ยังมีหวัง...ดัชนีฟื้น
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 07:37 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,719.82 จุด ลดลง 1.23% จากสัปดาห์ก่อน ขณะมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้น 24.02% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 71,452.87 ล้านบาท 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 458.99 จุด ลดลง 2.04% จากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเผชิญกับแรงกดดันในหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ ประกอบกับมีแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่มีเข้ามาต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนเข้ามาในช่วงสั้นๆ ระหว่างสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันโลกกลับมาฟื้นตัวขึ้น แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงปลายสัปดาห์จากปัจจัยต่างประเทศ ท่ามกลางความกังวลต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติก็ยังคงขายสุทธิอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์

 

บล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 4-8 มิ.ย. โดยมองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,710 จุดและ 1,700 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,725 จุดและ 1,735 จุด ตามลำดับ 

 

ทั้งนี้ มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคบริการเดือน พ.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite ของประเทศในแถบยุโรปและญี่ปุ่น ตลอดจนข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือน พ.ค. ของจีน

 

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทย กำลังติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่  12-13 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เพราะจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายค่อนข้างมาก

              

โดย บล.ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า หากเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด จะกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งนั่นรวมถึงตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน 

 

ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้  ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท เป็นการขายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทิสโก้ ระบุว่า กรณีนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หลังการเติบโตของตลาดเกิดใหม่เริ่มมีอุปสรรคจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของเฟด

 

ขณะที่สภาพคล่องโลกมีแนวโน้มลดลงจากการลดขนาดงบดุลของเฟด และการลดนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) รวมไปถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่งผลกดดันกำลังซื้อและทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง

 

               

สำหรับมุมมองของ บล.โนมูระพัฒนสิน ยังคงเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยขึ้นอีก 5%  สู่ 75% โดยวางดัชนีเป้าหมายปีนี้ไว้ที่ 1,904 จุด โดยมองว่าสถานการณ์การเมืองอิตาลีที่ผ่อนคลายลง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาต่ำกว่าคาด

 

กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า และหนุนสินทรัพย์เสี่ยงโลกฟื้นตัว รวมทั้งแรงหนุนในประเทศ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างกม.ลูกเลือกตั้งสส.ไม่ขัดแย้งต่อรธน. ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดเวลาที่วางไว้

           

ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลัง โนมูระ พัฒนสิน มองว่า ยังมีความหวัง โดยภาพรวมดัชนียังน่าจะยืนเหนือ 1,800 จุดได้อยู่ ถ้าไม่มีปัจจัยลบอะไรเข้ามากดดันอีก แ

 

ขณะที่ภาพรวมการลงทุนสัปดาห์วันที่ 4-8 มิ.ย.โนมูระ พัฒนสิน มองว่ามีโอกาสฟื้นตัว แม้ความเชื่อมั่นโดยรวมยังต่ำหลังตลาดผันผวนต่อเนื่อง แต่ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นบวก โดยเฉพาะปัจจัยการเมือง

 

โดยกระบวนการถัดไป นายกฯ มีกําหนดยื่นทูลเกล้าฯ กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับที่ได้รับการตัดสินแล้วว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ภายใน 20 วันและหลังลงนามกฎหมายการเลือกตั้ง สส จะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 90 วัน ทำให้กระบวนการเลือกตั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ระหว่างเดือน ก.พ.- เม.ย. 62 

 

ซึ่งกรณีนี้จะสร้างความมั่นใจการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเร่งตัวขึ้นและการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศในระยะต่อไปด้วย ขณะที่มองด้วยว่าเงินทุนที่ไหลออกเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังเห็นต่างชาติกลับมาซื้อวันแรกในรอบ 12 วันทําการ เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ระดับ 135.20ล้านบาท เป็นจิตวิทยาบวกต่อตลาด 

