ไหลตามวิกฤตตุรกี-จีดีพีไทย
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2561 เวลา 07:58 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

จับตาวิกฤตตุรกีป่วนเงินทุนโลก สินทรัพย์ไทยจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ในสายตานักลงทุนต่างชาติ จริงหรือไม่ หรือจะถูกขายต่อตามความหวั่นวิตกต่อสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ ในสายตานักลงทุนต่างชาติ จับตาแรงซื้อตลอดสัปดาห์นี้

 

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ โดยดัชนี ปิดที่ระดับที่ 1,690.04 จุด หรือลดลง 0.93% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้น 5.39% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 54,578.80 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 434.63 จุด ลดลง 0.64% จากสัปดาห์ก่อน

 

ช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ตลาดหุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่อง จากแรงขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤตค่าเงินลีรา ตุรกี อย่างไรก็ดี ช่วงปลายสัปดาห์ ดัชนีฟื้นตัวกลับมาได้บ้างจากความแนวโน้มว่าจะมีความคืบหน้าในการจัดการเลือกตั้งของไทย ตลอดจนสัญญาณการเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งหนุนภาพรวมของตลาดหุ้นในภูมิภาค 

 

สำหรับสัปดาห์ในช่วงวันที่ 20-24 ส.ค.นี้นั้น บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ให้แนวรับที่ 1,670 จุดและ 1,650 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,700 และ 1,715 จุด ตามลำดับ 

 

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประกาศตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีไตรมาส 2/2561 ของไทยของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

ความคืบหน้าของประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนสถานการณ์ค่าเงินตุรกี 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค. และดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนส.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) ของยูโรโซนและประเทศในแถบยุโรป ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีความหวังมากขึ้นกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ต่ามข่าวจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้  แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ยังมีความเสี่ยง ส่วนเรื่องสหรัฐฯกับตุรกีก็ยังไม่มีข้อสรุป 

 

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าทางสหรัฐฯจะส่งใครมาเจรจากับจีน และจะมีอำนาจการตัดสินใจมากแค่ไหน

 

โดแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์วันที่ 20-24 ส.ค.นี้ ทิศทางตลาดฯขึ้นอยู่กับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นสำคัญ ถ้าผลการเจรจาออกมาเป็นลบ ตลาดฯก็พร้อมจะปรับตัวลง แต่ถ้าผลการเจรจาออกมาเป็นบวก ตลาดฯก็พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยงวดไตรมาส 2/61 ซึ่งตลาดฯคาดว่าจะออกมาดี หากเป็นจริงก็เลือกซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจดีได้

 

ขณะที่บล.เคทีบี (ประเทศไทย) มองว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกยัง กังวลต่อฐานะการเงินของประเทศตุรกี หลังสหรัฐฯ ใช้นโยบายการค้าเข้ากดดัน จนค่าเงินลีราของตุรกีร่วงหนัก

  

แต่แนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 20-24 ส.ค.นี้ ดัชนีฯ มีโอกาสรีบาวน์ ท่ามกลาง 2 ประเด็นหลัก ที่มีอิทธิพลต่อตลาดฯ คือ ปัญหาสงครามการค้า ที่ตลาดฯ ตอบรับต่อประเด็นนี้ไปเยอะแล้ว หากการเจรจาคืบหน้า จะกลายเป็นปัจจัยหนุนตลาดฯ แทน

  

ขณะที่ปัญหาตุรกี มีโอกาสเป็นได้ทั้งทางบวกและลบ โดยตุรกีมีทางออกเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งขึ้นอยู่กับตุรกีว่าจะยอมปล่อยตัว 'แอนดริว บรันสัน' นักเทศน์ชาวอเมริกันที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ฐานมีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารที่ประสบความล้มเหลวในปี 2016 หรือไม่

 

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามด้านเศรษฐกิจ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย Q2/61 เช่น GDP การส่งออก รวมทั้งการประะชุมเศรษฐกิจโลกที่แจคสันโฮล 23 ส.ค. นี้ด้วย

 

แนะให้ถือหุ้น หรือเป็นจังหวะซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวลงเยอะในช่วงที่ผ่านมาและงบฯ ค่อนข้างดี โดยมองว่าตลาดฯ จะกลับไปให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กที่ราคายังไม่ค่อยปรับตัวขึ้นมา

