ชักไม่ชัวร์...เฟดขึ้นดอกเบี้ย
วันที่เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2560 เวลา 09:06 น.

 

สำรวจมุมมองของตลาดหุ้นไทย...และปัจจัยที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 15-19 พ.ค.ปรับขึ้นตามแรงซื้อหุ้นพลังงานก่อนการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลักของโลก (โอเปก) โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,549.64 จุด เพิ่มขึ้น 0.37%จ ากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่มูลค่า การซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ลดลง 7.07% จากสัปดาห์ก่อนมาท่ี 43,623.42 ล้านบาท

 

ส่วนส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 560.23 จุด เพิ่มขึ้น 0.81% จากสัปดาห์ก่อน

 

ทั้งนี้ การประกาศผลประกอบการไตรมาส1/60 ที่น่าผิดหวังในหลายๆ กลุ่มธุรกิจ และความกังวลว่าประธานาธิยดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐฯ มีความเสี่ยงมากที่จะถูกถอดถอน เป็นสาเหตุหลักที่ฉุดรั้งตลาดหุ้นไทยของเราในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

สำหรับสัปดาห์นี้ วันที่ 22-26 พ.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จํากัด มองว่าดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับท่ี 1,530 จุดและ 1,515 จุด ขณะท่ีแนวต้านอยู่ที่ 1,560 จุดและ 1,575 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของรองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)  การประชุมกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันหลักของโลก (โอเปก) ในวันที่ 25 พ.ค. และการประชุมนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในวันที่ 24 พ.ค.นี้ โดยคาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% และคงนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายตามเดิมเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายในประเทศที่กำลังฟื้นตัวขึ้น

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรมในประเทศ หรือจีดีพีไตรมาส 1 ปี 60 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการรายงานคร้ังที่ 2 รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน พ.ค. ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ เช่น ข้อมูลดัชนีการผลิตด้านอุตสาหกรรม (PMI)ใน ภาคการผลิตในยูโรโซน และญี่ปุ่น

 

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส มองข้ามช๊อตไปในเดือน มิ.ย. โโยเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากที่ปรับฐานต่อเนื่อง สอดคล้องกับสถิติย้อนหลัง 5 ปี ที่ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นในเดือนมิ.ย.โดยปรับขึ้น 4 ปีจาก 5 ปี ในอัตราการปรับขึ้นเฉลี่ยราว 0.5% 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของ เดือน พ.ค. ยังอยู่ในภาวะปรับฐาน จาก 3 ปัจจัยกดดัน  คือ  การรับรู้การรายงานบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งมีทั้งดีกว่าคาด เช่น กลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี, ค้าปลีก, วัสดุก่อสร้าง และแย่กว่าคาด เช่น กลุ่มรับเหมาฯ, โรงพยาบาล, ICT เป็นต้น

 

มาต่อที่ บล.ซีไอเอ็มบี ซึ่งประเมินว่า ในสัปดาห์ที่ 22-26 พ.ค.นี้  ทิศทางตลาดหุ้น คาดจะยังไม่มีประเด็นอะไรใหม่ๆ ที่ใช้ในการลงทุน แต่ยังต้องติดตามเหตุการณ์ในสหรัฐ 

 

การแกว่งตัวของดัชนีจะอิงกับตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาน้ำมัน โดยตลาดให้ความสำคัญกับการประชุมของกลุ่มโอเปกที่คาดว่าจะตกลงขยายเวลาในการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน พร้อมติดตามรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ)หรือ FOMC หรือ Fed Minutes ในวันที่ 24 พ.ค.คาดว่าจะมีการเผยรายละเอียดความคิดเห็นของกรรมการ Fed ที่ต้องการให้มีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.60 รวมไปถึงการปรับลดขนาดงบดุลของ Fed ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากการรายงานจบคาดว่าจะทำให้ ค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง

 

อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามแรงซื้อและขายของนักลงทุนต่างประเทศ หลังงบการดำเนินการไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียนออกมาหมดแล้ว โดยในหลายๆ ครั้งหลังการประกาศงบรายไตรมาสเสร็จ มักจะเห็นความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินจากต่างประเทศที่ชัดเจนขึ้นทั้งซื้อและขาย

 

สำหรับ บล.ทิสโก้  ประเมินว่า สัปดาห์ที่ 22-26 พ.ค.นี้ คาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,530 จุด แนวต้าน 1,560 จุด เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ 

 

ดังนั้น กลยุทธ์หลักจึงควรชะลอลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ส่วนการเก็งกำไรเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง โดยเน้นหุ้นรายตัว โดยเห็นว่า ในช่วงนี้นักลงทุนในตลาดหุ้นมีความระมัดระวังมากขึ้น สะท้อนได้จากมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางลงเหลือเพียงแค่ระดับ 3 หมื่นล้านบาทต่อวันเท่านั้น

 

ขณะที่กระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบัน แม้จะไม่มีเม็ดเงินออกไหลออก แต่ก็ไม่มีเงินใหม่เข้าเช่นกัน แต่แนวโน้มในอีก 2-4 สัปดาห์ข้างหน้ากระแสเงินต่างชาติยังอิงทางลบ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดฯ คาดการณ์ รวมทั้ง ยังต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น รายงานว่า ล่าสุดในช่วงสุดสัปดาห์ กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ใน 3 รัฐในเดือนที่แล้ว

 

โดยอัตราการว่างงานได้ลดลงใน 10 รัฐในเดือนที่แล้ว ขณะที่เพิ่มขึ้นในรัฐเดียวคือ แมสซาชูเสตต์ และทรงตัวใน 39 รัฐ รัฐอาร์คันซอ โคโลราโด และโอเรกอน ต่างก็รายงานอัตราการว่างงานต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 โดยโคโลราโดมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของสหรัฐ

 

ขณะที่การจ้างงานพุ่งขึ้นอย่างมากใน 9 รัฐ นำโดยเท็กซัส มินเนโซตา และวิสคอนซิน ขณะที่อินเดียนาเป็นเพียงรัฐเดียวที่การจ้างงานได้ลดลงอย่างมากในเดือนเม.ย.

 

ส่วนการปรับขึ้นอัตรราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นในการประชุมงวดเดือน มิ.ย.นี้นั้น ประธานเฟดเซนต์หลุยส์ ออกมาให้สัมภาษณ์สวนทางว่า แผนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจเร็วเกินไปสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ

 

โดยนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า แผนการของเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะรวดเร็วเกินไป สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯซึ่งกำลังส่งสัญญาณอ่อนแอ มาตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยอัตราเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ร่วงลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ขณะที่นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวในระหว่างการประชุมหอการค้าสหรัฐฯ ว่า เขาหวังว่าการปฏิรูปภาษีตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในปีนี้

 

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกในช่วงก่อนการประชุมโอเปก และนอนโอเปก หรือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก ที่จะประชุมพร้อมกันในวันที่ 25 พ.ค.นี้นั้น
คณะกรรมาธิการโอเปก ระบุว่า ในวันที่ 25 พ.ค. อาจจะมีการพิจารณาทางเลือกในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันมากขึ้น หรือ ขยายเวลาในการปรับลดการผลิตออกไปเกินกว่าเดือนมิ.ย.ปีนี้ เพื่อลดปริมาณน้ำมันจำนวนมากในตลาด

 

ทั้งนี้ นายเอสซาม อัล-มาร์ซูค รมว.น้ำมันคูเวต กล่าวว่า เขาให้การสนับสนุนแนวคิดของซาอุดิอาระเบียและรัสเซียในการขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า และเขื่อว่าสมาชิกกลุ่มโอเปกจะให้การสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศโอเปกได้บรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน สู่ระดับ 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน และจากนั้นในกลางเดือนธ.ค. ผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกได้ตกลงที่จะปรับลดกำลังการผลิตลง 558,000 บาร์เรล/วัน โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2017 และมีกำหนดเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย.ปีนี้

 

ส่งท้ายด้วยค่าเงินบาท ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ 34.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นจากแนวโน้มการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหัฐฯ หลังนักลงทุนให้ความสนใจประเด็นการเมืองภายในของสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะที่ ตัวลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด 

 

นอกจากนี้ ทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินในเอเชียในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเงินดอลลาร์ไต้หวัน ใหนุนให้ให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 19 พ.ค.ค่าเงินบาทปิดที่ 34.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 34.71บาทของสัปดาห์ก่อนหน้า

 

สําหรับสัปดาห์ที่ 22-26 พ.ค.ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเเงินบาทที่ 34.35-34.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยตลาดในประเทศ ให้รอจับตผลการประชุมกนง. ขณะที่ ประเด็นที่น่าสนใจของสหรัฐฯ น่าจะอยู่ที่ประเด็นการเมืองในประเทศ สัญญาณดอกเบี้ยนโยบายจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงตัวเลขสำคัญๆ  ได้แก่ ตัวเลขภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน เม.ย. และจีดีพีประจำไตรมาส 1/2560  นอกจากนี้ ตลาดน่าจะติดตามรายงานดัชนี PMI ของญี่ปุ่นและบางประเทศในยโูรโซนด้วย

 

ขณะที่นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินทิศทางสัปดาห์ที่ 22-26 พ.ค. โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไว้กว้างๆ ระหว่าง 34.20-34.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ท้ายสุด ธนาคาร ซี ไอเอ็มบี ไทย คาดว่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ 22-26 พ.ค. จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.30-34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยมองว่าในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าดอลลาร์สหรัฐฯจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทและสกุลเงินอื่นๆ ส่วนใหญ่เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปตามแผนและเริ่มลดขนาดของงบดุลลงในปีนี้เนื่องจากที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาโดยรวมยังออกมาดีอย่างต่อเนื่อง 

 

อย่างไรก็ดีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เพิ่มขึ้นทั้งการเมืองสหรัฐฯ และภูมิภาคอื่นๆ ก็อาจส่งผลลบต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ในบางช่วง และอาจหนุนเงินเยนให้แข็งค่าในบางช่วงเช่นกัน