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศแม้ความเสี่ยงการค้าจะเพิ่มขึ้จากการที่สหรัฐฯประกาศเรียกเก็บภาษีนําเข้าเหล็กและอลูมิเนียมกับแคนาดา เม็กซิโก และยุโรป และมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศคู่ค้าต่างๆได้ออกมาตรการตอบโต้นั้แต่ขณะนี้ประเมินผลกระทบของมาตรการตอบโต้ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯค่อนข้างจํากัด

 

แนะนําเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น 75% กลุ่ม Domestic นําตลาด ค้าปลีก (CPALL, ROBINS), กลุ่มปิโตรเคมี (IVL), กลุ่มอิงการลงทุน(BBL, KBANK, AMATA, WHA, BLAND, IMPACT, STEC, CK, PYLON, SEAFCO) อิงการท่องเที่ยว(ERW, BH) และกลุ่ม Mid-SmallCap   ที่กำไรฟื้นตัว (GOLD,STANLY,JUBILE,NYT)

 

สำหรับตลาดเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลง

 

กว่าระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางของหลายๆ สกุลเงินในภูมิภาค และแรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ

 

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินยูโร ซึ่งถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองของอิตาลี อย่างไรก็ดี เงินบาทสามารถฟื้นตัวกลับมาบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯเผชิญแรงขาย หลังปัญหาทางการเมืองของอิตาลีเริ่มคลี่คลาย และตลาดเปลี่ยนจุดสนใจมาที่ข้อพิพาททางการค้าของสหรัฐฯ และกับประเทศคู่ค้าแทน

 

วันศุกร์ที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 31.98 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับ 31.92 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 พ.ค.)

 

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์วันที่ 4-8 มิ.ย. โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

จุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่สถานการณ์เกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคบริการเดือนพ.ค.  และคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงานเดือนเม.ย. ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนพ.ค. ของจีน และดัชนี ISM ภาคบริการเดือนพ.ค. ของประเทศชั้นนำอื่นๆ

 

เมื่อความกังวลหลักอยู่ที่คู่ “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ข่าวที่น่าสนใจสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นการจับตาการเจรจาเพื่อลดผลกระทบทางการค้าระหว่างกัน

 

โดยคณะผู้แทนจีนและสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีนและนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศในกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน และได้ออกแถลงการณ์หลังการเจรจา

 

ซึ่งสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องระหว่างการหารือครั้งก่อนในกรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ ทั้งจีนและสหรัฐมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันในหลายประเด็น ทั้งด้านการเกษตรและพลังงาน ตลอดจนมีความก้าวหน้าในเชิงบวกและเป็นรูปธรรม ส่วนรายละเอียดที่แน่ชัดยังไม่ได้รับการยืนยันจากสองฝ่าย

 

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า "ท่าทีของฝ่ายจีนยังคงมั่นคง" และ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับชีวิตความเป็นผู้ที่ดีขึ้น ตลอดจนความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง ทางการจีนมีความยินดีที่จะเพิ่มอัตราการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศและทั่วโลก

 

ขณะเดียวกันผลของการเจรจาทางการค้าควรเป็นไปตามเงื่อนไขเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องพบกันครึ่งทาง ตลอดจนจะต้องไม่เข้าร่วมสงครามการค้าด้วย"

 

อย่างไรก็ดี ผลการเจรจาหารือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศจะกลายเป็นโมฆะในทันทีหากสหรัฐยังคงดำเนินมาตรการเรียกเก็บภาษีและมาตรการกีดดันทางการค้าอื่นๆ

 

ด้าน รมว.คลังกลุ่มประเทศ G7 ประณามมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของกลุ่มประเทศ G7 ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐอย่างหนัก ในที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G7 ที่ประเทศแคนาดา โดยสหภาพยุโรป (EU) และรัฐบาลแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวต่างให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตอบโต้ 

 

ขณะที่นายบรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสเตือนว่า สงครามการค้าอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

อย่างไรก็ดี ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G7 ครั้งนี้ไม่มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันแต่อย่างใด ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ถือเป็นการส่งสัญญาณอันชัดเจนถึงความไม่ลงรอยระหว่างกัน 

