ยังแกว่งลง-ลุ้นจีดีพีไตรมาส 3
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เวลา 07:58 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดที่ระดับที่ 1,635.00 จุด ลดลง 2.01% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 4.76% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 40,351.65 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.60% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 407.95 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความกังวลทั้งจากปัจจัยเดิมๆ ในต่างประเทศ ทั้งสงครามการค้าที่เข้มข้นต่อเนื่อง และปัยหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวกันการเลื่อนวันเลือกตั้ง ยังเป็นปัจจัยที่กวนใจนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย มองว่าดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 19-23 พ.ย.นี้ มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยไตรมาส 3/61 จากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์  ทิศทางราคาน้ำมันโลกและประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค. ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนพ.ย. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด 

 

นอกจากนั้น ยังปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนพ.ย.ของประเทศแถบยุโรปและญี่ปุ่น

 

โดยให้แนวรับที่ 1,625 จุดและ 1,605 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,645 จุดและ 1,660 จุด 

 

ขณะที่บทวิเคราะห์ของบล.เอเซีย พลัส (ASP) ที่ออกมาในช่วงสุดสัปดาห์ ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดสัญญาณลบจากการหลุดแนวรับ EMA 10 วัน ที่ระดับ 1665 จุดลงมา จากนั้นปรับลงฐานลงต่อเนื่องจนล่าสุดมาปิดอยู่ที่บริเวณ 1635.00 จุด 

 

ทำให้ดัชนีกลับมาอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น-กลาง-ยาว ขณะที่ MACD ได้เกิดสัญญาณลบจากการตัดเส้น Signal Line ลงสะท้อนแนวโน้มที่อ่อนแอและโอกาสปรับฐานลงมาต่อในสัปดาห์วันที่่ 19-23 พ.ย. นี้ว่า ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อ

 

ทั้งนี้ หากประเมินแนวรับที่คาดหวังจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวจะมีอยู่ 2 โซน โซนแรกในช่วง 1625-1630 จุด (เป็นแนวรับที่เกิดจากระดับ Horizontal Line ช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา) หากเอาไม่อยู่โซนถัดไปจะอยู่ที่ 1600 จุด ส่วนแนวต้านของสัปดาห์ประเมินไว้ที่ 1660 จุด

 

ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกสัปดาห์ที่ผ่านมากดดันให้ผลตอบแทนการลงทุนของ พอร์ตการลงทุนสะสม ลดลงมาอยู่ที่ -0.35% แต่ก็เป็นผลตอบแทนที่ชนะ Benchmark เกือบทุกประเภทสินทรัพย์ อย่างไรก็ตามยังคงมีความคาดหวังเชิงบวกจากโอกาสการเจรจาในเรื่องสงครามการค้าช่วงปลายเดือนของผู้นำ สหรัฐ-จีน

 

ส่วนปัจจัยภายในประเทศมี 2 เรื่องที่น่าสนใจคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เป็นไปตามคาดกล่าวคือ งวด 9 เดือนปี61 มีกำไรสุทธิรวมกว่า 8.1 แสนล้านบาท และ การที่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% แต่ก็ได้ส่งสัญญาณการผ่านช่วงดอกเบี้ยต่ำไปแล้วออกมาอย่างชัดเจน 

 

ดังนั้น สัปดาห์นี้ ให้คงน้ำหนักในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไว้ตามเดิม คือหุ้นไทย 35% เน้นหุ้น Domestic Play, หุ้นต่างประเทศ 25% เลือกหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น, ในกลุ่มตราสารหนี้30% ให้น้ หนักไปที่ Money Market และตราสารหนี้อายุคงเหลือไม่เกิน 3 ปี อย่างละเท่าๆ กัน

 

โดยแม้จะมีหลายปัจจัยลบสร้างแรงกดดัน ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอันสืบเนื่องมาจากสงครามการค้า วัฎจักรดอกเบี้ยที่ส่งสัญญาณเป็นขาขึ้นชัดเจน และทิศทางของ Fund Flow จากต่างชาติที่ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทย 