 

ประเมินแนวรับ 1,660 จุด แนวต้าน 1,732 จุด

 

ด้านตลาดเงินผันผวนต่อเนื่องเช่นกัน แต่ค่าเงินบาทของไทยเรายังได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าเงินลีราน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

 

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นช่วงปลายสัปดาห์  หลังจากอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตค่าเงินลีรา ของตุรกี กระตุ้นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ และสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงต่อมา โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นของเงินหยวน และสกุลเงินเอเชียในภาพรวม หลังจากมีรายงานระบุว่า ทางการจีน และสหรัฐฯ อาจมีการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งทางด้านการค้าระหว่างสองประเทศอีกครั้งในสัปดาห์นี้ 

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน โดยในวันศุกร์ที่ 17 ส.ค.ที่่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (10 ส.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์ถัวันที่ 20-24 ส.ค.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ข้อมูลจีดีพีไตรมาส 2/2561 และตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนก.ค. ของไทย 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรจาในประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน พัฒนาการของวิกฤตในตุรกี สัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินจากการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เมืองแจ็คสัน โฮล และบันทึกการประชุม FOMC (เมื่อช่วงต้นเดือนส.ค.) 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เดือนก.ค. ตลอดจนผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเบื้องต้นสำหรับเดือนส.ค.

 

ทั้งนี้ สำหรับตลาดต่างประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 110.60 เยน จากระดับ 110.88 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในการลงทุนอันดับต้นๆ ของโลก ที่ระดับ 0.9952 ฟรังก์ จากระดับ 0.9964 ฟรังก์

 

โดยค่าดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังจาก มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 95.3 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 98 

 

โดยผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลงในการซื้อสินค้า ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

สวนทางกับสกุลเงินยูโรได้รับแรงหนุน หลังจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนพุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.1% ในเดือนก.ค. หลังจากแตะระดับ 2% ในเดือนมิ.ย. โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน

 

อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนในเดือนก.ค.อยู่ในระดับสูงกว่าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อให้ "อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%" ซึ่งการที่อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนพุ่งเหนือระดับเป้าหมายของ ECB จะเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนให้ ECB ยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงสิ้นปีนี้ และทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามการเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐและจีน ขณะที่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เจรจาการค้ารอบใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 22-23 ส.ค.ที่จะถึงนี้

 

ขณะที่การประชุมเศรษฐกิจประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันที่ 23-25 ส.ค.นี้ โดยหัวข้อการประชุมในปีนี้คือ "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด และสิ่งบ่งชี้สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของข่าวที่่น่าสนใจไมแพ้กัน

 

โดยการประชุมเศรษฐกิจประจำปี ซึ่งจัดขึ้นโดยเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้นี้ จะมีการหารือกันในประเด็นเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐ และระหว่างประเทศ โดยจะมีผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน จากประเทศต่างๆทั่วโลก เดินทางมาร่วมการประชุม

 

ขณะที่ข่าวต่อไป เป็นจุดหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นทุกครั้ง หากมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ ซึ่งจนถึงขณะนี้ หลายฝ่ายก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่า แอคชั่นของบรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อเหล่านี้ เป็นคุณหรือเป็นโทษซ้ำเติมของประเทศที่เกิดวิกฤตกันแน่

 

มูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตตุรกีชี้รัฐบาลไม่มีแผนน่าเชื่อถือในการแก้ไขวิกฤตการเงิน โดยได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของตุรกี ลงสู่ระดับ Ba3 จากระดับ Ba2 พร้อมกับเปลี่ยนแปลงแนวโน้มความน่าเชื่อถือของตุรกี เป็น "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ"

 

มูดี้ส์ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตุรกีถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ มาจากความอ่อนแอของสถาบันต่างๆในภาครัฐ และการกำหนดนโยบายที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังระบุถึง ความไม่เป็นอิสระของธนาคารกลางตุรกี และการที่รัฐบาลไม่มีแผนการที่น่าเชื่อถือ ในการจัดการกับปัญหาด้านการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

"การใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน และค่าเงินที่ร่วงลง ประกอบกับความเสี่ยงด้านการเงินที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของตุรกี" มูดี้ส์ระบุ

 

ขณะที่ทางด้านสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ก็มาตามนัดเช่นกัน โดยได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของตุรกี ลง 1 ขั้น จากระดับ BB- สู่ระดับ B+ ซึ่งเป็นระดับ "ขยะ" จากผลกระทบของการร่วงลงอย่างหนักของค่าลีราของตุรกี และการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจตุรกีจะหดตัวลงในปีหน้า 

 

อย่างไรก็ตาม S&P ยังคงแนวโน้มความน่าเชื่อถือของตุรกีเอาไว้ที่ระดับ "มีเสถียรภาพ"

 

ทั้งนี้ S&P ยังระบุว่า รัฐบาลตุรกีไม่สามารถจัดการกับวิกฤตค่าเงินของประเทศได้

 

นอกจากนี้ S&P คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของตุรกีจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 22% ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า และคาดว่าการร่วงลงของค่าเงินลีราจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคเอกชนที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้สิน และจะทำให้การระดมทุนในภาคธนาคารของตุรกีเป็นไปอย่างยากลำบาก

 

ด้านตุรกียังคงเดินหน้าต่อสู้วิกฤตอย่างยากลำบากต่อไป โดยประกาศพร้อมตอบโต้สหรัฐต่อไป หากสหรัฐยังคงคว่ำบาตรตุรกี

 

นายรูห์ซาร์ เพคแคน รมว.การค้าตุรกี กล่าวว่า ตุรกีได้ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯเช่นกัน จาก กรณีที่ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรตุรกี และตุรกีจะยังคงดำเนินการดังกล่าวต่อไป โดยระบุว่า สหรัฐเป็นฝ่ายริเริ่มการทำสงครามการค้า และได้ทำลายแนวคิดของการร่วมมือกันของประเทศทั่วโลก

 

"เราได้ตอบโต้สหรัฐตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO) จากการที่สหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศของเรา และเราจะยังคงดำเนินการดังกล่าวต่อไป" นายเพคแคนกล่าว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า เขาจะทำการคว่ำบาตรตุรกีครั้งใหม่ จนกว่าบาทหลวงแอนดรูว์ บรุนสันจะได้รับการปล่อยตัว

 

ทั้งนี้ บาทหลวงบรุนสันถูกดำเนินคดีในข้อหาว่าเป็นสายลับ และอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 35 ปี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง นอกจากนี้ บาทหลวงบรุนสันยังถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนพัวพันกับพรรคแรงงานเคอร์ดิสถานและองค์กรก่อการร้าย Fethullahist ซึ่งทางตุรกีระบุว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารในปี 2559 เพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน

 

ท้ายสุด เรื่องไม่เซอร์ไพรส์ อีกเรื่อง สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงสุดสัปดาห์ DTAC-ADVANC เข้าประมูลคลื่น 1800 MHz แบ่งกันไปสวยๆ คนละใบที่ราคาใบละ 12,511 ลบ.

 

บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) เคาะประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ (MHz) จำนวน 2 ใบอนุญาต จากทั้งหมด 9 ใบอนุญาต ขนาดใบละ 5 MHz ที่ราคา 12,511 ล้านบาท/ใบ จากราคาขั้นต่ำที่ 12,486 ล้านบาท/ใบ

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดหลักเกณฑ์การประมูลครั้งนี้ให้ผู้เข้าร่วมการประมูลจะต้องวางหลักประกันการประมูล 2,500 ล้านบาท ส่วนการชำระเงินแบ่งเป็น 3 งวด งวดแรกชำระ 50% ของราคาประมูลสูงสุด งวดที่ 2 ชำระ 25% ของราคาประมูลสูงสุด และงวดที่ 3 ชำระ 25% ของราคาประมูลสูงสุด

 

และในกรณีผู้ชนะการประมูลไม่ชำระเงินค่าประมูลภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกันการประมูลจำนวน 2,500 ล้านบาท และผู้ชนะการประมูลต้องชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 1,875 ล้านบาทต่อหนึ่งใบอนุญาตที่ชนะการประมูล