รับมือ "เงินร้อน" ต้องการที่หลบภัย
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ.2560 เวลา 07:34 น.

 

 

ก่อนหน้าที่ “ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา” จะขึ้นรับตำแหน่งในวันที่  20 ธ.ค.ปี 2559 ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างคาดการณ์ว่า ยุคใหม่ของ “เงินดอลลาร์สหรัฐฯ” กำลังจะกลับมาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะกลับมาแข็งค่าเป็น “สกุลปลอดภัย” ของเงินร้อนทั้งหลายอีกครั้ง

 

เนื่องจากทุกฝ่ายพึงพอใจในแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนายทรัมป์ ทั้งการเร่งดึงเงินระยะยาวทุนกลับสหรัฐฯ และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยการลดภาษี และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่

 

แต่หลังจากวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่  20 ธ.ค.2559 โลกการเงินกลับเจอกลับ “เรื่องเหนือความคาดหมาย” เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าอยู่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็รูดลงอ่อนค่าต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงวันนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังสาละวันเตี้ยลง เพราะยังไม่มีข่าวดีจากรัฐบาลทรัมป์อย่างที่ตลาดการเงินโลกคาดการณ์กันไว้

 

ส่งผลให้ทางกลับกัน ค่าเงินในภูมิภาคนี้ รวมถึง ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง !!

 

ที่น่าเป็นห่วงคือการแข็งค่าขึ้นของ “เงินบาท” มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าและเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

 

เทียบจากวันที่ 1 ม.ค.ปีนี้ จนถึงวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา จากค่าเงินบาท ซึ่งอยู่ที่ 35.89 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นมาเปิดตลาดที่ 34.26 บาท แข็งค่าขึ้นมา 1.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่าขึ้น 4.54% 

 

“ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น” นำประเด็นค่าเงินบาท และเงินทุนเคลื่อนย้าย มารวบรวมให้เห็นถึงจุดอ่อน จุดแข็งต่อเศรษฐกิจของประเทศ และภาคเอกชนของไทย

 

ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่ผ่านมา แบงก์ชาติ ยอมรับว่า เป็นห่วงค่าบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

โดยผลประชุมครั้งล่าสุด ของคณะกรรมการนโยบานการเงิน (กนง.) ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าความผันผวนในตลาดการเงินอยู่ในระดับสูง โดยนักลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้บรรยากาศของความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 

ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดพันธบัตรและตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยผันผวน

 

ในภาพรวม เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ โน้มแข็งค่าในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลภูมิภาค แต่เสถียรภาพด้าน

 

ต่างประเทศของไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลใน

 

ระดับสูง ทำให้เงินบาทยังคงแข็งค่าในอัตราที่มากกว่าสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาท (NEER)

 

ปรับแข็งค่าขึ้น

 

นอกจากนั้น ยังมองว่าในระยะต่อไป เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงมีความผันผวนสูง โดยค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางอ่อนค่าและแข็งค่า ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการคาดการณ์ของตลาดถึงจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขอเฟด 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในการประชุมครั้งที่ผ่านมานี้ กนง.ได้หารือถึงการทยอยลดข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายขาออกและขาเข้าสมดุลมากขึ้น 

 

โดยในภาวะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนสูง กนง.มองว่า การเริ่มพิจารณาปรับใช้เครื่องมือที่อิงกลไกตลาด (market-based instruments) อาจช่วยชะลอความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้บางส่วน ซึ่งจะเอื้อให้อัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวอย่างเหมาะสม (orderly adjustment) ในขณะเดียวกันเห็นว่าภาคเอกชนควรใให้ความสำคัญมากขึ้นกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในระยะข้างหน้า

 

แต่ในความเป็นจริง ในช่วงที่ค่าบาทแข็งขึ้นต่อเนื่อง “แบงก์ชาติ” ยังไม่มีมาตรการในการดูแล “ค่าเงินบาท” ออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้อย่างที่ควรเป็น!!

 

แม้จะมีแนวทางการปรับลดวงเงินการประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระยะยาว 2 ปี และ 3 ปีลงรวมกันเป็นเงิน 80,000 ล้านบาทของแบงก์ชาติ  เพื่อหวังลดแหล่งลงทุนของ “เงินร้อน”ระยะสั้นๆ จากนักลงทุนต่างประเทศ แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่ทำให้เกิดผลที่สวยงามได้

 

ขณะเดียวกัน จากมุมมองของนักค้าเงิน มาตรการผ่อนคลายการไหลออกของเงินทุนในประเทศ ที่ ธปท.จะให้ออกไปซื้อหุ้นในต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งในส่วนของกองทุน นิติบุคคล รวมทั้งบุคลลธรรมดา หรือมาตรการผ่อนคลายการไหลออกของเงินทุนกรณีอื่นๆ ที่ธปท.เตรียมปล่อยออกมาในไม่ช้านี้ ก็น่าจะหยุดการแข็งค่าของเงินบาทไม่ได้มากนัก

 

