ย่อก่อน...รอดีดขึ้น...
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เวลา 07:49 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่แล้วเคลื่อนไหวผันผวนตลอดสัปดาห์  โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,636.94 จุด ลดลง 0.89% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 6.57% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 43,180.35 ล้านบาท

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 0.56% มาปิ ดที่ 383.22 จุด

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนต่างชาติก่อนจะฟื้นตัวได้ในเวลาต่อมาตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์ และมีปัจจัยหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน 

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศแกนหลักของโลก หลังสหรัฐฯ และจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้  ตลาดยังรอผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 18-22 ก.พ. โดยระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,630 จุดและ 1,610 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 จุดและ 1,665 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน, ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงสถานการณ์ของพัฒนาการการออกจากสหภาพยุโรป ของสหราชอาณาจักร (BREXIT) 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ, ยอดขายบ้านมือสองเดือน ม.ค., ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย และดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือน ก.พ.

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป, ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือน ก.พ.ของยูโรโซน และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ม.ค.ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ บล.ทิสโก้ ประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 18-22 ก.พ. โดยมองว่า ทิศทางอ่อนตัวลง

 

โดยหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ถูกดดันจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ!!

 

ทั้งการอ่อนตัวตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ขณะที่หลายบริษัทจดทะเบียนแจ้งที่ผลการดำเนินงานออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาด อีกทั้งความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น หลัง กกต.มีมติยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยในการยุบพรรคไทยรักษาชาติ และข่าวความล่าช้าของการลงทุนในโครงการ EEC

 

ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน มองแนวโน้มด้านเทคนิคว่า หากดัชนีย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับมีโอกาสดีดตัวขึ้น เพราะไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆเข้ามากระทบ เพียงแต่ต้องรอความชัดเจนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

 

โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนไทยและการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีนรวมทั้งความคืบหน้าประเด็น Brexit ของอังกฤษ รวมถึงประเด็น Government shutdown ของสหรัฐฯ

 

ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,6330-1,620 จุด ส่วนแนวต้านแรกอยู่ที่ 1,663-1,670 จุด!!

 

ฝังค่าเงินบาทในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทยอยแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของค่าเงินและตลาดหุ้นในภูมิภาค ท่ามกลางความหวังว่า สหรัฐฯ และจีนอาจสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันได้ 

 

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมระหว่างสัปดาห์จากความคิดเห็นที่สนับสนุนการชะลอเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีสัญญาณอ่อนแอ โดยเฉพาะยอดค้าปลีก และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

 

อย่างไรกตามปิดตลาดในวันศุกร์ที่15 ก.พ. ค่าเงินบาทกลับมาอยู่ที่ระดับ 31.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับระดับ 31.47 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (8 ก.พ.)

 

ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสำหรับสัปดาห์วันที่18-22 ก.พ. ไว้ที่ 31.15-31.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยมีปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลจีดีพีไตรมาส 4/61 และตัวเลขการส่งออกเดือน ม.ค.ของไทย ขณะที่จุดสนใจเพิ่มเติมในต่างประเทศน่าจะอยู่ที่ความคืบหน้าของการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน, ประเด็นทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ, สถานการณ์ BREXIT และดัชนี PMI (เบื้องต้น) สำหรับเดือน ก.พ.ของสหรัฐฯ และประเทศชั้นนำอื่นๆ

 

ขณะที่มีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย, ดัชนีแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน ก.พ., ยอดขายบ้านมือสองเดือน ม.ค., ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน ธ.ค. รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง และบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 29-30 ม.ค.62

 

ด้านนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มองทิศทางสัปดาห์วันที่ 18-22 ก.พ.โดยต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/61 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. 

