แบกเป้เที่ยว "Leh Ladakh"
วันที่เผยแพร่ วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ.2560 เวลา 10:07 น.

 

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เราเลือกเดินทางด้วย สายการบินไทยมาลงที่เมืองนิวเดลี ในวันที่ 8 เมษายน โดยใช้เวลาในการบินประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเราเลือกที่จะเที่ยวกันที่เมือง นิวเดลี ก่อนเป็นเวลา 1 วัน และ บินต่อด้วยสายการบิน Go air ในเช้าวันที่ 9 เมษายน จากเมือง นิวเดลี ไปที่เมือง เลลาดักห์ (เครื่องบินที่บินมาเมืองเลลาดักห์ มีแต่ไฟล์ทเช้านะครับ ) โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยประมาณ ตัดภาพมาที่เลลาดักห์เลยและกัน นี่เป็นแผนการเดินทางที่ผมไปทั้งหมด 5 วันที่เลลาดักห์ (เเผนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพภูมิอากาศ) 

 

ซึ่งในเเผนผมไม่สามารถไปเมือง lamayuru และ moonland ได้เนื่องจากก่อนไปมีพายุหิมะเข้าทำให้ทางปิดต้องลุ้นกันวันต่อวัน และการเดินทางจากเมือง เลลาดักห์ไปทะเลสาบ pangong ที่เรียกได้ว่าลำบากมากโดยต้องใช้เวลาเดินทาง 1 วันเต็มทำให้แผนที่วางไว้เปลี่ยนเพราะรถติดหิมะ และต้องยกเลิกแผนที่วางไว้ว่าจะไปเมือง moriri เพราะเวลาเดินทางไม่พอ น้ำตาจะไหล 

 

 

Day 1 : 9/04/17 (Dheli - Leh) Leh Palace – Namgyal Tsemo Gompa – Shanti stupa เมื่อวันแรกที่เรามาถึงทางที่พัก ได้ขอร้องให้เรานอนพักกันที่ห้องเพื่อปรับร่างกายให้ชินกับความสูงของที่นี่กันก่อนประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้น เราก็ออกเดินทาง ไปยังสถานที่ใกล้ๆตัวเมืองคือ Leh Palace – Namgyal Tsemo Gompa – Shanti stupa ซึ่งวิวทิวทัศสวยงามมากเมื่อมองลงมาจากด้านบนจะเห็น ตัวเมือง เลลาดักห์ถูกล้อมรอบไปด้วยหุบเขาของหิมาลัยน้อยใหญ่ สลับกันสุดลูกหูลูกตา

 

Day 2 : 10/04/17 (Leh – Lamayuru – Leh) one day trip Sangam river – Magnetic Hill – Alchi - Likir Monastery วันนี้เราออกเดินทางกันตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อมาถึงทางเชคอินก่อนเข้าไปที่เมือง Lamayuru เราได้ทราบว่า มีดินสไลด์ปิดทางทำให้ไม่สามารถเดินทางไปที่ Lamayuru และ moon land ได้ เราจึงแพลนไปเที่ยวที่อื่นเเทน

 

Day 3 : 11/04/17 (Leh – pangong ) เราออกเดินทางจากเมือง Leh มาถึง Pangong Lake กันตอนเย็นๆ เดินเล่นริมทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด แข็งจนเราสามารถลงไปเดินกันได้เลย คิดในใจถ้ามาช่วงหน้าร้อนทะเลสาบเป็นสีน้ำเงินตัดกับภูเขาสีน้ำตาลมันคงจะสวยน่าดูเลย เรื่องสภาพอากาศนั้นไม่ต้องพูดถึงเรียกว่าหนาวที่สุดในชีวิตที่เคยเจอมา เลยก็ว่าได้ หนาวจนกุไม่อยากเอานิ้วอุ่นๆออกมาจากถุงมือเพื่อลั่นชัตเตอร์และปรับค่ากล้อง กับวิวที่โคตรจะสวยที่สุดที่อยู่ตรงหน้า คืนนี้คงเป็นคืนที่นอนทรมานที่สุด มันหนาวหนักกว่าที่ annapurna base camp ที่เนปาลตอนต้นปีอีก ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ หนาวยันติดลบสิบกว่าองศา เรียกได้ว่าหนาวเข้ากระดูก ที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีฮีตเตอร์ มีแค่ผ้าห่มคนล่ะสองฝืน และถุงน้ำร้อนคนล่ะถุง ปล.การปวดเยี่ยวตอนกลางคืนเป็นอะไรที่เหี้ยมาก 

 

Day 4 : 12/04/17 (Pangong – Nubra ) การไป Nubra Valley นั้นต้องผ่านถนนที่สูงที่สุดในโลก จุดที่สูงที่สุดคือ Khardung La Pass สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 18,380 ฟุต (5,602 เมตร) ความสูงระดับนี้ถือว่าเป็น Extremely High (สูงตั้งเเต่ 5,500 เมตรขึ้นไป) ซึ่งรถที่ผมนั่งไปค้างอยู่ที่จัดนี้นานมากเนื่องจากติดหิมะ ผมซึ่งหลับอยู่พอตื่นมาถึงกับวิ้ง ลงรถมา ลมแดกสิครับรอไร ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ต้องขึ้นมานั่งพักกินน้ำ แดกบ๊วย (บ๊วยแม่งช่วยได้จริงๆ) กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องขับรถหลายชั่วโมงจากเมืองเลห์ ถนนเป็นเลนเดียวเเคบๆ เนื่องจากเป็นถนนเลนเดียว บางครั้งรถสวนกันก็ต้องจอดหลบตามข้างทาง ถนนก็เเคบเหลือเกิน ถ้าพลาดก็ตกลงไปในหุบเขาไม่ต้องสืบเลยว่าจะรอด อ่อลืมบอกไป ไฮไลท์ของการมาเมือง Nubra นั่นก็คือการได้มาถ่ายรูปและขี่น้องอูฐนั่นเอง 

 

Day 5 : 13/04/17 ( Nubra - Diskit -Shey Palace - Leh) วันนี้เป็นวันเดินทางกลับจากเมือง Nubra ไปที่เมือง Leh ขากลับเราผ่าน Shey palace แวะถ่ายรูปกันนิดหน่อย และได้เจอกับเเกงค์เด็กนักเรียนอนุบาลตัวน้อยๆ เลยไม่พลาดที่จะขอกระโดดขึ้นไปบนรถบัสโรงเรียน เพื่อที่จะถ่ายรูปกับน้องๆและเเจกขนมให้น้องๆได้ทานกัน

 

Day 6 : 14/04/17 Bye Bye Leh ค่าเสียหาย เครื่องบิน BKK-DEL , DEL-BKK >>> 10,645 บาท DEL-LEH , LEH-DEL >>> 4,397 บาท ค่าที่พักและเที่ยวในเมืองเดลี >>> 750 บาท ค่าที่พักค่าอาหารและค่ารถทั้งหมดตลอดทริปที่เมืองเลลาดักห์ 5 วัน (ค่ารถคิดตามเลทในสมุดเดินทาง) >>> 4,300 บาท/คน ทิป แม่บ้านและคนขับรถ >>> 700 บาท/คน ค่าวีซ่าอินเดีย >>> 1,950 บาท ประกันตกเครื่องและอุบัติเหตุ >>> 635 บาท รวม 23,377 บาท 

 

 

 

 

 

ภาพโดย : Supanya Wutthichan Tadlarp Sajjanurukkul #เที่ยวเผื่อเพื่อน