ยังมีเลือกตั้ง ...ยังลุ้นเงินนอก
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เวลา 07:56 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

เปิดคอลัมน์วันนี้ ก่อนที่เราจะไปมองสัปดาห์วันที่ 11-15 ก.พ.นี้ เรามามองหุ้นในภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนี้กันก่อน เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มมองว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีของการพลิกร้ายกลายเป็นดีของตลาดหุ้นไทย

 

ทั้งนี้ เนื่องจาก หากเรามองดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2562 จนวันศุกร์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา (Year to date) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.6% จากปีก่อนที่ติดลบกว่า 10%  โดยมีผลจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ที่เริ่มไหลกลับเข้ามา โดยล่าสุดมีสถานะเป็นซื้อสุทธิ 7,402.03 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขายสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2.87 แสนล้านบาท 

  

หากการเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านไปอย่างเรียบร้อย มีรัฐบาลใหม่ เชื่อกันว่า ทุนต่างชาติจะไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากทีเดียว

 

โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ระบุว่า การกลับมาของนักลงทุนต่างชาติรอบนี้จะให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่ม SET50 หลังจากที่ปีก่อนถูกขายออกไปค่อนข้างมาก ทั้งนี้ หุ้นใน SET50 เป็นหุ้นมีสภาพคล่องสูง และที่สำคัญราคาหุ้นส่วนใหญ่ยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างมาก

    

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า เม็ดเงินต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดหุ้นไทย เพราะเริ่มเห็นสัญญาณการไหลออกของเม็ดเงินจากสินทรัพย์ปลอดภัยไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เริ่มมีท่าทีชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งที่มีการกำหนดวันที่แน่นอนแล้ว โดยประเมินว่าหุ้นขนาดใหญ่จะเป็นเป้าหมายแรกของเม็ดเงินต่างชาติที่กลับมาในรอบนี้ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET50

 

เช่นเดียวกับ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) มองกลยุทธ์ในการลงทุนช่วงที่แนวโน้มเงินนอกไหลกลับ ให้เลือกลงทุนหุ้นใน SET50 ที่มีอัพไซด์สูงมากกว่า 10-15% ขึ้นไป รวมถึงหุ้นที่ถูกขายออกจากนักลงทุนต่างชาติในปีก่อน เพราะจะเป็นเป้าหมายแรกของการกลับมาซื้อคืนในราคาต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน มีความหวังว่า ในระยะ 3-4 เดือนถัดไป ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,760 จุด เพราะจะถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่ที่มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ แนะนำทยอยสะสมหุ้นใน SET50 ที่มีอัพไซด์สูง

 

ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบวกเล็กน้อย แต่ระหว่างสัปดาห์ไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,663 จุด ซึ่งเป็นระดับเส้นค่าเแลี่ย 200 วัน จึงเข้าสู่ช่วงพักตัว ดัชนีหุ้นไทยเปิดสัปดาห์วันที่ 4 ก.พ.ที่ 1,655.42 สูงสุดที่ 1,667.01 และต่ำสุดที่ 1,637.58 ก่อนปิดการซื้อขายวันที่ 8 ก.พ.ที่ 1,651.68 จุด

 

ทั้งนี้ บล.โนมูระ พัฒนสิน ยังมองสัปดาห์วันที่ 11-15 ก.พ.นี้ ว่ามีความหวังบวกต่อแตะ 1,700 จุด ประเมินแนวรับ 1,637-1630 จุด แนวต้านแรก 1,678 จุด ถัดไป 1,700 จุด

 

โดยประเด็นการเมืองในประเทศ ความคืบหน้าของการเลือกตั้งยังคงต้องติดตาม ซึ่งตราบใดที่การเลือกตั้งเดินหน้าก็ยังถือเป็นปัจจัยบวก รวมถึงการประกาศงบของบริษัทจดทะเบียน ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีเชิงลบจากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปัดไม่พร้อมเจรจรากับนาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

 