 

โดยคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ สำหรับการติดตามข่าวที่น่าสนใจในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะมีผลต่อทิศทางตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไป ดูเหมือนจะมีข่าวดีมากกว่าข้าวร้าย

 

เริ่มจาก แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป โดยมีรายงานระบุว่า ECB กำลังพิจารณามาตรการอัดฉีดสภาพคล่องหวังกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน

 

นายเบนัวต์ โคเออร์ สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า ECB กำลังพิจารณาที่จะออกมาตรการใหม่ในการจัดสรรสภาพคล่องระยะยาวที่กำหนดกลุ่มเป้าหมาย (TLTRO) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ECB เตรียมพร้อมที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอลง

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจยูโรโซนซบเซาลงในช่วงที่ผ่านมา  ทำให้คาดว่า ECB จะปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนลงอีกในเดือนมี.ค. 2562 หลังจากปรับลดในเดือนธ.ค. 2561 และ ECB อาจจะออกมาตรการ TLTRO ครั้งใหม่

 

ด้านนายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวย่ำแย่มากกว่าคาดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยเขาได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนในปีนี้ลงสู่ระดับ 1.7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.8%

 

โดยระบุด้วยว่า ECB อาจกลับมาทำการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อีกครั้ง หากมีความจำเป็น

 

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันหนักมากในยุโรป ซึ่งก็คือ Brexit ล่าสุดโกลด์แมน แซคส์คาดมีโอกาส 50-50 สภาอังกฤษให้การรับรองข้อตกลง Brexit

 

ทั้งนี้ ถึงแม้อังกฤษมีกำหนดแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลอังกฤษยังคงไม่มีความชัดเจนต่อประเด็นดังกล่าว

 

โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า มีโอกาส 50-50 ที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะสามารถนำข้อตกลง Brexit ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา

 

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์คาดว่า มีโอกาสเพียง 15% ที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง และมีโอกาสเพียง 35% ที่อังกฤษจะไม่แยกตัวออกจาก EU

 

"สมาชิกสภาสามัญชนจำนวนมากในสภาต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์การแยกตัวออกจาก EU โดยไม่มีการทำข้อตกลง และมีสมาชิกจำนวนน้อยที่สนับสนุนการทำประชามติครั้งใหม่" โกลด์แมน แซคส์ระบุ

 

ทางด้านเจพีมอร์แกน เชสคาดการณ์ว่า นางเมย์อาจหาทางขยายกำหนดเส้นตายในการแยกตัวออกจาก EU ซึ่งขณะนี้กำหนดเป็นวันที่ 29 มี.ค.

 

อีกข่าวที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวดี คือ สงครามการค้า โดยประธานาธิบดี ทรัมป์ขานรับเจรจาการค้ากับจีนคืบหน้า

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเปิดเผยว่า มีความคืบหน้าในการเจรจาการค้ากับจีน และกล่าวว่า เขาอาจเลื่อนกำหนดเส้นตายในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจากวันที่ 1 มี.ค.ออกไปอีก 60 วัน หากมีสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนใกล้จะบรรลุข้อตกลง

 

ทั้งนี้ ความเห็นของปธน.ทรัมป์เป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐและจีนอาจใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า หลังจากการเจรจาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรุงปักกิ่งเป็นเวลาสองวัน โดยทั้งสองฝ่ายระบุว่า กำลังดำเนินการเพื่อทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรขั้นต้น และจะเจรจากันต่อไปที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้

 

โดยการเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างนายโรเบิร์ต ไลท์ไทเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ นายสตีเวน มนูชิน นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยคาดการณ์กันว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศพยายามหาทางเพื่อลดช่องว่างของความคิดเห็นที่แตกต่างกันในบางประเด็นนั้น ทั้งสองฝ่ายอาจตัดสินใจเลื่อนกำหนดเส้นตายในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าออกไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะดีขึ้น แต่สถานการณ์ในประเทศยังไม่ดีขึ้น โดยนายทรัมป์ ถูก NGO ฟ้องทันทีหลังประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อดึงงบประมาณสร้างกำแพงกั้นแม็กซิโก

 

Public Citizen ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) ในสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องเพื่อขัดขวางไม่ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดึงเงินงบประมาณของรัฐบาลกลางประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ไปใช้สร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก

 

องค์กร Public Citizen ได้ยื่นฟ้องในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยเป็นการยื่นฟ้องในนามของกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและเจ้าของที่ดิน 3 รายในรัฐเท็กซัสซึ่งได้รับแจ้งจากทางรัฐบาลว่า จะมีการสร้างกำแพงส่วนหนึ่งบนที่ดินของพวกเขา ทันทีที่รัฐบาลได้รับงบประมาณ

 

ทั้งนี้ การฟ้องร้องดังกล่าวนับเป็นคดีแรก และคาดว่าจะมีการฟ้องร้องปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหลายคดีตามมา โดยอัยการของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา นิว เม็กซิโก นิวยอร์กและที่อื่นๆ ก็เตรียมที่จะยื่นฟ้องปธน.ทรัมป์ ขณะที่ทางสภาคองเกรสเองก็กำลังพิจารณาที่จะดำเนินการกับปธน.ทรัมป์ด้วย

 

ด้านนางซาราห์ ฮัคคาบี แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ทวีตข้อความระบุว่า ปธน.ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมตามแนวชายแดนทางใต้ของสหรัฐ โดยกล่าวว่า สหรัฐเผชิญกับการบุกรุกของนักค้ายาเสพติด และนักค้ามนุษย์ รวมทั้งคลื่นผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องการหลบหนีเข้ามาในสหรัฐ ทำให้สหรัฐมีความจำเป็นต้องสร้างกำแพงเพื่อสกัดกั้นคนเหล่านี้

 

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ยอมรับว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวจะทำให้เขาถูกฟ้อง ซึ่งเขาก็จะต่อสู้ถึงศาลฎีกา และคาดว่าจะได้รับชัยชนะในที่สุด

 

มาที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาล่าสุด ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าที่ควร

 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐร่วงลง 0.6% ในเดือนม.ค. เนื่องจากการผลิตรถยนต์ และเครื่องจักร ร่วงลง

 

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเว่า ดัชนีราคานำเข้าร่วงลงเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนม.ค. โดยปรับตัวลง 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากดิ่งลง 1.0% ในเดือนธ.ค.  และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าทรุดตัวลง 1.7% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2559

 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ยังเปิดเผยยอดค้าปลีกที่ดิ่งลง 1.2% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2552 ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากภาวะถดถอยในเวลาเดียวกันด้วย

 

นักวิเคราะห์คาดว่ายอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย. โดยการทรุดตัวของยอดค้าปลีกในเดือนธ.ค.ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของยอดขายในสินค้าทุกหมวด

 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกลดลง 0.6% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน โดยปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3เมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคาส่งออกลดลง 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนธ.ค.

 

อย่างไรก็ตาม นายราฟาเอล บอสติค ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา กล่าวว่า การเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีก และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่น่าผิดหวัง ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวมากกว่าที่คาดไว้

 

"ผมยังไม่เห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเราจะอยู่ที่ระดับแนวโน้ม หรือต่ำกว่า และขณะนี้เศรษฐกิจก็อาจปรับตัวสูงกว่าแนวโน้มในปีนี้ โดยอาจอยู่ในช่วง 2.3-2.5% ซึ่งแม้ต่ำกว่าระดับในปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับศักยภาพ ซึ่งอยู่ต่ำกว่า 2%"  นายบอสติคกล่าว

 

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการกระตุ้นจากการใช้จ่ายของรัฐ และมาตรการปรับลดอัตราภาษี

 

นายบอสติคยืนยันว่า แม้มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่เขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของตนเอง หรือการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เฟด สาขาแอตแลนตา ยังมองในแง่ดี  แต่เฟด สาขานิวยอร์ก กลับมองตรงกันข้าม โดยปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1 หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

 

ทั้งนี้ เฟดสาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 1.08% ในไตรมาส 1 โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.17% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

นอกจากนี้ เฟดยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.23% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.41% เมื่อสัปดาห์ก่อน