ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข พ่ายพลังดูดตีจากค่ายเพื่อไทยซบพรรคทหาร
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 14:41 น.

 

เปิดตัวเป็นหัวขบวน ตีจากพรรคเพื่อไทย

 

ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำทีมอดีตส.ส.เลย ย้ายค่ายจ่อซบพรรคพลังประชารัฐ

 

ทิ้งถิ่นเก่าไปอยู่เครือทหารตามคำเชื้อเชิญจากกลุ่มสามมิตรที่ทาบทามอดีตผู้แทนหลายกลุ่มในพรรคเพื่อไทยให้หันไปสนับสนุน “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้ต่อตั๋วเก้าอี้ผู้นำอีกครั้งในการเลือกตั้งสมัยหน้า

 

นำร่องจุดชนวนความระส่ำให้กับพรรคเพื่อไทย ตกอยู่ในสภาวะใกล้เคียงแพแตก

 

ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อายุ 61 ปี ชาวอ.วังสะพุง จ.เลย ดีกรีปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา จาก MAPUA INSTITUTE OF TECHNOLOGY ประเทศฟิลิปปินส์ และปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย  

 

ผูกขาดการเป็นส.ส.เลยมา 9 สมัย ตั้งแต่ปี2529 ในนามพรรคสหประชาธิปไตย ก่อนหมุนเวียนไปอยู่พรรคต่างๆ 6 พรรคได้แก่ พรรคสหประชาธิปไตย พรรคกิจสังคม พรรคเสรีธรรม พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

                

ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆอยู่หลายครั้ง เพาะบ่มประสบการณ์และบารมีมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ยุคนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งเป็นรมช.มหาดไทย

          

ผงาดขึ้นเป็นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ภายใต้การผลักดันของส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย ในฐานะเป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา ที่มีบทบาทเจรจาต่อรองทางการเมืองกับพรรคให้กับกลุ่มส.ส.อีสาน

                

บทบาทในสนามการเมืองดร็อปลงไป หลังจากคสช.มายึดอำนาจบริหารประเทศ แต่ล่าสุดเดินทางไปต้อนรับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่มาทาบทามให้ย้ายขั้วถึงสนามบินจ.เลย

            

พ่ายแพ้พลังดูด แบะท่าทีแนวโน้มสูงมากที่จะตีจากพรรคเพื่อไทยย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เพื่อช่วยสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นผู้นำรอบสองหลังการเลือกตั้ง

                

โดยควงนางเปล่งมณี สมบูรณ์สุข ภริยา อดีตส.ส.เลย และนายวันชัย บุษบา อดีตส.ส.เลย ยกทีมออกไปด้วย  

          

เป็นระดับหัวขบวนรายแรกๆที่ประกาศแยกทางพรรคเพื่อไทย  สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักตามมาให้กับส.ส.อีสานของพรรคในจังหวัดอื่นๆที่เตรียมแพ็คกระเป๋าออกจากค่ายเพื่อไทยตามไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐอีกจำนวนมาก

         

ทิ้งพรรคเพื่อไทยตกอยู่ในสภาพเลือดไหลไม่หยุด