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 11-15 ก.พ.ว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,635 จุด และ 1,625 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่1,665 จุดและ 1,675 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง และผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ และยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภค ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค.ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/61 ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ของยูโรโซน รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคเดือนม.ค. ของจีน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามองภาพรวมตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่ดี แต่ “โกลด์แมน แซคส์”กลับคาดตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนต่ำปีนี้ เหตุผลประกอบการบริษัทที่ซบเซาลง

 

นายปีเตอร์ ออพเพนไฮเมอร์ นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า นักลงทุนที่เคยคาดหวังว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำในปีนี้ คงต้องกลับไปคิดใหม่

 

โดยตลาดหุ้นปรับตัวซบเซาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน, ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวย่ำแย่ที่สุดในเดือนธ.ค.นับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาครั้งใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสามารถดีดตัวขึ้นในช่วงต้นปีนี้ ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นมากกว่า 7% และตลาดหุ้นยุโรปทะยานขึ้นมากกว่า 6% แต่หากจะมองจากปัจจัยพื้นฐานพบว่า การขยายตัวของผลกำไรจะอ่อนแอในปีนี้ในทุกภูมิภาคของโลก ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ตลาดจะให้ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่มีการปรับตัวในช่วงแคบๆ

 

ทั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของยูโรโซนในปีนี้ และปีหน้า จากการคาดการณ์ที่ว่าประเทศขนาดใหญ่ในยูโรโซนจะมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

 

โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะมีการขยายตัว 1.3% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 1.9% ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะดีดตัวสู่ระดับ 1.6% ในปีหน้า

 

ขณะที่ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของ EU ซึ่งไม่รวมสหราชอาณาจักร จะมีการขยายตัว 1.5% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 2.1% ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะดีดตัวสู่ระดับ 1.8% ในปีหน้า เศรษฐกิจของเยอรมนีจะมีการขยายตัว 1.1% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 1.5% ในปีที่แล้ว

 

ทางด้านธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจอังกฤษในปีนี้เช่นกัน สู่ระดับ 1.2% จากเดิมที่ระดับ 1.7% โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อไปในปีนี้ สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัย Brexit และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

 

"การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ชะลอลงในช่วงปลายปีที่แล้ว และได้อ่อนตัวต่อไปในช่วงต้นปีนี้" BoE ระบุ

 

ขณะเดียวกัน BoE ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจอังกฤษในปีหน้า สู่ระดับ 1.5% จากเดิมที่ระดับ 1.7% ก่อนที่จะดีดตัวสู่ระดับ 1.9% ในปี 2564

 

ไปที่ฝั่งตลาดเงิน จากสถานการณ์การเมืองที่มีความผันผวนในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระดับ 31.47 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าจากเปิดตลาดที่ 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

 

โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และในตลาดเกิดใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ เงินบาทแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์

  

อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ ที่จะหนุนนำตลาดในช่วงนี้ คาดสัปดาห์วันที่ 11-15 ก.พ.ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ด้าน ธนาคารกสิกรไทย ได้คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์วันที่ 11-15 ก.พ.โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.30-31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่ความคืบหน้าของการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้านำเข้าและส่งออก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. ดัชนีกิจกรรมภาคการผลิตโดยเฟดสาขานิวยอร์ก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนก.พ. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามข้อมูลจีดีพีไตรมาส 4/61 ของยูโรโซน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนม.ค. และทิศทางค่าเงินหยวนหลังตลาดการเงินจีนกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

 

ขณะที่ข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ เป็นการมองภาพเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ในโลก เริ่มต้นจากเฟดนิวยอร์กคาดเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.17% ในไตรมาส 1

 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1 ที่ระดับ 2.17% หลังการเปิดเผยตัวเลขดุลการค้า และดัชนีภาคบริการของสหรัฐ

 

แบบจำลองการคาดการณ์ Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.17% ในไตรมาส 1 โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.39% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

นอกจากนี้ เฟดยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.41% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.61% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 เดือน โดยลดลง 11.5% สู่ระดับ 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากแตะระดับ 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.

 

ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการลดลง 0.6% สู่ระดับ 2.099 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย. ส่วนการนำเข้าสินค้าและบริการลดลง 2.9% สู่ระดับ 2.592 แสนล้านดอลลาร์

 

ต่อกันที่จีน ซึ่งน่าจะมีข่าวดีกว่าเล็กน้อย “เจพีมอร์แกน”ระบุนโยบายสนับสนุนของจีนจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 

นายจู ไห่ปิน นักเศรษฐศาตร์ของเจพีมอร์แกนระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่นโยบายสนับสนุนของจีน จะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจีนจะใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจขาลงในระยะสั้น ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อการพัฒนาระยะยาวยังคงดำเนินต่อไป

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของจีนขยายตัวช้าลง แต่ในอัตราที่ยั่งยืนขึ้นที่ระดับ 6.6% ในปี 2561 แม้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยผู้กำหนดนโยบายได้เปิดเผยมาตรการสนับสนุนเพื่อทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ซึ่งรวมถึงการลดภาษีและค่าธรรมเนียม การขยายการบริโภคและการลงทุน รวมถึงการจ้างงานเพิ่มขึ้น

 

นายจูคาดว่า การปรับลดภาษีจะเท่ากับ 1.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในปี 2562 และจะหนุนอัตราการเติบโตของจีดีพีขึ้น 0.46%

 

นอกจากนี้ นายจูยังคาดว่า การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนจะเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปีนี้ โดยลดลงเล็กน้อยจากที่เพิ่มขึ้น 5.9% ในปีที่ผ่านมา แต่เขาคาดการณ์ว่า การเติบโตของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะฟื้นตัวในปีนี้ ในขณะที่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จะลดลง

 

สุดท้าย น่าจะเป็นข่าวดีที่สุดใน 3 ประเทศ “มูดี้ส์”เพิ่มเครดิตรัสเซียจากขยะสู่อันดับน่าลงทุน Baa3 ชี้นโยบายการคลัง,เศรษฐกิจแข็งแกร่ง แม้จะไม่ได้ขึ้นไประดับสูงๆ แต่ถือว่าก็หลุดพ้นความยากลำบากได้ระดับหนึ่งแล้ว

 

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียสู่อันดับน่าลงทุนที่ Baa3 จากอันดับ Ba1 ซึ่งเป็นอันดับขยะ (junk) หรือไม่น่าลงทุน โดยระบุถึงนโยบายที่ช่วยส่งเสริมสถานะการคลังสาธารณะของรัสเซีย และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในการรับมือกับผลกระทบจากภายนอกประเทศ

 

มูดี้ส์ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง "การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของสถาบันกำหนดนโยบาย ซึ่งประสบความสำเร็จในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินจากปัจจัยสองประการ อันได้แก่ ราคาน้ำมันที่ลดลง และการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ"

 

นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังได้ปรับทบทวนแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียเป็น "มีเสถียรภาพ" จากแนวโน้ม "เชิงบวก" ก่อนหน้านี้อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข่าวร้าย  IMF ชี้ประเทศส่งออกน้ำมันยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากภาวะราคาน้ำมันทรุดปี 2557

 

นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (IMF) เปิดเผยในการประชุมที่ดูไบในวันนี้ว่า บรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ร่วงลงอย่างรุนแรงในปี 2557 และแนวโน้มราคาน้ำมันยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างมาก แม้เศรษฐกิจจะมีการขยายตัวเล็กน้อยก็ตาม

 

นางลาการ์ดระบุว่า "เนื่องจากรายได้ที่ลดลง ทำให้การขาดดุลทางการคลังลดลงอย่างเชื่องช้า แม้จะมีการปฏิรูปครั้งสำคัญทั้งด้านการใช้จ่ายและรายได้ รวมถึงการกำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต"

 

"ปัจจัยดังกล่าวทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นอย่างมากจาก 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556 เป็น 33% ในปี 2561" นางลาการ์ดกล่าวเสริม

 

ทั้งนี้ IMF ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เตือนว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ โดยIMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.5% ในปีนี้ และ 3.6% ในปีหน้า โดยต่ำกว่าระดับ 3.7% สำหรับทั้ง 2 ปีที่มีการคาดการณ์ในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว