึงประเด็นปลดล็อกกิจการทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

 

ขณะที่แนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 3-7 ธ.ค.นี้ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) คาดจะไปในทิศทาง Sideway up จากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจานอกรอบระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับจีน ในการประชุม G20 ว่าน่าจะได้เห็นข้อสรุปร่วมกันบางอย่าง ซึ่งอาจจะไม่ดีที่สุดถึงขั้นยกเลิกกำแพงภาษี

 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม นอกเหนือจากการประชุม G-20 และการเจรจานอกรอบระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับจีน ยังมีประเด็น Brexit และการผ่านร่างงบประมาณของอิตาลี ที่ยังมีความไม่แน่นอนและกรอบเวลาไม่ชัดเจน รวมทั้งความคืบหน้ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

 

กลยุทธ์ ควรเก็งกำไรแบบขึ้นขาย-ลงซื้อ โดย บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย)ประเมินแนวรับ 1,610 จุด แนวต้านแรก 1,665 จุด

 

เช่นเดียวกับ บล. เอเซียพลัส ทีี่คาดหุ้นไทยจะมีแรงส่งให้ปรับตัวขึ้น โดย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นลดลงไประดับหนึ่ง หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)  มีมุมมองว่า อัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้จุดที่เหมาะสม 

 

ส่งผลทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศเป็นบวก 0.80% และ 3.59% ตามลำดับ ดึงให้ผลตอบแทนของพอร์ตรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.21%

 

โดยสำหรับทิศทางในสัปดาห์วันที่ 3-7 ธ.ค.เชื่อว่าตลาดหุ้นยังน่าจะมีแรงส่งให้ปรับตัวขึ้นได้ต่อ แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงครามการค้าใกล้ชิดยิ่งขึ้น หลังจากที่ผู้นำ สหรัฐฯ-จีน ได้มีการเจรจากันเมื่อ 30 พ.ย.61 ที่ผ่านมา คงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย 35% และหุ้นต่างประเทศ 25%

 

ทั้งนี้ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางพื้นฐานในปัจจุบันเชื่อว่าที่ระดับ PER15เท่าหรือเทียบเท่า SET Index บริเวณ 1620 จุดน่าจะทาหน้าที่เป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง โดยหากพิจารณาในเชิงของ FundFlow คาดว่าแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือนธันวาคมน่าจะบางลงเนื่องจากเข้าใกล้เทศกาลปีใหม่ ขณะที่สถาบันในประเทศก็น่าจะมีเงินไหลเข้าจากการซื้อ LTF/RMF

 

ขณะที่พัฒนาการของปัจจัยทางการเมืองพบว่ากำหนดการเลือกตั้ง 24ก.พ.62 เป็นรูปธรรมมากขึ้นตามลำดับโดยวันที่ 7ธ.ค.61 จะมีการหารือร่วมระหว่างคสช. กกต.และตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งน่าจะเห็นลำดับเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งชัดเจนถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับตลาดหุ้น

 

ด้านบล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 3-7 ธ.ค.จะมีแนวรับที่ 1,630 จุดและ 1,620 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,650 จุดและ 1,665 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคงได้แก่ ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนพ.ย. และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนต.ค. ขณะที่ 

 

ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI เดือนพ.ย.ของประเทศในยุโรปและญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพ.ย. ของจีน

 

มาที่ตลาดเงิน นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมาปิดตลาดที่ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

 

โดยระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และ อ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายทำกำไรปกติ เนื่องจากยังไร้ปัจจัยใหม่มาหนุนนำตลาด

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามในสุดสัปดาห์นี้ เช่น การประชุม G 20 และ ในวันจันทร์นี้ คือ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ย.61 

 

โดยประเมินค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-32.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.70-33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯสำหรับสัปดาห์วันที่ 3-7 ธ.ค.

