ธาริต เพ็งดิษฐ์ เส้นทางวิบากกรรมจาก "รุ่ง" สู่ "ร่วง"
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2560 เวลา 14:32 น.

 

จบฉากชีวิตราชการแบบเปื้อนรอยมลทิน
 

ตามคำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ให้ลงโทษไล่ออกนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี


เซ่นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติที่ถูกป.ป.ช.ลงดาบก่อนหน้านี้ และส่งเรื่องมาให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดปัจจุบันของนายธาริต ฟันไล่ออกจากราชการ


กลายเป็นตำนานชีวิตจากที่เคยพุ่งถึงจุดสูงสุด ก่อนพลิกผันร่วงติดดิน


"ธาริต เพ็งดิษฐ์" อดีตอธิบดีเอสไอ เด็กเมืองชัยนาท มีชื่อเดิมว่า "เบญจ" ตามที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำตั้งให้ เพราะเป็นลูกคนที่5


ดีกรีปริญญาตรีนิติศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เอาดีเป็นอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนสอบเข้าเป็นอัยการในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อปี 2533 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ธาริต"ปี 2535 


เคยเป็นหน้าห้องของ "กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์" อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยที่มี "คณิต ณ นคร" เป็นอัยการสูงสุด


เริ่มสัมผัสการเมืองสมัยรัฐบาลไทยรักไทย โดยถูกดึงตัวไปช่วยงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นทีมงาน "พันศักดิ์ วิญญรัตน์" ที่ปรึกษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีขณะนั้น มีส่วนสำคัญในการยกร่างกฎหมาย เพื่อบุกเบิกจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ และถูกโยกไปเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ เมื่อมีการจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมา


จัดเป็นลูกหม้อดีเอสไอ ทำงานรับใช้องค์กรมาหลายปี ก่อนถูกโยกไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมกาารป้องกันและปราบปรามาการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) อยู่พักหนึ่งในปี 2551 สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน 


กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์แหวกขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้สำเร็จ ได้แต่งตั้ง "ธาริต"มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ในวัยแค่ 50 ปี แทนที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร 


มักถูกเย้ยหยันเรื่อง "การเปลี่ยนสี" สามารถพลิกผันปรับตัวสนองตอบการทำงานได้กับทุกรัฐบาลและทุกสถานการณ์


ยุครุ่งเรืองตอนนั่งแท่นอธิบดีดีเอสไอ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มีบทบาทสำคัญร่วมเป็นโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ทำหน้าที่ดำเนินคดีแข็งขันกับกลุ่มนปช.ที่ปลุกม็อบขับไล่รัฐบาลในยุคนั้น


เลยเป็นโจทก์ใหญ่คนเสื้อแดงหมายหัว ถึงขั้นถูกร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกาศจองกฐินล่วงหน้าว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะย้าย "ธาริต"พ้นจากเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอภายใน 24 ชั่วโมง


แต่เมื่อการเมืองพลิกขั้ว พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นใหญ่ได้จัดตั้งรัฐบาล ปรากฎว่าชื่อ "ธาริต" กลับเหนียวแน่นปักหลักอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม แถมยังได้ต่อวีซ่าครองความเป็นเบอร์หนึ่งในดีเอสไอต่อไป หลังจากดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอครบวาระ 4ปี ในปี2556 


พร้อมพลิกบทบาทมาไล่ล่า ดำเนินคดีกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็น "นายเก่า" สนองโจทย์ "นายใหม่"อย่างพรรคเพื่อไทยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งคดีต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส คดีทุจริตก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง และคดีสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 


ปักหลังครองความยิ่งใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องมาถึงสองช่วงรัฐบาล 


แต่เส้นทาง "ธาริต" มาหักมุม เมื่อตอนเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 ถูกคสช.สั่งเด้งพ้นตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี


ปิดฉากความยิงใหญ่ที่ครองความเป็นเบอร์หนึ่งในกรมสอบสวนคดีพิเศษมานานกว่า 4ปี 7เดือน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ดีเอสไอ 


พร้อมกับเริ่มต้นเปิดฉากวิบากกรรมที่เจ้าตัวต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องคดีความติดตัวต่างๆมากมายที่ถูกฟ้องร้องระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ต้องวิ่งโร่ขึ้นศาลแก้ต่างคดีในฐานะจำเลย


ชีวิตขาลงของ "ธาริต" ยังถูกกระหน่ำตามด้วยการถูกคณะกรรมการป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดกรณีการร่ำรวยผิดปกติ พร้อมอายัดทรัพย์ของตัวเองและคู่สมรสมูลค่า 90 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกป.ป.ช.จ่ออายัดทรัพย์เพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท 


พร้อมกับถูกป.ป.ช.ชงเรื่องไปให้นายกรัฐมนตรีไล่ออกจากราชการ ภายหลังติดชนักร่ำรวยผิดปกติ 


กระทั่งล่าสุดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง "ธาริต"ออกจากราชการในที่สุด


ปิดฉากเส้นทางราชการแบบเปื้อนมลทิน