มติครม.ประจำวันที่ 13 ก.พ.61
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เวลา 17:17 น.

 

 

ครม.ขึ้นเงินเดือน ขรก.ศาล-องค์กรอิสระ 10%

 

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (13 ก.พ.) มีมติเห็นชอบให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนร้อยละ 10 ในส่วนของข้าราชการศาลและองค์กรอิสระ โดยในส่วนของศาลเห็นชอบให้ปรับขึ้นเงินเดือนทั้งของศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ระดับประธานศาลของแต่ละศาล จนถึงข้าราชการระดับล่างสุด เช่นเดียวกับองค์กรอิสระ ให้มีการปรับขึ้นตั้งแต่ระดับประธานสูงสุด จนถึงพนักงานองค์กรอิสระล่างสุดเช่นกัน ทั้งนี้ มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2557


ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้ตีกลับการเสนอปรับขึ้นเงินเดือนในส่วนของข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่าหากปรับขึ้นจะถูกสังคมครหาว่าเป็นการเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเอง จึงให้ยุติการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าวไป อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้บรรจุตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมืองอีกตำแหน่ง ซึ่งจะมีการกำหนดอัตราเงินเดือนในอนาคตอีกครั้ง

 


ครม.ไฟเขียวให้อำนาจอปท.ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน-เก็บค่าเข้า

 

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า  ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. …  ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) เสนอ  โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว  กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการดูแลโบราณสถาน โบราณวัตถุ เฉพาะที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชุมชนนั้นๆ โดยให้อำนาจอปท.สามารถประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานหรือสถานที่ที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในการครอบครองของผู้ใดหรือมิได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ก่อน 

 

นอกจากนี้ อปท.ยังมีอำนาจหน้าที่อนุรักษ์ คุ้มครอง รักษา และบำรุงโบราณสถานนั้นๆและยังสามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าชมจากประชาชนได้ 

 

 โดยให้รายได้และค่าธรรมเนียมตกเป็นรายได้ของอปท. แต่กรมศิลปากรจะต้องเป็นผู้พิจารณาและมีอำนาจเต็มว่าโบราณสถานส่วนไหนที่ควรจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล หรือโบราณสถานตรงไหนที่กรมศิลปากรจะดูแลเอง  รวมถึงระงับการดำเนินการใดๆที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย และไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

ครม.เห็นชอบปรับอัตราโทษอาญาไม่ร้ายแรงยันไม่เอื้อคนรวย 

 

ครม.มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอการกำหนดโทษทางอาญาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา77ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆก่อนตรากฎหมาย และควรมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น ยกเลิก ปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่ให้เป็นภาระอุปสรรคกับประชาชน โดยกำหนดปรับโทษอาญาที่ไม่รุนแรงแต่ยังเป็นโทษอาญาที่ทำให้สร้างภาระต่อศาล เป็นโทษอย่างอื่น มีหลักเกณฑ์ที่ส่วนราชการจะเสนอกฎหมายใหม่แล้วต้องการกำหนดโทษทางอาญา คือ 1. เป็นการกระทำที่กระทบกับความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างร้ายแรง และมีผลกระทบต่อส่วนรวม 2.เป็นกรณีที่ไม่สามารถใช้มาตรการอื่นใดเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างได้ผล มีประสิทธิภาพเพียงพอให้ประชาชนปฏิบัติตาม และ3.กฎหมายใดที่มีความผิดทางอาญาแล้วมีโทษปรับเพียงสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกแต่สามารถเปรียบเทียบเป็นโทษปรับได้ ให้เปลี่ยนเป็นวิธีการอื่นที่ไม่ใช่โทษทางอาญา 

 

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ครม.ยังมอบหมายให้กฤษฎีการับไปออกกฎหมายกลาง เนื่องจากกฎหมายที่มีโทษทางอาญามีหลายฉบับ การออกกฎหมายกลางดังกล่าวให้ถือว่าต่อไปนี้กฎหมายต่างๆที่มีโทษทางอาญาเปลี่ยนเป็นกฎหมายที่ไม่ใช่โทษทางอาญา นอกจากนี้ให้พิจารณาเปลี่ยนโทษปรับทางอาญาที่ไม่ร้ายแรงเป็นโทษปรับทางปกครอง เช่น การฝ่าฝืนจอดรถในพื้นที่ห้ามจอดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเสียค่าปรับ แต่เมื่อเสียค่าปรับแล้ว จะไม่ถูกบันทึกลงไปในประวัติการลงโทษ

 

"นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการไปเอื้อประโยชน์โดยเฉพาะคนรวย ที่จะพร้อมทำผิดกฎหมาย แค่เสียค่าปรับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จึงอธิบายว่า ได้มีการกำหนดไว้แล้ว ถ้าจะไม่มีโทษทางอาญาจะต้องเป็นโทษที่ไม่ร้ายแรง การปรับแก้ครั้งนี้มีผลไปยังผู้มีรายได้น้อยด้วย เช่น กฎหมายที่กำหนดโทษปรับเพดานขั้นต่ำและสูงต่อไปถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จะกำหนดเพดานขั้นสูงไว้อย่างเดียว คือไม่จำเป็นต้องจ่ายถึงเพดานขั้นสูงก็ได้ นอกจากนี้ยังให้พิจารณากฎหมายที่มีอัตราโทษเท่ากัน แต่กระทงความผิดความร้ายแรงต่างกัน เช่น ลักทรัพย์ กับยักยอก ฉ้อโกงทรัพย์ การรับโทษจะต้องไม่เท่ากัน ถือเป็นกระบวนการในการปฏิรูปกฎหมายไทย" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว 

 

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันยังให้มีการพิจารณาแยกโทษสำหรับนิติบุคคลออกจากโทษของบุคคลธรรมดา เช่น บริษัทไปทำผิด ผู้เป็นกรรมการบริษัทต้องผิดไปด้วย ดังนั้นต้องแยกกัน หากบริษัทผิดต้องว่ากันไป ส่วนตัวบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัทจะไม่มีส่วนด้วย เว้นแต่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปสั่งการ หรือเห็นชอบให้ดำเนินการ