 

โดยในช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดอาจปรับตัวรับผลการหารือในประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน 

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และข้อมูลตลาดแรงงานอื่นๆ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ

 

เดือนพ.ย. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนต.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนธ.ค. และรายงาน Beige Book ของเฟด

 

ขณะที่ ปัจจัยที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟดอื่นๆ ดัชนี PMI เดือนพ.ย. ของประเทศชั้นนำอื่นๆ และข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพ.ย. ของไทย

 

ทั้งนี้ ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามการเจรจาบรรเทาผลกระทบจาก “สงครามการค้า”ระหว่างจีน และสหรัฐฯ จีนได้เปิดเผย มูลค่าการค้าตปท.เดือนม.ค.-พ.ย.ปีนี้ ว่ามียอดรวมสูงกว่าปี 60 แล้ว

 

กรมศุลกากรจีน (GAC) เปิดเผยว่า ยอดนำเข้าและส่งออกตั้งแต่เดือนม.ค. ถึงช่วงกลางเดือนพ.ย.ปีนี้ มีมูลค่าแซงยอดการค้าตลอดทั้งปี 2560 แล้ว

 

ทั้งนี้ ทาง GAC ไม่ได้ให้ตัวเลขที่ละเอียด แต่ระบุว่ามูลค่าการค้าระหว่างจีนกับต่างประเทศตั้งแต่ต้นปีนี้สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วอยู่เกือบ 15%

 

การค้าต่างประเทศของจีนมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 27.79 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2560 เพิ่มขึ้น 14.2% จากปี 2559

 

ยอดนำเข้าและส่งออกขยายตัวแข็งแกร่งในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยไม่แน่นอนจากต่างประเทศ โดยการค้าต่างประเทศมีมูลค่ารวม 25.05 ล้านล้านหยวนในช่วง 10 เดือนแรกของปี เพิ่มขึ้น 11.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีข่าวดีด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่ในฝั่งยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ยังไม่มีข่าวดี  โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีของครม.อังกฤษ คนที่ 7 ลาออก ประท้วงข้อตกลง Brexit

 

นายแซม ไจมาห์ รัฐมนตรีช่วยด้านมหาวิทยาลัยและวิทยาศาสตร์ของสหราชอาณาจักร ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อประท้วงข้อตกลง Brexit ของนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์

 

หนังสือพิมพ์ เดอะ เดลี่ เทเลกราฟ รายงานว่า นายไจมาห์กล่าวว่า ข้อตกลงของนางเมย์ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และข้อตกลงใดก็ตามที่ทำกับสหภาพยุโรปจะเป็นข้อตกลงที่ "EU มาก่อน"

 

นายไจมาห์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนุรักษ์นิยม และเป็นสมาชิกรัฐบาลคนที่ 7 ที่ลาออกนับตั้งแต่ที่นางเมย์เผยร่างข้อตกลงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป

 

เขากล่าวด้วยว่า เมย์ไม่ควรปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะจัดการลงประชามติครั้งที่สอง

 

ขณะที่ฝรั่งเศส การประท้วงราคาน้ำมันยังเต็มไปด้วยความรุนแรง โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมาประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง ลงพื้นที่ฌองเซลีเซ สมรภูมิของการชุมนุมประท้วงต่อต้านนโยบายภาษีเชื้อเพลิงของรัฐบาล เตรียมพิจารณาว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่

 

ประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง ของฝรั่งเศส พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง ลงพื้นที่ฌองเซลีเซ ใจกลางกรุงปารีส ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิของการชุมนุมประท้วงต่อต้านนโยบายภาษีเชื้อเพลิงของรัฐบาลครั้งล่าสุด 

 

โดยในคืนวันเสาร์ที่ 1 ธ.ค. ผู้ประท้วงพากันจุดไฟเผารถยนต์จำนวนมาก ทุบกระจกและบุกปล้นบริษัทห้างร้าน รวมทั้งขีดเขียนข้อความบนประตูชัยอาร์กเดอทริยง ทำให้ตำรวจปราบจลาจลต้องยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่เพื่อสลายการชุมนุม รวมถึงมีการเผชิญหน้ากันหลายจุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 110 คน