 

แต่ก็ยังมีแรงหนุนที่สำคัญและถือเป็นปัจจัยที่จำกัด Downside ได้แก่ Valuation ซึ่งที่ปัจจุบันมีค่า PER อยู่ที่บริเวณ 15 เท่า โดยอยู่บนฐานกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะทำกำไรสุทธิได้ 1.07 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 108 บาทต่อหุ้น) งวด 9 เดือนปี61 ที่ผ่านมาทำกำไรสุทธิได้มากกว่า 8.1 แสนล้านบาท

 

อีก 1 แรงหนุนที่คาดหวังได้ คือ หากมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมของการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งน่าจะให้เห็นการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้

 

ส่วนตลาดหุ้นโลกกลับมาอยู่ในภาวะผันผวนอีกครั้ง โดยปัจจัยกดดันหลักกลับมาเป็นความกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าซึ่งเป็นผลจากสงครามการค้า ส่งผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับลดลงแรง และนักลงทุนมีแนวโน้มย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับลดลงกว่า 10 bps ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว 

 

สัปดาห์นี้ คาดตลาดหุ้นต่างประเทศไม่น่าจะเคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐจะมีวันหยุด Thanksgiving Day 2 วันปลายสัปดาห์ จึงประเมินตลาดหุ้นโลกน่าจะแกว่ง sideway

 

ขณะที่ค่าเงินบาท ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันที่ 19-23 พ.ย.นี้ไว้ที่ 32.80-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากวันศุกร์ที่16 พ.ย. ซึ่งเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 32.95 และแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับระดับ 33.03 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 พ.ย.)

 

ทั้งนี้ จุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/61 ของไทย ที่จะประกาศในวันจันทร์ที่ 19 พ.ย.นี้

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนพ.ย.

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด และประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับการเจรจาเรื่อง BREXIT ของอังกฤษกับอียู

 

สำหรับข่าวที่กำลังเป็นประเด็นในสุดสัปดาห์ นอกเหนือจากประเด็นการเมืองและการตั้งข้อสังเกตุถึงการเลื่อนการเลือกตั้งในไทยแล้ว การเมืองอังกฤษเป็นอีกฝั่งหนึ่งของโลกที่กำลังเกิดปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการตัดสินใจออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit

 

นายกฯอังกฤษแต่งตั้ง สตีเฟน บาร์เคลย์ นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีฝ่ายกิจการ Brexit แทน โดมินิค แรบที่ลาออกไป โดยเป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับ Brexit คนที่สองที่ลาออก

 

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แต่งตั้งนายสตีเฟน บาร์เคลย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีฝ่ายกิจการการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แทนนายโดมินิค แรบ ซึ่งได้ประกาศลาออกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่เห็นด้วยต่อข้อตกลง Brexit ที่นางเมย์ได้ยื่นต่อสหภาพยุโรป (EU)

 

การแต่งตั้งนายบาร์เคลย์ ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคอนุรักษ์นิยมและเป็นอดีตผู้บริหารของธนาคารบาร์เคลย์สนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษ หลังจากที่รัฐมนตรี 4 คนได้ประกาศลาออกเนื่องจากไม่เห็นด้วยต่อข้อตกลง Brexit ของนางเมย์ 

 

โดยรัฐมนตรีทั้ง 4 คนได้แก่ นางซูเอลลา เบรเวอร์แมน รัฐมนตรีช่วยฝ่ายกิจการ Brexit นางแอน-มารี เทรเวลแยน รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ นายโดมินิค แรบ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการ Brexit และนางเอสเธอร์ แมคเวย์ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการบำนาญของอังกฤษ

 

ท้งนี้ รัฐมนตรีทั้ง 4 คนนี้ต่างก็เป็นผู้สนับสนุนให้อังกฤษแยกตัวจาก EU โดยพวกเขาระบุว่า ข้อตกลง Brexit ระหว่างอังกฤษและ EU ไม่ได้บ่งชี้ถึงการแยกตัวอย่างเด็ดขาดจาก EU ตามที่ชาวอังกฤษที่ลงประชามติในปี 2559 ต้องการ

 

ขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป...