ฝรั่งหัวทอง หัวแดง หัวดำยังเห็นประเทศไทยเป็น “สวรรค์ของการลงทุนที่ปลอดภัย” ค่าเงินบาทถือเป็นแหล่งหลบภัยที่ดีที่จะโยกเงินทุนเข้ามาพักไว้สั้นๆ เพื่อหากำไร และรอจังหวะไปต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกรุนแรงขึ้นเช่นในตอนนี้

 

ซึ่งจุดนี้ แม้หลายคนมองว่า มีด้านดี เพราะเงินทุนที่เข้ามาเพราะความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ด้านเสีย คือ“เงินร้อนๆ” ของต่างชาติ จะยังคงเป็นปัจจัยหลักสร้างความผันผวนและราคาเทียมให้กับ “ค่าเงินบาท”ของไทยอย่างต่อเนื่อง 

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากมองข้อมูลของภาคเอกชนเอง ความพร้อมในการรับมือความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้นกลับอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรเป็น

 

จากบทความ “รับมือบาทผันผวนด้วยการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน” ของนายธีธัช เชื้อประไพศิลป์ และนายณัฐพงศ์ รุจิรวนิช เจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ ระบุว่า เป็นที่น่าตกใจว่าผู้ส่งออกไทยกว่าร้อยละ 60 ไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการใช้เครื่องมือทางการเงินเลย และแน่นอนว่าผู้ประกอบการเหล่านี้มีโอกาสสูญเสียรายได้จากความผันผวนของค่าเงิน 

 

...โดยผู้ประกอบการบางส่วนอาจไม่อยากป้องกันความเสี่ยงเพราะคิดว่าทางการจะคอยดูแลไม่ให้ค่าเงิน

 

เคลื่อนไหวมาก จึงไม่ควรขาดทุนกำไรไปบางส่วนเพื่อไปเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยง แต่ข้อเท็จจริงคือ ค่าเงินเกือบทั้งโลกมีความผันผวนมากขึ้น ค่าเงินบาทก็ผันผวนมากขึ้นตามสภาพของตลาดโลกที่ไม่อาจทัดทานได้ 

 

...และที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ประกอบการที่ป้องกันความเสี่ยงน้อยที่สุด คือผู้ประกอบการขนาดเล็ก จากข้อมูลในปี 2558 พบว่าผู้ประกอบการที่ส่งออกมีเพียงร้อยละ 14 ที่ทำสัญญาขายเงินล่วงหน้า (forward) เพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยมีเพียงร้อยละ 9 เป็นผู้ส่งออกรายเล็ก เทียบกับร้อยละ 26 ของผู้ส่งออกรายใหญ่

 

ดังนั้น ต่อจากนี้ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องตระหนักถึง “การบริหารจัดการความเสี่ยงจากค่าเงิน” ให้มากขึ้น

 

เพราะ “เงินร้อน” ที่ทะลักเข้ามาแสดงให้เห็นว่า เงินทุนต่างชาติเริ่มเห็นช่องทางทำกำไรจากประเทศไทย ทั้งการหากำไรกับตลาดการเงิน ตลาดหุ้น รวมทั้งราคาสินทรัพย์อื่นๆ ในประเทศไทย ที่อาจจะถูกปั่นราคา หรือเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาในอนาคต ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะอาจก่อให้เกิด “ฟองสบู่”ในภาคธุรกิจบางภาคของประเทศเราได้

 

ขณะที่ประเด็นใหญ่ อีกประเด็นหนึ่งของ “ค่าเงินบาท” คือ ผลต่อความสามารถในการส่งออกของประเทศ ซึ่งในขณะนี้เริ่มขยายตัวได้ดีขึ้นอีกครั้ง “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกำหนดราคาขายสินค้าส่งออกของไทย และทำให้สินค้าของไทยแพงและไม่น่าสนใจหรือไม่

 

ประเด็นนี้ “ภาคเอกชน” ทั้งสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความกังวลต่อกรณีดังกล่าวค่อนข้างมาก โดยระบุว่า อัตราค่าเงินบาทที่ไม่แข็งกว่า 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เอกชนยังพอรับไหว แต่ถ้าแข็งทะลุขึ้นไป คงมีผู้ส่งออกนำเข้าบางรายที่เริ่มขาดทุน หรือต้องพับฐานงานเข้า เพราะคง “สู้ราคา” กับคู่ค้าและคู่แข่งไม่ไหว 

 

ขณะที่ภาคส่งออกที่ถูกกระทบจากราคาขายมากที่สุด คือ “สินค้าภาคการเกษตร” ถ้าบาทแข็งมากกว่าคนอื่น จะกระทบทันทีให้ราคาสินค้าเราแพงกว่าคู่แข่ง

 

เมื่อแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังอ่อนค่าต่อเนื่อง บาทของเราก็มีแนวโน้มที่จะแข็งต่อเนื่อง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายคงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท และค่าเงินทั่วโลกอย่างใกล้ชิด รวมั้งหาทางรับมือ “เงินทุน”ระยะสั้นๆ ไม่ให้เข้ามาป่วนระบบการเงินของประเทศไทย

 

หากจะมองไปข้างหน้า เราต้องมองให้ครบทุกมุม และความผันผวนของเงินบาท รวมทั้ง การเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกเร็วๆ จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ยังคงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนไทย จะประมาทไม่ได้จริงๆ