ซึมๆ รับวิกฤตต้มยำกุ้ง
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2561 เวลา 09:08 น.


กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

เข้าสู่เดือน ก.ค.ครึ่งปีหลังของปี 2561 

 

เดือนที่เคยเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” จากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ปี 2541 และการล่มสลายของระบบสถาบันการเงินไทย ที่ครั้งนั้นเราได้ปิดถาวรบริษัทเงินทุน และเงินทุนหลักทรัพย์ฯ ไป 56 แห่ง 

 

รวมทั้งเกิดการเพิ่มทุน ควบรวมกิจการจนไม่เหลือธนาคารพาณิชย์แห่งใดที่เป็นสัญชาติไทย 100%

 

สำหรับตลาดหุ้นของไทย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงตกต่ำช่วงหนึ่ง  เพราะดัชนีหลุด 1,600 จุดมาแล้วเรียบร้อย และหลายฝ่ายเห็นความท้าทายอย่างมาก ว่าดัชนีจะทะยานกลับไปเหนือระดับ 1,600 จุดในเวลาใกล้ๆ ได้หรือไม่

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดสัปดาห์นี้ที่ผ่านมา แตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ที่ 1,595.58 จุด ซึ่งลดลง 2.41% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับลดลง 13.55% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 53,313.34 ล้านบาท

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 416.57จุด ลดลง 5.28% จากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเกือบตลอดสัปดาห์ แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนในหุ้นพลังงาน จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากแรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์สงคราม การค้าโลก โดยเฉพาะการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ทั้งนี้ แม้นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นไทยก็ยังคงปิดในแดนลบ สวนทางตลาดหุ้นในภูมิภาคที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้าง

 

สำหรับช่วงสัปดาห์ 2-6 ก.ค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,575 และ 1,550 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,625 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สถานการณ์การตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศ

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนมิ.ย.

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite ของญี่ปุ่นและประเทศในยุโรป และดัชนี PMI ภาคการผลิตของยูโรโซน

 

สำหรับค่าเงินบาทก็อยู่ในช่วงของการผันผวนมากมายเช่นกันในสัปดาห์ที่่ผ่านมา

 

โดยค่าเงินบาทได้แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 8 เดือนที่ 33.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ตลอดจนการปรับลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง

 

ของนักลงทุนในภาพรวม ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นที่ยืดเยื้อของข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในเรื่องมาตรการกีดกันการค้าและการลงทุน 

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันในระหว่างสัปดาห์จากแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ในวันศุกร์ที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 มิ.ย.)

 

ขณะที่ในช่วงวันที่ 2-6 ก.ค.นี้นั้น ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.80-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ทีก่ ระแสเงินทนุ เคลื่อนย้าย ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส าคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ตลอดจนเครื่องชี้ตลาดแรงงานอื่นๆ อาทิ อัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน และค่าจ้าง รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนมิ.ย. ยอดสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน และรายจ่ายเพื่อการก่อสร้าง เดือนพ.ค. 

 

โดยตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดท ำการในช่วงกลางสัปดาห์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ หรือIndependence Dayในวันที่ 4 ก.ค.

 

ทั้งนี้ มีมุมมองความเห็นจากผู้จัดการกองทุน โดย "บุญชัย เกียรติธนาวิทย์" กรรมการผู้จัดการ  บลจ.กองทุน ธนชาต ประเมินหุ้นไทยยังผันผวน  เพราะต้องเผชิญแรงเทขายต่างชาติ จากความกังวลสงครามการค้าจีนสหรัฐฯ  ที่ยังยืดเยื้อและไร้ข้อสรุป

 

นอกจากนั้น ผลพวงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังคงส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง   ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทยของเราสูงมากถึง 315,000 ล้านบาทในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

 

โดยแนะให้ใช้กลยุทธ์ช้อนซื้อต่อไป เพราะมองว่า ดัชนีที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดในขณะนี้นั้น เป็นจังหวะดีในการเข้าซื้อ เพราะราคาถูกลงกว่าต้นปี  โดย  P/E เฉลี่ยของหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ 14.4 เท่า เทียบกับเพื่อนบ้านถือว่าไม่แพง และยังมีโอกาสเห็นการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งปีนี้และปีหน้า

 

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาลงไปถึงพื้นฐานของหุ้นไทย ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบจนน่ากังวล โดยยังมีหุ้นพื้นฐานดีที่น่าลงทุน ทั้งหุ้นกลุ่มค้าปลีก ที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ ที่ยังขยายตัวได้ดี

 

กรรมการผู้จัดการ  บลจ.กองทุน ธนชาต ยังมองในแง่ดีด้วยว่า สำหรับกระทบจากปัจจัยความผันผวนในต่างประเทศที่มีต่อตลาดการเงินไทยในช่วงที่ผ่านมา เขามองว่า “มีจำกัด” เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่

 

ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง  โดยทุนสำรองระหว่างประเทศมีสูงกว่า 2 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ  ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ขณะที่หนี้ต่างประเทศและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องในประเทศยังสูง ทำให้ กนง. ยังคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

ขณะที่สัญญาณการเลือกตั้งที่เริ่มชัดเจนขึ้น และการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน  EEC จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจระดับรากฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิต

 

ทำให้ยังพอที่จะเชื่อมั่นได้ว่า หุ้นไทยในระยะต่อไป ยังพอคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้อยู่

 

สำหรับข่าวคราวที่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ เริ่มที่ข่าวไม่ค่อยดีของเศรษฐกิจฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งเผยความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวลงในไตรมาส 2 ของปีนี้

 

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาส 2 อยู่ที่ +21 ลดลงจากระดับ +24 ในไตรมาส 1

 

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบริษัทนอกภาคการผลิตในไตรมาส 2 ซึ่งรวมถึงภาคบริการนั้น อยู่ที่ระดับ +24 เพิ่มขึ้นจากระดับ +23 ในไตรมาส 1

 

ขณะที่นักลงทุนเริ่มมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อสงครามการค้าโลก ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (29 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มวัสดุและหุ้นกลุ่มธนาคาร ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าได้เริ่มคลี่คลายลง หลังจากที่จีนเตรียมประกาศมาตรการผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม รมว.เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกร่วมหารือข้อตกลงการค้า ซึ่งประชุมกันในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังคงความวิตกเกี่ยวกับนโยบายกีดกันค้าโลก

 

โดยรมว.เศรษฐกิจจาก 16 ประเทศเอเชียแปซิฟิกซึ่งมาร่วมประชุมกันที่กรุงโตเกียว หวังที่จะผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาค ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายกีดกันการค้าที่ขยายวงกว้าง

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมหวังที่จะลดข้อพิพาทในหลายประเด็น อาทิ การปรับลดภาษีศุลกากร, ทรัพย์สินทางปัญญา และอีคอมเมิร์ช พร้อมตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP)

 

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นการแสดงพลังและความสามัคคีของสมาชิก 16 ชาติ หลังจากที่นโยบายเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้สร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ

 

นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวในช่วงเริ่มต้นการประชุมว่า "ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายกีดกันการค้า สมาชิก RCEP ได้แสดงให้โลกเห็นว่าเอเชียสามารถร่วมมือกันเพื่อรักษาการค้าเสรีเอาไว้ได้"

 

สำหรับ ประเทศ ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เกาหลีใต้, ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมถึง 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

 

นานๆ จะมีข่าวที แต่วันนี้ฟิลิปปินส์ มาแบบเหนือเมฆ ท่ามกลางกระแสเงินไหลออกในภูมิภาคนี้ แบงก์ชาติฟิลิปปินส์เผยยอดเงินลงทนโดลตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ไตรมาส 1 พุ่ง 43.5%

 

ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas หรือ BSP) เปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของฟิลิปปินส์ในไตรมาสแรกของปีนี้พุ่งขึ้น 43.5% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์

 

เปาลา อัลวาเรส รองเลขาธิการฝ่ายการเงินระบุว่า ในเดือนมี.ค. 2561 ยอด FDI สุทธิของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 682 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบรายปี พร้อมกล่าวว่า "ตัวเลขเหล่านี้คือเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานและช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์”

 

ขอปิดท้ายด้วยผู้ชายคนนี้ ถ้าไม่มีข่าวเขาคงเหงาเกินไป “ทรัมป์” เรียกร้องซาอุดิอาระเบียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้เรียกร้องให้ทางการซาอุดิอาระเบียปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อต่อสู้กับค่าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

โดยนายทรัมป์ทวีตข้อความว่า เขาได้ขอร้องให้กษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดิอาระเบียปรับขึ้นกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นที่ระดับ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

"ผมเพิ่งได้สนทนากับกษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดิอาระ และอธิบายกับท่านว่า เนื่องด้วยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอิหร่านและเวนาซุเอลา ผมจึงขอร้องให้ซาอุดิอาระเบียปรับขึ้นกำลังการผลิตน้ำมันสูงสุด 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และท่านก็ได้ตอบตกลง"

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสหรัฐวางแผนที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง โดยอิหร่านผลิตน้ำมันราว 4.7 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก หรือเกือบ 5% ของปริมาณน้ำมันที่มีการผลิตทั่วโลก

 

นอกจากนี้  แม้ว่า กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปกยังได้เห็นพ้องกันที่จะปรับเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงรัสเซีย แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับตลาดได้

 

ด้านสื่อของซาอุดิอาระเบียยืนยันว่า ปธน.ทรัมป์ได้สนทนากับกษัตริย์ซัลมานทางโทรศัพท์ โดยทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับแนวทาง “การสร้างเสถียรภาพในตลาดน้ำมัน" แต่ไม่ได้ยืนยันว่า ทางการจะตกลงปรับเพิ่มการผลิตตามปริมาณที่สหรัฐร้องขอหรือไม่