 

โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า จีนต้องการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ โดยการที่สหรัฐได้ประกาศเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าของจีน ได้สร้างแรงกดดันต่อจีนจนทำให้จีนเห็นพ้องที่จะทำข้อตกลงการค้า

 

ซึ่งเราจะรู้ในไม่ช้า" 

 

อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า "เราจำเป็นต้องทำการค้าสองทาง เราไม่สามารถทำการค้าแบบเอาเปรียบคนโง่ ซึ่งเป็นแนวทางที่พวกเขาเอาเปรียบพวกเรา โดยจีนเอาเปรียบสหรัฐมาเป็นเวลานานแล้ว ด้วยการทำข้อตกลงการค้า ซึ่งทำให้สหรัฐซื้อสินค้าจีนวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์ทุกปี ขณะที่จีนซื้อสินค้าสหรัฐไม่มาก"

 

แต่ในเวลาเดียวกัน ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ  ยังคงโจมตีนโยบายการค้าจีนไม่เป็นธรรม และยืนยันว่า สหรัฐเดินหน้าเรียกเก็บภาษีสินค้าจีน

 

นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่ปาปัวนิวกีนีในวันนี้ โดยนายเพนซ์ได้กล่าวโจมตีจีนที่ดำเนินนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการที่จีนมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐเป็นจำนวนมาก

 

นายเพนซ์กล่าวว่า สหรัฐจะไม่ยุติการใช้มาตรการการค้ากับจีน จนกว่าจีนจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าให้มีความยุติธรรม

 

"ที่ผ่านมา สหรัฐได้ใช้มาตรการที่จริงจังในการแก้ไขภาวะไร้สมดุลทางการค้ากับจีน โดยเราได้ออกมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงิน 2.50 แสนล้านดอลลาร์ และเราจะดำเนินการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก" นายเพนซ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งจีน แม้ไม่จะไม่มีการตอบโต้อย่างเป็นทางการ แต่เราได้เห็นปฏิกริยาอย่างต่อเนื่อง ในการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า จีนและญี่ปุ่นได้ลดการถือครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐในเดือนก.ย. โดยจีนมียอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น 1.151 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ลดลง 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์จากเดือนส.ค. โดยยอดการถือครองเดือนก.ย.ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560

 

ส่วนญี่ปุ่นมียอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น 1.028 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี ลดลงจากระดับ 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค.

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่นักค้าพันธบัตรจับตาดูว่าจีนได้จงใจลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อตอบโต้สหรัฐหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าของทั้งสองประเทศ

 

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายเชื่อว่าการที่จีนปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐนั้น จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากที่สุดในโลก รองลงมาคือญี่ปุ่น

 

ส่งท้ายด้วย แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนากลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเขย่าความมั่นใจในการลงทุนมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประธานเฟดชิคาโก้เผยเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ 3.25% เมื่อพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดีต่อเนื่อง

 

นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก้ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.25% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าระดับที่เป็นกลางราว 0.50% เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

 

นายอีแวนส์ยังกล่าวว่า เขาจะพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ค่าจ้าง และตลาดแรงงานในเชิงกว้าง เพื่อพิจารณาว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเท่าใด

 

นายอีแวนส์กล่าวเสริมว่า สำหรับเขาแล้ว การที่เงินเฟ้อดีดตัวแตะ 2.5% จะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ตราบใดที่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราว

 

นายอีแวนส์ยังคาดการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงหลายประการ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่สิ่งนี้จะไม่กระทบต่อทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง