คนไม่ใช่เงินสด?!!?
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 12:29 น.

 

เมื่อคนเริ่มไม่ใช้เงินสด นโยบายการเงินจะได้รับผลกระทบอย่างไร? เป็นคำถามที่น่าสนใจ คำถามหนึ่ง 

 

และจริงหรือไม่ว่า เมื่อมีระบบการเงินอิเลกทรอนิกส์ มีกระเป๋าเงินดิจิทัล เป็นช่องทางที่แสนสะดวกสบายในการใช้จ่ายแล้ว การใช้เงินสดในประเทศจะลดลงอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่สังคมไร้เงินสดในที่สุดภาพแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจากวันนี้

 

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา นางสาวฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำการศึกษาภายใต้หัวข้อ “เมื่อคนเริ่มไม่ใช้เงินสด นโยบายการเงินจะได้รับผลกระทบอย่างไร?” ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจ และทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น นำมาขยายต่อแบบอ่านง่ายๆ ให้ติดตามกัน

 

โดยเนื้อหาในบทความระบุว่า ความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการเงินกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินของคนไทนเริ่มเกี่ยวข้องกับดิจิทัลมากขึ้น และทำให้การช้เงินสดเริ่มมีบทบาทน้อยลง เนื่องจากคนไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในการใช้บริการทางการเงินใหม่ๆ และคุ้นเคยกับ “การใช้จ่ายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment)” มากขึ้น

 

บัตรเครดิต บัตรเดบิต internet banking/mobile banking QR code กลายเป็นทางเลือกใหม่ของคนทำธุรกรรมการเงิน ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ไม่ต้องใช้เงินสด ขณะที่ต้นทุนการทำธุรกรรมถูกลง 

 

อย่างไรก็ดี แม้ในหลายประเทศคนจะนิยมใช้ e-payment มากขึ้น แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่าความต้องการใช้เงินสดยังไม่ได้ลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่คนไม่มั่นใจในระบบการเงินหรือช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ

 

Bank ofInternational Settlement หรือ BIS รายงานว่ามูลค่าการใช้ e-payment ต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ใน 24 ประเทศในโลก เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเฉลี่ย 13% ในปี 2543 เป็นประมาณ 25% ในปี 2560  แต่ที่สำคัญ และน่าสนใจคือพบว่าสัดส่วนการใช้เงินสดต่อ GDP ก็สูงขึ้นเช่นกัน

 

โดยจากสัดส่วน 6.8% ในปี 2543 เป็น 9.4% ในปี 2560 ยกเว้นในบางประเทศ เช่นสวีเดน อินเดีย และจีน ที่สัดส่วนการใช้เงินสดน้อยลงมาก และลดลงอย่างรวดเร็ว

 

และที่น่าสนใจกว่านั้น คือ คนใน “กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว” กลับมาใช้เงินสดเพิ่มขึ้นมากขึ้น หลังเกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ซึ่งแตกต่างจากคนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่สัดส่วนการใช้เงินสดต่อ GDP คงที่ราว 7 - 8%

 

การศึกษานี้พบว่า ความไม่แน่นอนของระบบการเงิน เป็นสาเหตุหลักที่ทeให้คนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วถือเงินสดไว้เผื่อฉุกเฉินมากขึ้น นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากจากการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคาร กลางก็มีผลเช่นกัน เพราะทำให้ต้นทุนการถือเงินสดถูกลง

 

เมื่อกลับมามองประเทศไทย คนไทยใช้ e-payment มากขึ้นเช่นกัน แต่ยังต้องการใช้เงินสดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสัดส่วนการใช้เงินสดต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 9 %ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่างจากก่อนหน้านั้นที่สัดส่วนนี้มีทิศทางสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยจึงยังสูงขึ้นเรื่อยๆ แค่เติบโตช้าลงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของไทยที่ไม่สูงเหมือนในอดีต และอาจมีผลของการใช้e-payment ที่กระทบบ้าง

 

แต่การเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้นในเวาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน!!