 

แต่คาดว่าการอภิปรายอย่างจริงจังในประเด็นมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำของกลุ่ม G7 ในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ จะเข้าร่วมหารือที่รัฐควิเบกของแคนาดาด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐทวิตข้อความยืนยันจุดยืนของการบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีว่า "สหรัฐต้องเผชิญกับการขูดเลือดขูดเนื้อด้านการค้าจากประเทศอื่นๆมาเป็นเวลานานหลายปี" พร้อมระบุด้วยว่า มาตรการนี้จะช่วยปกป้องบริษัทเหล็กของอเมริกา ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ 

 

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวตำหนิการกีดกันทางการค้าที่บริษัทสหรัฐต้องเผชิญทั้งในยุโรปและในอีกหลายประเทศ ดังนั้นจึงถึงเวลาที่สหรัฐจะต้องฉลาดปราดเปรื่องขึ้นแล้ว ผู้นำสหรัฐกล่าวเสริม

 

โดยนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าสหรัฐละทิ้งตำแหน่งผู้นำในระบบเศรษฐกิจโลก พร้อมกล่าวว่า ตนได้ส่งผ่านกระแสความโกรธเคืองที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากนานาประเทศให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับทราบแล้ว

 

ทั้งนี้  สหรัฐได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 25% และภาษีนำเข้าอลูมิเนียมในอัตรา 10% จากประเทศแคนาดา, เม็กซิโก และ สหภาพยุโรป (EU) โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

จบวันนี้ด้วย เศรษฐกิจไทยในประเทศ ซึ่งแม้ว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ดีเกิน 4.5% แต่เศรษฐกิจภูมิภาคยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แนะจับตาปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงครึ่งปีหลังว่า แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวดีขึ้น จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/61 ขยายตัวได้ถึง 4.8% แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังกระจุกอยู่ในบางพื้นที่ โดยไม่ได้กระจายตัวไปอย่างเท่าเทียม เพราะในบางพื้นที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ต่ำกว่า 4.8% เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน และบางส่วนยังมีปัญหาในเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อกำลังซื้อ และการจับจ่ายของภาคประชาชน ซึ่งมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค

 

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวและขยายตัวได้ดี แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เพราะหากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศได้ตามกำหนด จะส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในด้านการบริโภค รวมถึงการลงทุน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้

 

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ยังตกต่ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่อความไม่เชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนในระดับภูมิภาค รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐที่แม้จะมีเม็ดเงินจำนวนมาก แต่การขับเคลื่อนลงไปสู่ภาคประชาชนยังไม่เห็นผลอย่างแท้จริง ทำให้การจ้างงานในภูมิภาคยังไม่เกิดขึ้นได้รวดเร็วพอ ขณะที่ปัญหาสงครามการค้าก็ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะหากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบกับภาพรวมของการค้าโลกได้

 

“สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังและปี 2561 ว่า มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากเผชิญปัญหาการค้าโลกที่ผันผวน และค่อย ๆ มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยทางหอการค้าไทยจะมีการประเมินและปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งในอีก 1 เดือน หลังจากวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการลงนามจัดเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และนาฟต้าของประธานาธิบดีสหรัฐ 

 

โดยการลงนามดังกล่าวมีผลสะท้อนความไม่พอใจจากประเทศสมาชิกอียูและอังกฤษ โดยจะต้องดูสถานการณ์ว่าจะมีการตอบโต้ทางการค้าหรือไม่ หากมีการตอบโต้เรื่องดังกล่าวจะมีผลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกและการส่งออกสินค้าของไทย แต่หากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่รุนแรง 

 

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4.5 % การส่งออกขยายตัว 8-10%  อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และดอกเบี้ยยังคงอยู่ที่ 1.5% และมีตัวเลขการท่องเที่ยวอยู่ที่ 38.6 ล้านคน