 

ทั้งนี้ มีการตั้งคำถามว่า แล้วในที่สุด หากในช่วงต่อไป e-payment เป็นที่นิยมมาก จนทำให้คนใช้เงินสดน้อยลงมาก บทบาทของธนาคารกลางที่เป็นผู้พิมพ์เงินและดูแลนโยบายการเงินของประเทศจะถูกกระทบอย่างไร?

 

โดยเราหาคำตอบจาก การจัดอันดับล่าสุดเพื่อรองรับการเป็นสังคมไร้เงินสด หรือ cashless society ของ www.forexbonuses.org จะพบว่า แคนาดาจัดว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีในการรองรับ cashless society ในอันดับต้นๆ ของโลกใกล้เคียงสวีเดนและอังกฤษ ขณะที่คนแคนาดานิยมใช้e-payment กันอย่างทั่วถึง 

 

แต่จากงานศึกษาล่าสุดของธนาคารกลางแคนาดาพบว่า สัดส่วนการใช้เงินสดต่อ GDP ของแคนาดาค่อนข้างคงที่ใกล้ๆ 3 – 4% มานานแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าการใช้เงินสดยังโตไปตามขนาดเศรษฐกิจเช่นนี้ค่อนข้างจะคล้ายกันในหลายประเทศ ทำให้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังมีบทบาทสำคัญที่จะต้องพิมพ์ธนบัตรใช้หมุนเวียนในเศรษฐกิจอยู่ 

 

นอกจากนี้ธนาคารกลางแคนาดาไม่ได้รายงานผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่ชัดเจน 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อลองพิจารณาจากงานศึกษาต่างๆ ส่วนใหญ่ระบุว่าธนาคารกลางควรติดตามบางประเด็นที่การลดใช้เงินสดอาจมีนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน ที่ต้องมีการปรับปรุงในช่วงต่อไป

 

ประเด็นแรกคือ แม้เงินสดไม่ได้มีบทบาทโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (inflation targeting) แต่ถ้าความต้องการใช้เงินสดผันผวนมากอาจกระทบความแม่นยำในการประมาณการสภาพคล่องของธนาคารกลางในการทำธุรกรรมในตลาดเงิน (open market operation) เพื่อควบคุมระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้

 

ประเด็นที่สอง คือ ผลกระทบจากรายได้จากการพิมพ์ธนบัตร (seigniorage) ที่ลดลงและงบดุลของธนาคารกลางที่อาจเล็กลง เนื่องจากเงินสดที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจจัดว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งในด้านหนี้สินของงบดุลธนาคารกลาง ส่วนนี้อาจกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของธนาคารกลาง 

 

ประเด็นที่สาม คือด้านประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงเศรษฐกิจขาลง ในสังคมที่ไม่มีเงินสด ซึ่งพบว่า ประสิทธิภาพจะสูงขึ้น เพราะธนาคารกลางสามารถดำเนินนโยบายการเงินโดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ (negative interest rate policy) ในยามจำเป็นได้เพิ่มขึ้น หากผู้ฝากเงินไม่สามารถถอนเงินฝากออกไปเก็บเป็นรูปเงินสดได้

 

แต่ขณะเดียวกัน ประเด็นที่สี่ ที่น่าสนใจคือ การกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารทำธุรกรรมที่เสี่ยงเกินควร จนเกิดการแห่ถอนเงิน (bank run) จะเป็นอย่างไร เมื่อผู้ฝากเงินยุคดิจิทัลสามารถโยกเงินฝากจากธนาคารที่มีปัญหาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้รวดเร็วขึ้น

 

ดังนั้น แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และการดำเนินนโยบายการเงินอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ธนาคารกลางควรติดตามบทบาทของ e-payment กับพฤติกรรมการใช้เงินสดของคนไทยและนัยต่อการดำนินนโยบายการเงินเป็นระยะ

 

เพราะพฤติกรรมคนไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว!!!